
'เลือกนายกฯ'ไม่ใช่'ซูเปอร์ปธน.'
22 ธ.ค. 2557
'สมบัติ' ซัด 'บวรศักดิ์' ให้ข้อมูลพลาด-สร้างความเข้าใจผิด กรณีเลือกตั้งนายกฯตรง เป็นระบบสร้างซูเปอร์ปธน. จี้ให้ทบทวนใหม่ พร้อมออกเอกสารชี้แจง 5 ประเด็นจุดเสี่ยง
22 ธ.ค. 57 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง กล่าวระหว่างการประชุม สปช. ว่า ตนขอให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบ และแก้ไขข้อมูล กรณีที่ระบุว่า ข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ที่ให้เลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีโดยตรง ถือเป็นรูปแบบที่ทำให้เกิดซูเปอร์ประธานาธิบดี โดยข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ที่เสนอให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และสามารถนำเสนอกฎหมายงบประมาณได้ ขณะที่ ส.ส.กรณีจะเสนอกฎหมายการเงิน ต้องได้รับการรับรองจากนายกฯ ซึ่งถือเป็นหลักของการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งการให้ความเห็นของนายบวรศักดิ์ ว่าจะเป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดีนั้น ยังถือว่าคลาดเคลื่อน ดังนั้นขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ตรง ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเข้าใจผิดได้
จากนั้นเวลา 11.15 น. นายสมบัติ พร้อม กมธ.ปฏิรูปการเมือง ทำเอกสารชี้แจงเพื่อตอบคำถามในประเด็น 5 จุดเสี่ยงของการเลือกนายกฯ และคณะรัฐมนตรีโดยตรง ตามที่นายบวรศักดิ์ ได้กล่าวในระหว่างการประชุม สปช. ซึ่งพิจารณาข้อเสนอและความเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา แจกกับสื่อมวลชนโดยมีสาระสำคัญ คือ
จุดเสี่ยงที่ 1 ที่ระบุว่า การเลือกนายกฯ และ ครม.ตรง จะเป็นการเพิ่มความขัดแย้งในสังคม เพราะหากพรรคหนึ่งส่งหัวหน้าพรรค และคนสำคัญของพรรค 36 คน เพื่อเป็นบัญชีของผู้ที่จะเป็น ครม. หากไม่ได้รับเลือกตั้ง บัญชีคนสำคัญ 36 คนดังกล่าวอาจตกงานตลอด 4 ปี ขอชี้แจงว่า กรณีนี้มีทางออก คือ การกำหนดให้การเลือกตั้ง ครม. และ ส.ส. เป็นคนละวัน เช่นให้เลือกตั้งฝ่ายบริหารก่อน เมื่อทราบผลว่าทีมใดชนะ ให้เลือก ส.ส.ตามภายหลัง โดยทีมที่แพ้การเลือกตั้งฝ่ายบริหารสามารถส่งสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ได้ โดยการแพ้ชนะดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความนิยมของแต่ละคน
จุดเสี่ยงที่ 2 ที่ระบุว่า การซื้อเสียงจะรุนแรง เพราะผู้ชนะกินรวบต้องลงทุนมหาศาล ขอชี้แจงว่า การเลือกตั้งฝ่ายบริหารที่กำหนดให้ผู้ชนะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งของผู้สมัคร ถ้ารอบแรกไม่มีผู้ใดชนะ ต้องจัดการเลือกตั้งรอบสองโดยนำคะแนนลำดับที่ 1 และที่ 2 มาเลือกใหม่ เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนส่วนใหญ่ โดยวิธีดังกล่าวหลายประเทศนิยมใช้ แม้จะเสียค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเพิ่มขึ้น แต่ถือว่าคุ้มที่จะได้คนที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มาบริหารประเทศ นอกจากนั้นกรณีการเลือกที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องระบุชื่อนายกฯ และรัฐมนตรี ถือเป็นการสกัดนายทุนพรรคการเมือง
จุดเสี่ยงที่ 3 ที่ระบุว่า นายกฯ และครม. เข้มแข็งเกินไป เพราะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ทำให้นายกฯ ปรับ ครม. ไม่ได้ และอาจก่อให้เกิดการแทรกแซงองค์กรอิสระ สื่อมวลชน ขอชี้แจงว่า การปรับ ครม.สามารถทำได้ แต่ต้องระบุหลักปฏิบัติไว้ในกฎหมาย และหลักเกณฑ์ โดยพิจารณาตัวอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา
จุดเสี่ยงที่ 4 ที่ระบุว่า การเลือก ครม.โดยตรง จะมีอำนาจเสนอกฎหมาย กฎหมายงบประมาณได้ โดยข้อเท็จจริงประธานาธิบดีสหรัฐ สามารถเสนอกฎหมายงบประมาณต่อสภาได้ โดยประเด็นนี้หากนายบวรศักดิ์ ยังมีข้อมูลที่สังสัยแบบผิดๆ ขอให้อีเมลไปถามทำเนียบขาวได้ หรือลองอ่านหนังสือเรื่อง การเมืองอเมริกา ที่ตนเป็นผู้เขียนได้
"การโต้แย้งข้อมูลแบบผิดๆ ของประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และมีการกล่าวหาหักล้างข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง โดยใช้วาทกรรม ศัพท์แสงทางวิชาการใหม่ ให้ดูน่าเชื่อถือ ไม่ทราบว่ามีเจตนาอย่างไร เรื่องการเลือกตั้ง ครม.ไม่มีอะไรผิดหรือถูกทางวิชาการและการปฏิบัติ ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เห็นถึงความพยายามที่จะแสวงหาแนวทางใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม"
จุดเสี่ยงที่ 5 ระบบตรวจสอบตามข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ยังไม่เพียงพอที่จะจำกัดมหาอำนาจของรัฐบาลได้ ขอชี้แจงว่า กลไก และกระบวนการของระบบแบ่งแยกอำนาจแตกต่างจากกลไกของรัฐสภา ดังนั้นต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า การแบ่งแยกอำนาจต้องออกแบบให้การตรวจสอบเพื่อกำจัดฝ่ายบริหารที่ประพฤติมิชอบให้มีประสิทธิภาพ ได้ผลเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับปัญหาของบ้านเมือง ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวต้องพิจารณาให้ตกผลึก โดยข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เป็นเพียงหลักการเท่านั้น
นายสมบัติ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงกรณีที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมพิจารณาตัดสินระบบที่มานายกฯ และ ครม. ในวันที่ 23 ธ.ค. ว่า ถือเป็นอำนาจที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะตัดสินใจ โดยข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ถือเป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งเท่านั้น ส่วน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะพิจารณาอย่างไรไม่ขอก้าวล่วง แต่กรณีที่ตนออกมาชี้แจงนั้น เพื่อต้องการให้เกิดความยุติธรรมกับข้อเสนอและเป็นข้อมูลให้พิจารณาเท่านั้น และท้ายสุดเมื่อมติของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ออกมาจะไม่เป็นไปตามข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง จะไม่กระทบกับการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แน่นอน แต่ต้องมีคำอธิบายพร้อมเหตุผลต่อบทบัญญัติที่ยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ว่าสามารถแก้ปัญหาที่ผ่านมาได้อย่างแท้จริง
ปัดแจง กกต.เล็งเอาผิดบุคคลที่ทำให้เลือกตั้ง 2 ก.พ. 57 เป็นโมฆะ
นายสมบัติ ฐานะนักวิชาการกลุ่ม กปปส. ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม หรือให้ความเห็นต่อประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั่วไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 57 เป็นโมฆะ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท ระบุเพียงว่า ตนถือมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้นายสมบัติ ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง กล่าวถึงข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ในส่วนขององค์กรอิสระ จะนำประเด็นปัญหาที่มีในอดีตมาแก้ไข เช่น กรณีการจัดการเลือกตั้งที่ไม่สามารถดำเนินการได้ มีข้อพิจารณา คือ ให้อำนาจ กกต.ในการกำหนดวันเลือกตั้งได้เอง โดยไม่ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา นอกจากนั้นแล้วในเรื่องการพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้อง ที่ก่อนหน้านี้ต้องส่งศาลให้พิจารณา แต่ท้ายสุดศาลพิจารณาแล้วมีมติยกฟ้อง มีข้อเสนอให้พิจารณา อาทิ ศาลเลือกตั้ง เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ สปช.เตรียมดำเนินการเรื่องการสร้างความปรองดอง โดยตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการปรองดองพิจารณา นายสมบัติ กล่าวว่า ใน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ตั้งคณะอนุกมธ.ปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง ขณะเดียวกันทราบว่า สปช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย ส่วนตัวมองว่า ในแนวทางการสร้างความปรองดอง ลดความขัดแย้ง ถือเป็นความพยายามที่ควรทำงานร่วมกัน



