ข่าว

คุก10ปี'รองสว.'พยายามฆ่าแท็กซี่

คุก10ปี'รองสว.'พยายามฆ่าแท็กซี่

24 ธ.ค. 2557

ศาลฎีกาพิพากษากลับ จำคุก 10 ปี 'ร.ต.อ.เจษฎา' อดีต รอง สว.สส.ห้วยขวาง พยายามฆ่า ใช้ 9 มม.ยิงโชเฟอร์แท็กซี่ ปี 53

 
                                24 ธ.ค. 57  เมื่อเวลา 09.45 น.  ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.850/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.เจษฎา หรือนายเจษฎา เจตภรณ์ อายุ 31 ปี อดีต รอง สว.สส. สน.ห้วยขวาง เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง และพาอาวุธปืนไปในเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490
 
                                ตามฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 54 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 53 เวลากลางคืน จำเลยใช้อาวุธปืนกล็อก ออโตเมติก ขนาด 9 มม. ยิงนายมณเฑียร จิตตระกูล อายุ 46 ปี คนขับแท็กซี่ ผู้เสียหาย โดยมีเจตนาฆ่า แต่การกระทำไม่บรรลุผล เหตุเกิดที่ ซ.จำเนียรเสริม แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม.
 
                                โดยจำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่า ขณะเกิดเหตุเข้าเวรอยู่ที่ สน.ห้วยขวาง ส่วนที่ไม่ส่งมอบปืนให้แก่พนักงานสอบสวนเนื่องจากไม่มั่นใจในกระบวนการสอบสวนของตำรวจ
 
                                ขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 55 ให้จำคุก 10 ปี จำเลย ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 56 ให้ยกฟ้องจำเลย เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ยังมีพิรุธน่าสงสัยว่าผู้เสียหายจะมีโอกาสจดจำใบหน้าจำเลยได้จริงหรือไม่ และสภาพแสงสว่างในที่เกิดเหตุสามารถมองเห็นใบหน้าของจำเลยได้ชัดเจนจริงหรือไม่ ทั้งผู้เสียหายยังมีโอกาสได้เห็นภาพของจำเลยก่อนที่มีการชี้ตัวยืนยัน นอกจากนี้อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถตรวจยึดมาได้ ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นฎีกา 
 
                                ศาลฎีกาตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า โจทก์ มีนายมณเฑียร คนขับแท็กซี่ ผู้เสียหาย เป็นพยาน เบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุ ระหว่างขับรถแท็กซี่ มีรถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด จอดขวางทางอยู่ โดยคนร้ายได้ลดกระจกลง และพูดจาข่มขู่ว่าให้พยานถอยรถ พยานจึงขับรถถอยหลังไป ต่อมาคนร้ายได้ขับรถมาเทียบกับพยานพร้อมใช้อาวุธปืนเล็งและยิงที่ศีรษะของพยาน แต่กระสุนพลาดเป้าถูกบริเวณขอบกระจกของรถ ซึ่งขณะเกิดเหตุแม้จะเป็นเวลากลางคืน แต่ก็มีแสงไฟสว่างเพียงพอ และตัวพยานกับจำเลยอยู่ห่างกันเพียงแค่ 1 เมตร ทำให้พยานสามารถมองเห็นใบหน้าของจำเลยได้อย่างชัดเจน จึงมีเหตุให้พยานจดจำรูปพรรณสัณฐานของจำเลยได้ไม่ผิดตัว ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความโดยบ่งบอกถึงลักษณะของรถและใบหน้าของจำเลยได้ รวมทั้งชี้ตัวยืนยันได้อย่างถูกต้องตามบันทึกการสอบสวน
 
                                นอกจากนี้ โจทก์ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานตรวจรถของผู้เสียหายและวิถีกระสุนปืน เป็นพยาน เบิกความด้วยว่า พบปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. ที่บริเวณก้านปัดน้ำฝน ลักษณะการยิงจากหน้าไปหลัง จากขวาไปซ้าย มุมยิง 60 องศา เมื่อเปรียบเทียบกับรถตู้ของจำเลย กับรถของพยาน พบระดับความสูงสอดคล้องกับรอยกระสุนตามจุดเกิดเหตุ และการตรวจพิสูจน์ ปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. ที่ตกในที่เกิดเหตุ ยังตรงกับปลอกกระสุนที่จำเลยได้ก่อเหตุยิง น.อ.วุฒิชัย บุญฤทธิ์ นายทหารสังกัดกรมกำลังพล พระราชวังเดิม กองทัพเรือ เสียชีวิต ที่จำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอีกสำนวน โดยพบว่าปลอกกระสุนดังกล่าวถูกยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกัน คือ อาวุธปืนกล็อก ยี่ห้อรูเกอร์ ผลิตจากประเทศออสเตรีย และจากการตรวจสอบประวัติทะเบียนการครอบครองอาวุธปืน พบว่าจำเลยมีอาวุธปืนชนิดดังกล่าวไว้ในการครอบครอง แต่ไม่ยอมส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์ โดยอ้างว่าไม่มั่นใจในกระบวนการสอบสวนของตำรวจ 
 
                                ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ย่อมทราบดีว่า คดีพยายามฆ่า มีอัตราโทษสูง ถ้าหากจำเลยไม่ได้กระทำผิดจริง ก็ควรจะนำส่งอาวุธปืนซึ่งอยู่ในการครอบครองของจำเลยไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์ โดยจำเลยก็ยังรับว่ามีอาวุธปืนขนาด 9 มม. อยู่ในความครอบครองของจำเลยจริง แต่ที่จำเลยไม่ยอมส่งอาวุธปืนให้ตรวจพิสูจน์โดยอ้างว่ากระบวนการสอบสวนนั้นไม่ชอบ เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น จึงพิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำคุกจำเลย เป็นเวลา 10 ปี ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น
 
                                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ร.ต.อ.เจษฎา นอกจากคดีนี้ ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีฆ่า น.อ.วุฒิชัย บุญฤทธิ์ นายทหารสังกัดกรมกำลังพล พระราชวังเดิม กองทัพเรือ เสียชีวิตคารถยนต์ปิกอัพ ในท้องที่ สน.ห้วยขวาง เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 53 อีกสำนวนหนึ่งด้วย โดยคดีดังกล่าวศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง เนื่องจาก พยานโจทก์ไม่สามารถจดจำใบหน้า รูปพรรณสัณฐานของคนร้ายได้ว่า เป็นคนเดียวกับจำเลยหรือไม่ ประกอบกับพนักงานสอบสวนไม่ได้นำปืนที่ใช้ก่อเหตุมาตรวจรอยเขม่าดินปืน และตรวจวิถีกระสุน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่เพียงพอว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือก่อเหตุยิงผู้ตาย ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย