ข่าว

เคาะแล้วที่มานายกฯ!โหวตในสภาฯ

เคาะแล้วที่มานายกฯ!โหวตในสภาฯ

23 ธ.ค. 2557

กมธ.ยกร่างรธน. เคาะแล้วที่มานายกฯ จากการโหวตของสภาฯ ขอโทษ สนช., สปช. ที่ไม่รับข้อเสนอ ยอมรับระบบเดิมมีปัญหาแต่แก้ไขได้ ไม่พร้อมรับความเสี่ยงของระบบใหม่

               23ธ.ค.2557 นายสุจิต บุญบงการ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่3 แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิจารณาประเด็นสถาบันทางการเมือง ว่า ที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เห็นชอบในหลักการและยืนยันถึงที่มาของนายกรัฐมนตรี ว่าควรมาจากรูปแบบปกครองของรัฐสภา มาโดยการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร โดยเกณฑ์การลงมติเลือกบุคคลนั้นต้องนับจากคะแนนเสียงข้างมาก

               อย่างไรก็ตามในประเด็นรายละเอียดอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายกฯ ต้องเป็นส.ส.หรือไม่นั้น ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาและได้ข้อสรุป ทั้งนี้มีผู้เสนอ 2 แบบว่า ต้องมาจากส.ส. และ ไม่ต้องมาจาก ส.ส. โดยมีเหตุผลคือเพื่อเป็นการปลดล็อคปัญหาช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา กรณีที่มีการชุมนุมทางการเมืองและหาทางแก้ไขไม่ได้ หากเปิดช่องดังกล่าวไว้สามารถหานายกฯ คนกลางเข้ามาคลี่คลายได้ นอกจากนั้นแล้วยังมีอีกหลายประเด็นที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังพิจารณาและคาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 24 ธ.ค. อาทิ จำนวน ส.ส., จำนวนส.ว. การตรวจสอบ การถ่วงดุล ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือนักการเมือง และข้าราชการ

               “ผมต้องขอโทษไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยที่ไม่ได้รับข้อเสนอเรื่องที่มานายกฯ เป็นแนวทางปฏิบัติ แต่เราได้พิจารณาแล้วเห็นว่าแม้ระบบการปกครองแบบรัฐสภา ที่ใช้มา 82 ปี จะมีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดสามารถที่จะแก้ไขได้ ส่วนระบบใหม่ที่เสนอยังไม่มีหลักประกันที่ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาหรือความเสี่ยงใดๆเกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงยอมรับความเสี่ยงในระบบเก่าเพราะเชื่อว่าจะเสี่ยงน้อยกว่าระบบใหม่ สำหรับข้อเสนของสปช. และสนช. ในประเด็นต่างๆ นั้นทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้รับฟังจำนวนมาก มีเพียงแต่ประเด็นที่มานายกฯ เท่านั้นที่ไม่ได้รับ” นายสุจิต กล่าว

               นายสุจิต แถลงด้วยว่าในประเด็นที่มานายกฯ ซึ่งได้ข้อสรุปนั้นเป็นการตกผลึกร่วมกันของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการลงมติแต่อย่างไรทั้งนี้ระหว่างการประชุมประเด็นนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้สอบถามกับกมธ. ว่ามีความเห็นในประเด็นที่แตกต่างจากการเลือกนายกฯ ผ่านระบบสภาฯ หรือไม่ โดยมี 2 กมธ. ที่เคยสงวนความคิดเห็น ได้ขอถอนการอภิปราย จำนวน 1 คน โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถที่จะแสดงความเห็นฝ่าความเห็นของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ แต่มี กมธ.อีก 1 คนที่ยังขออภิปราย

 

“เจษฎ์”เผยความเห็นส่วนใหญ่ยังไม่ใช่ข้อสรุป

               นายเจษฎ์ โทณวณิก กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงการประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ในประเด็นที่พิจารณาคือรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี มีผู้ที่อภิปรายและเสนอความเห็นอย่างกว้างขวาง โดยในประเด็นที่มาของนายกฯ และ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ถือว่ายังไม่ได้สรุปอย่างเป็นทางการว่าจะใช้ระบบใดในการเลือกนายกฯ แต่เท่าที่พิจารณาจากการอภิปรายส่วนใหญ่ เห็นไปในทำนองที่ว่านายกฯ มาจากระบบรัฐสภา ขณะที่รัฐมนตรียังไม่ได้ข้อสรุปเช่นกันว่าต้องมาด้วยวิธีใด ทั้งนี้ยังมีกมธ.อีกหลายคนที่เห็นว่าการเสนอบัญชีรายชื่อรัฐมนตรีน่าจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาที่ผ่านมาได้

               "ในการประชุมทั้ง 2 ประเด็นนั้นยังมีประเด็นและรายละเอียดที่ยังต้องพิจารณาอีกมาก เช่น พรรคการเมือง ทั้งนี้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ตั้งประเด็นพิจารณาไว้ว่า ประเด็นใดคือปัญหา โดยปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด และวิธีแก้ปัญหาจะทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง จึงทำให้การพิจารณานั้นเป็นไปอย่างเหตุและผล ไม่มีบรรยากาศถกเถียงหรือเอาชนะคะคานกันในประเด็นหรือรูปแบบที่แต่ละคนเสนอ " นายเจษฎ์ กล่าว
 


"วิษณุ"ปัดตอบข้อพิพาทปมเลือกนายกฯโดยตรง

               ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีความเห็นข้อขัดแย้งต่อข้อเสนอให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงต่อของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ว่า ในที่สุดคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นใหญ่ ทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นที่ป้อนและเสนอเข้าไป สปช.จะเสนออะไรเข้าไปก็ต้องเสนอเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นทางการเช่นในนามกรรมาธิการ ไม่ใช่เป็นรายบุคคล รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้บอกว่าคนใดคนหนึ่งเสนอไปได้ ส่วนจะมีการเสนอย่างไรตนยังไม่เห็นรายงาน อีก 4 เดือนร่างรัฐธรรมเสร็จ ตอนนั้นสมาชิกแต่ละคนสามารถทำงานเป็นคนๆได้ โดยไม่ต้องเป็นกลุ่ม เพราะเป็นการขอแก้ ขอแปรญัตติ ซึ่งต้องไปเจอกันตอนนั้นอีกหน

               ผู้สื่อข่าวถามว่าการเลือกนายกฯ และครม.โดยตรง จะทำให้เกิดซุปเปอร์ประธานาธิบดี อย่างที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นห่วง นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องไปถามผู้ที่พิพาทกัน ตนไม่เกี่ยว อย่าเอาเข้าไปด้วยเลย ทั้งนี้ไม่ได้มองว่าเป็นการงัดข้อกันเพราะทั้งหมดอยู่สภาเดียวกัน ก็มีสิทธิที่จะพูด ส่วนข้อเสนอเลือกตั้งนายกฯโดยตรงของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมืองนั้น ตนเห็นจากสื่อเท่านั้น ไม่รู้ว่ามีเป็นตัวรายงานหรือไม่ สำหรับข้อดีข้อด้อยตนอยากให้ความเห็น แต่กลัวว่าจะถูกโยงว่าเป็นคำพูดรัฐบาล หรือคสช. ฉะนั้นอย่าพูดให้เข้าใจผิดเลย มีอะไรตนกระซิบบอกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ได้

               ส่วนกระแสข่าวคสช.จะแต่งตั้งคณะกรรมการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนเห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ข้อเท็จจริงตนไม่ทราบ และเท่าที่ควรจะได้ยินก็ยังไม่ได้ยิน

               นายวิษณุ กล่าวถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงประชามติ ฉะนั้นใครที่จะทำประชามตินั้นยังทำไม่ได้ ต้องผ่านการแก้รัฐธรรมนูญให้มีการลงประชามติ ซึ่งรัฐธรรมนูญเอง มีอยู่มาตราหนึ่งระบุให้กรณีจำเป็นสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ โดยคสช.จะเป็นผู้ดำริว่าควรจะแก้ แล้วเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณา

               “ถ้าคิดจะทำประชามติต้องแก้รัฐธรรมนูญ โดยคสช.มีอำนาจเสนอแก้ ฉะนั้นคสช.จึงเป็นคนให้คำตอบสุดท้าย เพราะใครอยากจะมีประชามติก็มีไม่ได้ทั้งนั้นถ้าไม่แก้ แต่คสช.เสนอแล้วสนช.จะแก้ให้หรือไม่ก็ไม่รู้ ดังนั้นคสช.เป็นคนเปิดประตูแล้วอยู่ที่สนช.จะลงเรือหรือไม่ เมื่อมีการแก้ก็จะเปิดโอกาสให้ลงประชามติได้ สำหรับเมื่อไหร่ถึงจะรู้ว่าต้องทำเช่นนั้น ก็ต้องรอว่ามีความต้องการกันหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้ทำแกงส้มเลย แล้วจะบอกว่าอร่อยหรือไม่ยังเร็วเกินไป แต่เมื่อใกล้เสร็จแล้วเอามาชิมว่าเป็นอย่างไร เผ็ด ขม เปรี้ยว หรือควรเททิ้ง ซึ่งแปลว่าทำประชามติ ซึ่งผมเข้าใจว่าช่วงเดือนเม.ย.2558 จะรู้แล้ว” นายวิษณุ กล่าว

               ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการทำประชามติจะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนไปถึงเมื่อไร นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไร ซึ่งขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะเมื่อปี 2550 การทำประชามติเราไม่ได้สร้างความเข้าใจมากพอ จึงทำให้เป็นที่มาของการกล่าวหาว่าไปลงประชามติกันโดยไม่รู้เรื่อง เราเคยมีตัวอย่างการทำประชามติหนเดียว แล้วไม่ประสบความสำเร็จเสียด้วย ก็ต้องคิดหนัก คนที่ต้องการสะใจอยากมีส่วนทำประชามติเขาก็อยากทั้งนั้น ตนก็อยาก แต่คนที่ต้องรับผิดชอบต้องคิดถึงผลได้ผลเสีย ทั้งนี้หากรัฐธรรมนูญเสร็จเดือนก.ย. 2558 จะมีทาง 2 แพร่ง คือเลี้ยวซ้ายไม่ทำประชามติ คือ 3 เดือน ไปออกกฎหมายลูก อีก 2 เดือนไปหาเสียงเลือกตั้ง แต่ถ้าเลี้ยวขวา มีประชามติ ก็ต้องออกกฎหมายลูกมาเร็วๆก่อนฉบับแรกคือกฎหมายลูกว่าด้วยการลงประชามติ ระหว่างนั้นจึงออกกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง เรื่องพรรคการเมืองไป ในช่วง 3 เดือนนั้นจึงเป็นเวลาที่ใช้เตรียมทำประชามติได้ แต่วันเลือกตั้งนั้นจะทำให้การประกาศวันเลือกตั้งเลื่อนออกไป ซึ่งต้องบวกเพิ่มอีก 2-3 เดือน ถ้าการทำประชามติไม่ผ่านก็เสียเวลาหน่อยแต่ช่างมัน


ปัดตอบกกต.เตรียมลงดาบต้นเหตุเลือกตั้งโมฆะ

               นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะออกมาลงโทษผู้ที่ทำให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ ว่า "ตนไม่ได้สำรวจว่าอำนาจของกกต.นั้นมีหรือไม่ หากเขาเชื่อว่าเขามีอำนาจก็แล้วแต่เขา ก็เดินหน้าไป มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเถียงกันว่ามีอำนาจหรือไม่ ทุกคนเวลาจะทำอะไร ถ้าเชื่อว่าตนเองมีอำนาจและอยากจะทำก็ทำไป แล้ววันหนึ่งพอต้องฟ้องก็ไปที่ศาล หากศาลตีความว่าไม่มีอำนาจก็จบ แต่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็ต้องทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยด้วย หน้าที่การปรองดองมันไม่ใช่ของรัฐบาล หรือคสช. ทุกคนต้องช่วยกัน"

               เมื่อถามว่า ทำไมถึงกกต.เพิ่งออกมาพูดเรื่องนี้ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบ เห็นจากข่าวเหมือนกัน เป็นมติหรือไม่ตนก็ยังไม่รู้ ตนจึงไม่อยากพูดอะไรแทนรัฐบาลในขณะนี้  เมื่อถามถึง กกต. ยังมีอำนาจอยู่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ประกาศคสช.นั้นมีให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. ยังมีอยู่

               เมื่อถามถึง การยุบรวมองค์กรอิสระ นายวิษณุ กล่าวว่า องค์กรใดที่ไม่มีความจำเป็นก็นำมายุบรวมกันเป็นองค์กรเดียวกันได้ก็ควรจะทำ เพราะหากมากเกินไปอาจจะสิ้นเปลืองเวลา สิ้นเปลืองเงินทอง เกิดความโกลาหลขึ้นในประเทศด้วย หากปล่อยให้คิดกันไปเรื่อยๆ ก็ตั้งได้กว่า 20 องค์กร แล้วก็อิสระกันหมด

 

บอก“อุปทูตสหรัฐ”คาดเลือกตั้งก.พ.59

               นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือนายแพทริค เมอร์ฟี่ อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ว่า ตนได้สอบถามไปว่าเมื่อไหร่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนใหม่จะมา ซึ่งได้คำตอบว่าเวลานี้ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างพักผ่อนที่ฮาวาย หลังจากนั้นคงจะมีการคัดเลือก โดยการตั้งอัครราชทูตของสหรัฐอเมริกา ต้องให้สภาเห็นชอบ และคาดว่าหลังเทศกาลปีใหม่จะมีการคัดเลือกเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ช่วงนี้นายแพทริค ก็จะรักษาการแทน และเตรียมข้อมูลให้ทูตคนใหม่

               นายวิษณุ กล่าวต่อว่า โดยการหารือครั้งนี้เป็นการพูดคุยถึงความสัมพันธ์เก่าที่มีของทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกันตนได้อธิบายถึงโรดแมป ให้นายแพทริค ฟังว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างระยะที่สอง ขั้นตอนจากนี้จะมีการทำอะไรอย่างไร ตนได้อธิบายให้ทราบจากปากชัดเจน เพราะสื่อลงหลายฉบับก็ไม่ค่อยจะตรงกัน มีหนุมานเยอะ เหาะเกินลงกากันไปมาก จึงต้องเล่าให้ฟังว่ารัฐบาลมีขั้นตอนอย่างไร ส่วนการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการซักถามอะไร โดยเราได้อธิบายให้ฟังว่าจะเสร็จประมาณเดือนก.ย. ต่อจากนั้นจะบวกอีก 2-3 เดือนเพื่อทำกฎหมายลูก และเตรียมการเลือกตั้งอีก โดยตนได้ตอบไปตามความเข้าใจว่าเราจะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนก.พ.2559 ซึ่งทางอเมริกาเองก็ไม่ได้มีความเห็นอะไร เพราะเป็นเรื่องของเรา สำหรับทัศนะคติที่อเมริกามีต่อเรา จากที่ตนได้พูดคุย นายเเพคทริคอธิบายว่าในส่วนของกฎกติกา มารยาท ทางการเมือง การทูตของประเทศต้องว่ากันไปตามนั้น แต่ความเป็นมิตรนั้นมีมาเป็นร้อยปีแล้ว ฉะนั้นการพบครั้งนี้ทำให้เกิดความเข้าใจในระดับหนึ่ง ส่วนระดับภายนอกต้องว่าไปตามกฎหมาย

 

"สมชัย"เชื่อปลายม.ค.58รู้แน่ฟ้องใคร

               นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีสำนักงานกกต.เตรียมรวบรวมหลักฐานฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3,000 ล้านบาทจากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ ว่า คาดว่าปลายเดือนม.ค. 2558 น่าจะรู้ว่าจะฟ้องกี่ฝ่ายและกี่ราย โดยจะพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นว่าใครเป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ ซึ่งฝ่ายกฎหมายมีรายชื่อว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง และความเสียหายจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ความเสียหายจากทรัพย์สินที่ถูกทำลาย เช่น อาคารสถานที่ รถยนต์ อุปกรณ์ต่างๆ อันนี้จะมีผู้กระทำผิดโดยตรงมีมูลค่าความเสียหายไม่มาก และ 2.ความเสียหายจากค่าใช้จ่ายจัดการเลือกตั้งวงเงินเกือบ 3,000 ล้านบาท ตรงนี้จะดูจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะว่ามีสาเหตุจากอะไร ใครเป็นสาเหตุ

               "เมื่อมีรายชื่อผู้ที่จะฟ้องร้องสำนักงานกกต.จะส่งเรื่องมาให้กกต.ทั้ง 5 คนลงมติ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มติกกต.ก็มักจะเป็นเอกฉันท์ เพราะเราค่อนข้างจะเห็นตรงกันในหลายๆเรื่อง เมื่อลงมติแล้วจากนั้นส่งเรื่องต่ออัยการ ถ้าอัยการเห็นด้วยก็ส่งฟ้องร้องต่อศาลเพราะเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายนำเงินกลับเข้าสู่รัฐ ศาลคงจะนัดไต่สวนและตัดสิน ซึ่งกระบวนการยังอีกนาน ส่วนใครที่คิดจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกกต.ก็ต้องทำเรื่องส่งอัยการแบบนี้เช่นเดียวกัน"นายสมชัย กล่าว

               เมื่อถามว่าแสดงว่าที่ผ่านมากกต.ไม่ได้มองว่าตัวเองมีส่วนผิดเลยใช่หรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า เราทำหน้าที่ของเรา เรารับเงินมาดำเนินการจัดการเลือกตั้งแล้วเกิดปัญหาอุปสรรค ส่วนที่กระแสตีกลับมาที่กกต.นั้น มองว่าไม่เกี่ยว เราก็เดินหน้าทำงาน ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น และเรื่องนี้สำนักงานกกต.เป็นผู้เสนอมา เคยเสนอมาครั้งหนึ่งแล้วแต่ข้อมูลไม่ครบถ้วนจึงให้นำกลับไปแก้ไขเพิ่มเติมและตนก็เป็นเพียง 1ใน 5 เสียงเท่านั้น