ข่าว

พลิกชีวิต จากผู้รับสู่ผู้ให้

พลิกชีวิต จากผู้รับสู่ผู้ให้

24 ธ.ค. 2557

ไลฟ์สไตล์ : พลิกชีวิต จากผู้รับสู่ผู้ให้

 
               ทุกคนพยายามดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บและอุบัติเหตุอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังมีผู้คนมากมายที่ต้องทุกข์ทรมานจากโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต ดังนั้นบริการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า มีประสิทธิภาพ และประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ จึงเป็นดั่งความหวังของผู้ป่วยเหล่านี้ให้กลับมามีชีวิตปกติอีกครั้งไม่มากก็น้อย
 
               ตามที่เรื่องราวของ เรวดี คูรัตน์ อายุ 63 ปี อดีตผู้ป่วยที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำมาตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากโรคประจำตัวที่รุมเร้าอยู่หลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ หมอนรองกระดูกเคลื่อน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ทั้งยังเคยผ่านการผ่าตัดมาแล้วถึง 14 ครั้ง ด้วยความไม่ย้อท้อ
 
               “ดิฉันเคยผ่าตัดครั้งแรกตอนอายุประมาณ 25 ปี เพราะเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจนหายเป็นปกติ แต่พอกลับไปทำธุรกิจค้าขายข้าวซึ่งต้องออกแรงยกของอยู่เป็นประจำ ทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนอีกครั้ง คราวนี้รู้สึกปวดจนเดินไม่ได้ จึงต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานก็ประสบอุบัติเหตุลื่นหกล้มจนหมอนรองกระดูกเคลื่อน ทำให้ยืนและเดินไม่ได้  โดยได้รับการรักษาหลายวิธี เช่น ใช้ไฟฟ้ากระตุ้นขา รักษาทางกายภาพ แต่หมอนรองกระดูกของดิฉันหมดสภาพแล้ว จึงต้องใช้วิธีสุดท้ายคือการผ่าตัดเลาะหมอนรองกระดูกออกแล้วทำกายภาพบำบัด ซึ่งตอนนั้นรู้สึกทรมานมาก เพราะลงน้ำหนักที่เท้าไม่ได้เลยจะรู้สึกปวดหัวมาก ดิฉันต้องนั่งรถเข็นอยู่ประมาณ 3 เดือน และต้องพยายามอดทนทำกายภาพบำบัดไปเรื่อยๆ จนอาการค่อยๆ ดีขึ้น แต่เหตุการณ์ดูจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ดิฉันเป็นโรคหัวใจตั้งแต่เด็ก จู่ๆ กล้ามเนื้อหัวใจของดิฉันกลับทำงานได้เพียง 30% เท่านั้น ตอนนั้นล้มสลบไปเลย ต้องปั๊มหัวใจ คุณหมอบอกว่าต้องฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ ถ้าไม่มีเครื่องนี้ เดินไปแค่ 5 เมตรก็หมดแรงแล้ว จากนั้นก็มีโรคอื่นๆ ให้เข้ารับการผ่าตัดอีกหลายครั้ง อาทิ เนื้องอกที่มดลูก ผ่าตัดไส้ติ่ง ซีสต์ที่หน้าอก (2 ครั้ง) ผ่าตัดจากอุบัติเหตุแขนหัก และข้อนิ้วติดกัน (นิ้วล็อก)" เรวดีกล่าวถึงอาการป่วย
 
               ท่ามกลางโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้า หลายคนคิดว่าเธอไม่น่าจะมีชีวิตรอด แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถช่วยพลิกชีวิตของเรวดีให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวที่เธอรักได้อีกครั้ง  และเมื่อครั้งที่เป็นผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจเธอได้บริจาคเงินสมทบทุนสร้างห้องผ่าตัดหัวใจให้แก่โรงพยาบาลรามาธิบดี หวังให้ผู้ป่วยรายอื่นๆ ได้รับการรักษาที่รวดเร็วมากขึ้น หลังจากนั้นยังได้บริจาคสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ มาอย่างต่อเนื่อง
 
               "ที่นี่เหมือนเป็นบ้านของฉัน เพราะมารักษาบ่อย ตอนนอนรักษาที่โรงพยาบาลเราได้เห็นความลำบากต่างๆ ทั้งของผู้ป่วยและญาติที่มาเฝ้า บางคนต้องมาจองคิวตั้งแต่ตี 4 ตี 5 นั่งรอกันตามขั้นบันได เห็นแล้วฉันก็คิดว่าถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ ฉันก็จะช่วยอย่างแน่นอน ฉันคิดว่าที่ฉันอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะทีมแพทย์ พยาบาลของโรงพยาบาล และสามี ฉันตั้งใจไว้ว่าฉันจะเป็น ‘ผู้ให้’ ไปตลอดตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ คำขวัญของมูลนิธิรามาธิบดีฯที่ว่า คำว่า ให้...ไม่สิ้นสุด เป็นคำที่ซึ้งใจมากสำหรับฉัน เพราะที่นี่ให้ฉันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฉันจึงอยากทำอะไรเพื่อตอบแทนให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพราะเงินที่เราบริจาคก็จะกลับมาช่วยเหลือผู้ป่วยนั่นเอง" ผู้ให้วันนี้ บอกถึงความรู้สึกยินดี
 
               ผู้สนใจร่วมบริจาคสามารถโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ร่วมเป็นผู้ใหญ่ชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วยได้ที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดีฯ (โครงการผู้ป่วยยากไร้)  ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีออมทรัพย์สาขารามาธิบดี เลขที่ 026-4-26671-5