
สิทธิไม่สุจริต!
สิทธิไม่สุจริต! : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล/
ความพยายามเข้าครอบงำกิจการของ บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG ของบริษัทโซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน) หรือ SLC โดยผ่านการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น ดำเนินไปคล้ายๆ กับที่ อากู๋ แกรมมี่ คืบคลานเข้าไปในมติชน และโพสต์เมื่อปี 2548
ซึ่งต่อมาหุ้นมติชนของแกรมมี่เปลี่ยนเป็น จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เคลื่อนย้ายเงินทุนจากการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เนชั่น ไปถือหุ้นในมติชน ในสัดส่วน 22% เมื่อมองในแง่ของการลงทุน คำอธิบายเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นสิทธิโดยปกติของนักลงทุนโดยทั่วไป ที่หวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล หรือกำไรจากการขายหุ้น ก็เป็นเรื่องที่อาจเข้าใจได้
ด้วยหลักของการยึดถือข้อเท็จจริง ถูกต้อง แม่นยำและครบถ้วน อีกทั้งความพยายาม ในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงต้องฟังความจาก นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SLC ในฐานะตัวแทนผู้ซื้ออย่างเป็นทางการ ก่อน
“..เราได้มีการคุยกับทางเครือเนชั่นแล้วว่า การซื้อครั้งนี้ เพื่อการลงทุนระยะยาว และจะไม่ส่งใครไปเป็นกรรมการ หรือเข้าไปก้าวก่ายการบริหารอย่างแน่นอน ซึ่งข่าวของคุณสุทธิชัยที่ออกมาวันนี้ ทางเราก็ยังสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงให้ข่าวในลักษณะดังกล่าว ซึ่งคงจะมีการติดต่อ เพื่อทำความเข้าใจกันอีกครั้ง ทั้งนี้ เราพร้อมให้ กสทช.เข้ามาตรวจสอบการซื้อหุ้น ซึ่งทุกอย่างเราทำอย่างโปร่งใส และไม่มีเจตนาคุกคามสื่อแต่อย่างใด”
(สัมภาษณ์ กรุงเทพธุรกิจ 20 ธันวาคม)
ถ้อยคำของนายอารักษ์ มี 2-3 ประเด็นที่น่าสนใจ
หนึ่งคือ เป็นการซื้อเพื่อการลงทุนในระยะยาว อันเป็นวิสัยปกติของนักลงทุนโดยทั่วไป
สอง ผู้ซื้อไม่มีความประสงค์ที่จะส่งตัวแทนไปเป็นกรรมการ หรือก้าวก่ายการบริหาร ซึ่งอาจขัดกับเหตุผลที่ปรากฏต่อสาธารณะที่ว่า ต้องการความเข้มแข็งของแบรนด์เนชั่น ไปเพิ่มช่องทางธุรกิจของทีวีดิจิทัล นอกเหนือจากสปริงนิวส์
และสาม ยินดีรับการตรวจสอบการซื้อหุ้นจาก กสทช.
การซื้อหุ้นที่อาจขัดกับพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ว่าด้วยการป้องกันการผูกขาด ในมาตรา 31 และ 32 ซึ่งมีบทกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนทั้งทางปกครองและอาญา
เรื่องรายละเอียดของการซื้อหุ้นว่าเป็นไปตามวิถีการลงทุนปกติ หรือมีวาระแอบแฝงอื่นหรือไม่นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันไปอีกระยะหนึ่ง แต่เรื่องที่น่าสนใจและมีการพูดถึงกันในทำนองว่า เมื่อเป็นบริษัทในตลาดหุ้น ที่มีเป้าหมายในการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป ก็เป็นสิทธิของผู้ซื้อที่จะเข้าครอบครองหุ้นตามกำลังความสามารถของเขา หากไม่มีข้อยกเว้น หรือจำกัดสิทธิผู้ซื้อ หรือแม้กระทั่งการขายหุ้นออกไปก็เป็นเรื่องที่กระทำได้
ในกฎหมายตลาดหุ้นอาจไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ แต่หากพิเคราะห์บทบัญญัติในพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ในทั้งสองมาตราที่กล่าวถึงแล้ว ก็น่าคิดว่า การซื้อหุ้นของ SLO ที่มีกิจการในเครือข่ายประเภทเดียวกัน ถือว่าเป็นการผูกขาด และมีพฤติกรรมอันเป็นการละเมิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมหรือไม่
มาตรา 31 เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบงำกิจการในลักษณะที่เป็นการจำกัดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ที่มาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย หรือกระทำการอันเป็นการผูกขาดการประกอบกิจการสื่อมวลชนหลายประเภทในเวลาเดียวกัน ห้ามผู้รับใบอนุญาตถือครองธุรกิจในกิจการประเภทเดียวกัน หรือครองสิทธิข้ามสื่อในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่เกินสัดส่วนที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
และมาตรา 32 เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ให้การประกอบกิจการของผู้รับใบอนุญาตอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า....การกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ให้หมายความรวมถึงการถือครองธุรกิจในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกันหรือใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งเป็นพิเศษ เพื่อรับสัญญาณเสียงหรือภาพในลักษณะที่กีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
เมื่อประเมินสถานการณ์การเข้าซื้อหุ้นของ SLO ที่อาจเรียกว่า การเข้าครอบครองกิจการอย่างไม่เป็นมิตร หรือ Hostile Takeover ประกอบกับหลักการใช้สิทธิโดยสุจริต คือการใช้สิทธิที่จะต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ทำให้คนอื่นเสียหายแล้ว การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นมืออาชีพ ที่มีความเป็นอิสระ จึงมีเหตุผลอธิบายได้
และก็อาจเป็นบททดสอบสำคัญขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ที่จะต้องเล่นบทบาทผู้คุมกฎที่เข้มแข็งและจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการผูกขาด ที่เป็นหลักไมล์แรกในการปฏิรูปสื่อ และการก่อเกิด กสทช.



