ข่าว

ฎีกายืน'พท.'จ่าย5แสนหมิ่นทหาร

ฎีกายืน'พท.'จ่าย5แสนหมิ่นทหาร

24 ธ.ค. 2557

ศาลฎีกาพิพากษายืน 'อดีต ส.ส.เพื่อไทย' จ่าย 5 แสน ชดใช้นายทหาร อภิปรายหมิ่นฯ กระชากคนเสื้อแดง

 
                                24 ธ.ค. 57  เมื่อเวลา 10.00 น.  ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.117/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมคิด บาลไธสง อดีต ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 326 และ 328      
 
                                โดยคดีนี้ อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 54 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อมีสื่อมวลชนได้เสนอภาพข่าวเหตุการณ์ ชายแต่งกายเสื้อยืดสีเขียว กางเกงสีเข้ม ทำร้ายร่างกายหญิงซึ่งเป็นผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง โดยใช้มือกระชากผมแล้วลากไปตามถนน ต่อมาวันที่ 23 เม.ย. 52 เวลากลางวัน จำเลยได้อภิปรายในการประชุมร่วมของรัฐสภาใส่ความ พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ยศและตำแหน่งปี 52) ผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามว่าเกี่ยวพันกับกรณีดังกล่าว ซึ่งการปราศรัยมีการถ่ายทอดสดการประชุมทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และโทรศัพท์ไปทั่วประเทศ เหตุเกิดที่แขวงและเขตดุสิต กทม. โดย พ.ท.เกรียงศักดิ์ ผู้เสียหาย ได้ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงด้วย
 
                                ขณะที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนให้จำคุก 6 เดือน และปรับจำเลย 10,000 บาท ฐานหมิ่นประมาทฯ ด้วยการโฆษณา ตาม ม.328 พร้อมทั้งให้จำเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน พ.ท.เกรียงศักดิ์ 500,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี 
 
                                โดยจำเลยยื่นฎีกา และขอทุเลาการบังคับคดี ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง และลดค่าเสียหายให้เป็นธรรมแก่จำเลย
 
                                ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่าการพูดอภิปรายของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยสุจริต และไม่มีเจตนาใส่ความผู้เสียหายนั้น ฎีกาของจำเลยดังกล่าวประสงค์ให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าจำเลยอภิปรายใส่ความผู้เสียหายถือว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาท และคดีมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรค 1 คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้
 
                                คงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายหรือไม่เพียงใด เห็นว่าการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญารับฟังเป็นข้อยุติว่าจำเลยหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยการโฆษณาแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่การกำหนดค่าสินไหมทดแทน ให้จำเลยชดใช้แก่ผู้เสียหายเพียงใดนั้น ศาลสามารถกำหนดได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายรับราชการทหารมียศพันโท ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย เนื่องจากมีการชุมนุมทางการเมืองและก่อความไม่สงบใน กทม.
 
                                การที่จำเลยใส่ความผู้เสียหายว่าผู้เสียหายเป็นผู้กระชากผมผู้หญิง ซึ่งเป็นผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง หรือบุคคลอื่น ที่เชื่อว่าผู้เสียหายกระทำต่อผู้หญิงจึงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า ทำให้ผู้เสียหายและครอบครัวถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรือได้รับอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายได้ และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน