
ไทย-จีนลงนามความร่วมมือ4ฉบับ
23 ธ.ค. 2557
ประยุทธ์ หารือ นายกฯจีน ผลักดันมูลค่าการค้าขยายตัว 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 58 พร้อมลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ ตั้งธนาคารชำระดุลเงินหยวน
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 15.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง (เวลาที่จีนเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าหารือกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ณ มหาศาลาประชาชน โดยร้อยเอกยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปผลการหารือ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้มาเยือนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในวันนี้และกล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีจีนที่ได้เข้าร่วมการประชุม GMS Summit ซึ่งจีนได้เสนอแนวคิดที่เป็นรูปธรรมและมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในโอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือถึงความสัมพันธ์ไทย - จีน โดยเฉพาะการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาตร์อย่างรอบด้าน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในโอกาสที่ไทยกับจีนจะครบรอบ 40 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า นายกรัฐมนตรีไทยและจีนต่างเห็นพ้องกันว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่ายที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และมองไปข้างหน้าด้วยกันเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต ซึ่งควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคควบคู่ไปกับความร่วมมือทวิภาคี
สำหรับความร่วมมือด้านการพัฒนาเส้นทางรถไฟที่ได้ลงนาม MOU ไปแล้วนั้น สองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะกรรมการร่วมเร่งหารือในรายละเอียดของโครงการภายในต้นปีหน้า ทั้งนี้ จีนยินดีสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาค ด้วยความพร้อมของไทยที่จะเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์ควบคุมระบบรถไฟ รวมทั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการรถไฟ ความร่วมมือด้านการเงินการธนาคาร ทีมีการลงนาม MOU ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีจีนเห็นว่า จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2558
ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมความก้าวหน้า และขอให้จีนสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวของไทย เข้ามาศึกษาดูงานด้านกิจการอวกาศและการวิจัย ทั้งนี้ จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในการพัฒนาระบบ GPS สำหรับเรือประมง และใช้ประโยชน์จากดาวเทียมและเทคโนโลยีสำรวจระยะไกล หรือ ระบบ remote sensing พร้อมทั้งเสนอให้มีการลงนามความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย
ความร่วมมือด้านพลังงาน จีนยินดีกระชับความร่วมมือกับไทยในเรื่องพลังงานหมุนเวียน และโรงไฟฟ้าพลังความร้อน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยประสงค์ร่วมมือกับจีนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน หากจีนสนใจนำเข้าเอทานอลจากต่างประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ไทยมีความพร้อมที่จะขายเอทานอลแก่จีน โดยนายกรัฐมนตรีจีนเสนอให้ทั้งสองฝ่ายหารือกันในการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านพลังงานไทย - จีน
สำหรับความร่วมมือด้านเกษตร ที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ จีนยินดีที่จะเร่งรัดดำเนินการตามทีได้มีข้อตกลงไว้ อีกทั้ง จีนจะเร่งรัดการจัดตั้งสถาบันวิจัยยางในไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย
นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า จีนยินดีร่วมมือกับไทยในด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การทหาร ยุทโธปกรณ์ และการป้องกันการลักลอบข้ามพรมแดน เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งนี้ ในด้านการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนั้นหน่วยงานทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการบิน จะหารือกันต่อไปในการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างสองประเทศ
สำหรับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ซึ่งจะมีการจัดตั้งประชาคมอันประกอบด้วยสามเสาหลักในปี 2558 จีนพร้อมให้ความช่วยเหลือในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงในภูมิภาค ในส่วนของกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) จีนยินดีเพิ่มการลงทุน สนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจการค้า ในอนุภูมิภาค
ไทย-จีน ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามและบันทึกความเข้าใจ 4 ฉบับ ในโอกาสนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 22-23 ธันวาคม 2557 ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
พิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งธนาคารชำระดุลเงินหยวนในประเทศไทยระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารประชาชนจีน (The Memorandum of Understanding on the Designation of the Renminbi Clearing Bank in Thailand) ผู้ลงนามฝ่ายไทย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประทศไทย กับนางหู เสี่ยวเลี่ยน รองผู้ว่าธนาคารประชาชนจีน สาระสำคัญ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารประชาชนจีน (People’s Bank of Chaina (PBC)) ได้หารือร่วมกันเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแต่งตั้งธนาคารชำระดุลเงินหยวนในประเทศไทย (RMB Clearing Bank) ซึ่งหนึ่งในมาตรการความร่วมมือทางด้านการค้า การลงทุน และการเงินระหว่างประเทศไทยและจีน ตามที่ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 11 - 13 ต.ค. 2556
การแต่งตั้งจะเป็นอำนาจของ PBC ในการเลือกธนาคารจีนในประเทศไทยรายใดรายหนึ่ง ได้แก่ Bank of China (BOC) หรือ Industrial and Commercial Bank of China (ICBC) ให้ทำหน้าที่เป็นธนาคารชำระดุลเงินหยวน และสามารถเข้าถึงตลาดการเงินในประเทศจีนได้อย่างคล่องตัว (Direct Access to Onshore Money Market)
การแต่งตั้งให้มี RMB Clearing Bank ในประเทศไทยนั้น จะช่วยให้ไทยเข้าถึงแหล่งสภาพคล่องเงินหยวนของจีนได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องเงินหยวนในระบบ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยสามารถลดต้นทุนการทำธุรกรรมเงินหยวนและเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างไทยและจีนได้ด้วย โดยภายใต้สัญญาฉบับนี้ RMB Clearing Bank จะได้รับการแต่งตั้งโดย PBC เพื่อให้บริการธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินหยวนแก่ ธนาคารพาณิชย์ไทย นอกจากนี้ ธปท. และ PBC จะร่วมกันติดตาม กำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมเงินหยวนในประเทศไทยอีกด้วย
2. ความตกลงทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหยวนและบาท (Chinese Yuan/Thai Baht Currency Swap Arrangement) กับธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อต่ออายุความตกลง ฯผู้ลงนามฝ่ายไทย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประทศไทยและนางหู เสี่ยวเลี่ยน รองผู้ว่าธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PBC) สาระสำคัญ ความตกลงทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินหยวนและเงินบาท ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เจรจากับธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PBC) เพื่อจัดทำ “ความตกลงทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินหยวนและบาท” (Bilateral Currency Swap Arrangement: BSA) ฉบับใหม่ ทดแทนฉบับปัจจุบันที่จะหมดอายุในวันที่ 22 ธ.ค. 2557 นี้ เป็นกลไกรองรับสภาพคล่อง กรณีการขาดสภาพคล่องเงินบาทหรือหยวน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนในการใช้เงินสกุลหยวนและบาทในการค้าและการลงทุนระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายการส่งเสริมให้ใช้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักในการทำธุรกรรมการค้าการลงทุนของจีน (Renminbi Internationalization) อีกด้วยภายใต้สัญญา BSA ฉบับใหม่นี้ กำหนดให้มีวงเงินกรณีกู้ยืมเงินหยวนเทียบเท่า 70,000 ล้านหยวน และวงเงินกรณีกู้ยืมเงินบาทเทียบเท่า 370,000 ล้านบาท และมีอายุสัญญา 3 ปีนับจากวันที่มีการประกาศใช้
3. บันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการทรัพยากรน้ำและการชลประทานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนผู้ลงนามระหว่างนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกณ์ และนายเฉิน เหลย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานไทย - สาธารณรัฐประชาชนจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการในสาขาทรัพยากรน้ำและการชลประทานระหว่างสองประเทศ โดยมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมในประเด็นการป้องกันและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการและก่อสร้างเขื่อน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและมาตรการรับมือ การควบคุมภาวะอุทกภัยและการบรรเทาภัยพิบัติ การอนุรักษ์ดินและน้ำ การชลประทานและการระบายน้ำ การประสานงานและร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำในระดับนานาชาติและความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ที่มีความสนใจร่วมกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือและเห็นชอบในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวแล้ว
4. บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งประทศจีน จำกัด (Bank of China Limited) ผู้ลงนามระหว่างนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนายเถียน กั๋วลี่ ประธานธนาคารแห่งประเทศจีน จำกัด สาระสำคัญได้แก่
4.1 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยินดีให้ความร่วมมือกับ Bank of China ในการเข้าถึงตลาดทุนไทย การสนับสนุนเพิ่ม visibility ของตลาดทุนไทยไปยังกลุ่มนักลงทุนจีน การนำบริษัทจีนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทย การส่งเสริมการให้ความรู้ ความเข้าใจผ่านการอบรม และกิจกรรมทางการตลาดของไทยและจีน
4.2 ความร่วมมือด้าน Offshore RMB Strategy รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาการของ Offshore RMB ในตลาดทุนไทย ประกอบด้วย - ศึกษาและวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเงินหยวน - ศึกษาความเป็นไปได้ในการออกผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เช่น RMB dominated futures
4.3 ความร่วมมือด้านอื่น ๆ อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การศึกษาความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ การออกหุ้นหรือพันธบัตร การบริหารหลักประกัน เป็นต้น 4.4 ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวข้างต้น จะต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายของไทยและเป็นไปตามเกณฑ์ของตลาดทุนไทย



