
คุก3ปีติดสินบนคดียุบไทยรักไทย
24 ธ.ค. 2557
คุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา 'อดีตผกก.' วิ่งเต้นเสนอสินบนตุลาการรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง 30 ล้าน ช่วยเหลือคดียุบพรรคไทยรักไทย ปี 49 ศาลปล่อยชั่วคราว ตีราคาประกัน 3 แสน
24 ธ.ค. 57 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3559/2556 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีต ผกก.สภ.ต.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน ฯ เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานตำแหน่งตุลาการ อัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167
ตามฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 56 บรรยายพฤติการณ์สรุป เมื่อวันที่ 16 - 22 ต.ค. 49 จำเลยได้ไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ห้องทำงานที่ศาลฎีกา แล้วรับว่าจะให้เงินจำนวน 15 ล้านบาท กับ ม.ล.ไกรฤกษ์ เพื่อให้ช่วยเหลือในการพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง เหตุเกิดที่แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี อ้างเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ ม.ล.ไกรฤกษ์ การไปพบก็เพื่อส่งหนังสือเชิญร่วมงานเลี้ยงรุ่น และการกล่าวถึงสินบนก็เพียงพูดคุยหยอกล้อในฐานะเพื่อนเท่านั้น
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ - จำเลยนำสืบแล้ว โจทก์มี ม.ล.ไกรฤกษ์ เป็นประจักษ์พยาน เบิกความว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 49 จำเลย ได้ไปพบที่ห้องทำงานศาลฎีกา พร้อมพูดถึงการเสนอเงินตอบแทน พิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทยที่พยานได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และมอบนามบัตรจำเลยให้ แต่พยานปฏิเสธไปโดยสิ้นเชิง โดยจำเลยยังได้พยายามไปพบพยานอีกครั้งที่บ้านพัก
ขณะที่ยังมี รองเลขานุการศาลฎีกา ซึ่งเป็นเลขานุการของพยานด้วย เบิกความสนับสนุนว่า ม.ล.ไกรฤกษ์ ได้บอกกล่าวเรื่องที่จำเลยมาพบ และยังได้บอกให้พยานช่วยจดบันทึกเหตุการณ์ พร้อมทำบันทึกส่งประธานศาลฎีกา ขณะนั้นด้วย
โดยภายหลังยังปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่า เมื่อจำเลยมาพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ ที่ห้องทำงานศาลฎีกาแล้ว ม.ล.ไกรฤกษ์ ยังได้เล่าเรื่องให้ผู้พิพากษาศาลฎีกา , ตุลาการที่เป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) , ตุลาการรัฐธรรมนูญ บางส่วน และ รมว.ยุติธรรม รับทราบ กระทั่งมีการร้องทุกข์ให้มีการติดตามดำเนินคดี ซึ่งตามคำเบิกความของ ม.ล.ไกรฤกษ์ ประจักษ์พยาน และพยานบอกเล่า สอดคล้องกันว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 49 จำเลยได้ขอเข้าพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ ที่ห้องทำงานศาลฎีกา หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ พร้อมพูดขอให้ช่วยเหลือการพิจารณาคดียุบพรรค เพราะจำเลยเป็นหนี้บุญคุณคุณหญิงอ้อ ซึ่งจะมีเงินให้ 15 ล้านบาท โดยจำเลยจะขอส่วนแบ่ง 5% แต่เมื่อ ม.ล.ไกรฤกษ์ ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ในวันที่ 22 ต.ค. 49 จำเลยยังได้ไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ ที่บ้านพัก และพยายามพูดถึงการช่วยเหลือการพิจารณาคดียุบพรรคอีก โดยเสนอเพิ่มเงินอีกเป็น 30 ล้านบาท โดยพูดว่าถ้าผมเป็นหม่อม ผมเอา ขณะที่คำพูดจำเลยว่า เป็นหนี้บุญคุณ คุณหญิงอ้อ ทั่วไปก็รับทราบอยู่แล้วว่า คุณหญิงอ้อ คือ คุณหญิงพจมาณ ชินวัตร ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
การที่จำเลยพยายามไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ และพูดคุยเรื่องการเสนอจะให้เงินถึง 2 ครั้งนั้น การกระทำย่อมเป็นเหมือนกรรมที่เป็นเครื่องชี้เจตนา ที่จำเลยอ้างว่าพูดหยอกล้อในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นนั้น แต่ถ้า ม.ล.ไกรกฤษ์ ปฏิเสธและแสดงความไม่พอใจในการพูดคุยแล้ว จำเลยก็ควรจะหยุด ไม่ใช่การพยายามไปพบและพูดคุยเรื่องเดิมอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจำเลย ก็เป็นอดีตนายตำรวจ ระดับผู้กำกับการ ย่อมจะต้องรู้จักกาลเทศะว่า สิ่งใดควรพูด ไม่ควรพูด สิ่งใดควรทำไม่ควรทำ
นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่า แม้จำเลยอ้างไปพบพูดคุยหยอกล้อในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น ม.ล.ไกรฤกษ์ แต่นับตั้งแต่ที่ ม.ล.ไกรฤกษ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นตำแหน่งผู้บริหารของศาล ทั้งตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 6 จำเลยก็ไม่เคยโทรศัพท์มาแสดงความยินดี หรือมาพบกับ ม.ล.ไกรฤกษ์ คงพบเจอกันเฉพาะในงานเลี้ยงรุ่นนิติศาสตร์เท่านั้น และถือเป็นครั้งเดียวที่จำเลยมาพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ พิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทยแล้ว ส่วนที่จำเลย อ้างว่าได้พูดหยอกล้อเรื่องสินบน เพราะมีการเผยแพร่ทางข่าวมาก่อนแล้วนั้น ปรากฏตามข้อเท็จจริงพบมีการเผยแพร่การสัมภาษณ์เกี่ยวกับข่าววิ่งเต้นคดีผ่านสื่อมวลชนในช่วงเดือน มิ.ย. 50 ภายหลังที่มีการตัดสินคดียุบพรรคแล้วในวันที่ 30 พ.ค. 50 ดังนั้นในช่วงเวลาที่จำเลยไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ จึงยังไม่มีทั้งข่าวสื่อมวลชนและข่าวลือ การกล่าวอ้างของจำเลยจึงขัดกับข้อเท็จจริง
จากพยานหลักฐานที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยได้เข้าพบ ม.ล.ไกรกฤษ์ จริง และมีการพูดเสนอเงินช่วยเหลือพิจารณาคดียุบพรรค โดยพยานโจทก์ก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ซึ่งแม้จะเพียงมีการเสนอเงินให้ ม.ล.ไกรฤกษ์ แต่ก็ถือว่าความผิดของจำเลยสำเร็จแล้ว ขณะที่การกระทำของจำเลย ถือเป็นการเห็นแก่ตัว ทำลายความเชื่อถือและศรัทธาของระบบศาลและตุลาการ ซึ่งถือเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167 ให้จำคุก 3 ปี
ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว พ.ต.อ.ชาญชัย จำเลยซึ่งสวมแจ็คเก็ตสีกรมท่า ซึ่งได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาเพียงลำพัง มีสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการยื่นประกันตัว
ศาลปล่อยชั่วคราว ตีราคาประกัน 3 แสน
ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ภายหลังญาติ พ.ต.อ.ชาญชัย จำเลยที่ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา คดีเสนอสินบนให้ตุลาการรัฐธรรมนูญ ช่วยเหลือพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทย ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 300,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี
ศาลอาญาได้พิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยได้ โดยตีราคาประกัน 300,000 บาท



