
โอกาสทองของสมุนไพรไทย
โอกาสทองของสมุนไพรไทย : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้ไปเป็นกรรมการในการประกวดตั้งชื่ออาคารและลานของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมสมุนไพรไทยกว่า 1,200 ชนิด ซึ่งหลายชนิดหาได้ยาก บางชนิดก็ใกล้จะสูญพันธุ์ จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพป่าและระบบนิเวศวิทยา รวมทั้งการขาดการเอาใจใส่ ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้เป็นทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่า ที่อยู่คู่กับชีวิตของคนไทยในอดีต เราใช้สมุนไพรทั้งในการทำยา ประกอบอาหาร บำรุงสุขภาพ และอื่นๆ มานมนาน แต่เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป สมุนไพรก็ถูกมองข้ามความสำคัญ กลายเป็นเพียงความเชื่อพื้นบ้าน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่ายินดี ที่มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความสนใจสมุนไพรไทย มีการรวบรวมพันธุ์สมุนไพร พัฒนาสายพันธุ์ศึกษาการใช้ และวิจัยในเชิงของเภสัชศาสตร์ ซึ่งทำให้ทราบถึงสรรพคุณของสมุนไพรอย่างถ่องแท้
ผมได้มีโอกาสชมห้องจัดนิทรรศการ “สมุนไพร ภูมิปัญญาไทยสู่สากล” ซึ่งเปรียบเทียบหลักเภสัชกรรมไทยกับต่างประเทศ การปรุงยาจากสมุนไพรของไทยในอดีต จนถึงการวิจัยและประยุกต์การสกัดตัวยาแล้วพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างสูงต่อการรักษาสมุนไพรไทยให้อยู่ได้อย่างดีต่อไปในอนาคต ลดการนำเข้ายาหรืออาหารเสริมบางชนิดจากต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าและราคาของสมุนไพรไทยที่ส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ เพราะในทุกวันนี้ เราท่านอาจจะไม่ทราบว่า สมุนไพรไทยถูกส่งออกปีละเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท ที่ได้รับความนิยมมาก เช่น ฟ้าทะลายโจร และกราวเครือ ฯลฯ ซึ่งนำไปทำยา และเครื่องสำอาง เมื่อแปรรูปเรียบร้อยแล้วผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็จะถูกส่งกลับมาขายคนไทยในราคาที่สูง ซึ่งหมายความว่า เราอาจจะขายสมุนไพรได้ 1,000 ล้านบาท แต่กลับต้องเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสมุนไพรของไทยมากกว่านั้นหลายเท่าตัว
ในตอนท้ายของงาน พิธีกรได้ถามความรู้สึกของผม หลังจากที่ชมห้องนิทรรศการ “สมุนไพร ภูมิปัญญาไทยสู่สากล” ผมตอบว่า ผมรู้สึกภูมิใจ และคิดต่อไปว่า จริงๆ แล้วยาไทยที่ผลิตจากสมุนไพรหลายอย่าง เช่น ยาหอม ยาหม่อง ยาดม ยาธาตุ มีสรรพคุณสูง แต่ไม่สามารถออกสู่ตลาดโลกได้ เพราะเขาไม่รู้จักและไม่มั่นใจ สิ่งที่จะทำให้ชาวต่างประเทศเกิดความมั่นใจในยาเหล่านี้ของไทย ก็คือ ผลการวิจัยสมุนไพร อย่างที่มหาวิทยาลัยมหิดลทำอยู่ในขณะนี้ หากอธิบายได้ว่า สมุนไพรแต่ละตัวมีสรรพคุณทางด้านใด เมื่อนำมาประกอบกันแล้วให้ผลเช่นไร น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรดังกล่าวสู่สากลได้โดยตรง ผมได้เสนอต่อไปว่า ทุกวันนี้ อาหารไทยเป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศ ด้วยรสชาติ หากมหาวิทยาลัยมหิดลแสดงผลการวิจัยว่า ใน ต้มยำกุ้ง สมุนไพร เช่น ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูด พริกขี้หนู น้ำมะนาว หรือในเครื่องแกงเขียวหวาน ประกอบด้วยสมุนไพรอะไรบ้าง มีสรรพคุณทางใด เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร แล้วทำผลการวิจัยเป็นโปสเตอร์และโบรชัวร์ แจกจ่ายไปตามร้านอาหารไทยทั่วโลก ก็จะช่วยให้อาหารไทยมีคุณค่าสูงขึ้น ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้บริโภคตื่นตัวกับอาหารสุขภาพ และอาหารจีนก็ทำให้เกิดโรคไชนีส เรสตัวรองต์ ซินโดรม อาหารฟาสต์ฟู้ดก็เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคอ้วน ไขมันอุดตัน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ถ้าทำให้อาหารไทยเป็นอาหารสุขภาพได้สำเร็จ ตลาดอาหารไทยย่อมจะกว้างไกลออกไปจากเดิม
ผมไม่ทราบว่า ข้อเสนอของผมจะอยู่แค่ในห้องประชุม แล้วปลาสนาการไปในอากาศหรือไม่ แต่ก็ถือว่าผมได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ พูดในสิ่งที่ควรจะพูด ไปเรียบร้อยแล้ว



