
วิสาหกิจชุมชนพันธุ์ข้าว'ผักไหม'หนุนชาวนาพึ่งพาตนเอง
วิสาหกิจชุมชนพันธุ์ข้าว'ผักไหม' สนับสนุนชาวนาให้พึ่งพาตนเอง
พื้นที่ ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนาเป็นหลัก แต่เนื่องจากมีพื้นที่น้อยและรอฝนอย่างเดียว ชาวนาที่นี่จึงใช้สารเคมีเร่งการเจริญเติบโต ส่งผลให้ต้นทุนสูง โดนพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ เพราะขาดองค์ความรู้ในการทำนาที่ถูกต้องจึงมีหนี้สินตามมา
โครงการ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม จึงเป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย ในขณะที่ชาวบ้านที่นี่กำลังมีคุณภาพชีวิตที่เริ่มถดถอย เพราะต้องแบกรับภาระหนี้สินและเสี่ยงจากพิษภัยสารเคมีทุกวัน
โครงการนี้ถูกต่อยอดขึ้นจากกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2541 เพื่อสร้างกระบวนการพัฒนาอาชีพการเกษตรแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริม พัฒนา สนับสนุนปัจจัยการผลิต ตลอดจนแปรรูปจำหน่ายแบบครบวงจร จนเป็นวิสาหกิจชุมชนตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จดังเช่นปัจจุบัน ภายใต้ โครงการพัฒนาทักษะด้านการบริหารงานสร้างเสริมสุขภาพให้แก่บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ ต้องมีพื้นที่ทำการเกษตรเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 5 ไร่ขึ้นไป ไม่เป็นพื้นที่แล้งหรือน้ำท่วมซ้ำซาก หรือมีแหล่งน้ำสำรอง ไม่ใช้ข้าวหลายพันธุ์ในแปลงเดียวกัน
ปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กลุ่มจัดหาให้เท่านั้น การปลูกต้องเป็นแถวเป็นแนวหรือปลูกด้วยระบบนาดำเท่านั้น ต้องปฏิบัติตามแผนการผลิตหรือมติของกลุ่มเท่านั้น
ต้องเข้าร่วมกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรอย่างน้อย 3 ครั้งต่อฤดูการผลิต มีการจดบันทึกข้อมูลรายละเอียดการผลิตทุกแปลง และต้องถือหุ้นและฝากเงินออมทรัพย์ต่อเนื่องตามระเบียบเพื่อเป็นการระดมทุน
ภายในศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตำบลชุมชนผักไหม ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ได้แก่ การให้ความรู้แก่เกษตรกรในการทำนาอินทรีย์อย่างถูกวิธี ทั้งทำนาดำ การทำเกษตรปลอดการเผา การปลูกพืชหมุนเวียน การขยายแปลงนา การคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว การเพาะกล้า การทำปุ๋ยและน้ำหมักชีวภาพ การสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่สมาชิก
นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนชาวนาซึ่งมีแปลงนาสาธิตที่ให้สมาชิกทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำนาร่วมกัน มีการกำหนดแผนการทำนาที่ชัดเจนเพื่อนำเอาประสบการณ์หรือข้อคิดเห็นไปปรับใช้ในแปลงนาของตนเอง โดยจะมีการกำหนดแผนการทำนาใน 1 ฤดูการผลิตให้สมาชิกได้ทำตาม 8 ขั้นตอน คือ ช่วงที่หนึ่ง ธันวาคม-มกราคม เตรียมแปลงทำนา ช่วงที่สอง กุมภาพันธ์-มีนาคม เตรียมปุ๋ย ช่วงที่สาม มีนาคม-เมษายน เก็บผลผลิตถั่วเหลืองที่ปลูกในช่วงเตรียมแปลงขาย ช่วงที่สี่ มีนาคม-พฤษภาคม ปรับแปลงทำนา ช่วงที่ห้า พฤษภาคม-กรกฎาคม เตรียมกล้า ช่วงที่หก กรกฎาคม-สิงหาคม ปรักดำนา ช่วงที่เจ็ด สิงหาคม-พฤศจิกายน ดูแลข้าวให้เจริญเติบโต และช่วงที่แปด พฤศจิกายน-ธันวาคม เก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งตลอดระยะเวลาการผลิตจะมีการตรวจประเมินแปลงเมล็ดพันธุ์อย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อให้ผลผลิตได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ จากนั้นแล้วโรงสีชุมชนจะทำหน้าที่รับช่วงต่อเพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และผลิตเป็นสินค้าตรา “ผักไหม” เพื่อจำหน่ายต่อไป
จันทรา หาญสุทธิชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม (อบต.ผักไหม) กล่าวถึงผลการดำเนินงานว่า ภายหลังประสบปัญหา อบต.เข้าไปส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพื่อให้ผลผลิตได้มาตรฐาน เมื่อทำได้หนึ่งฤดูกาลผลิตพบว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น หนี้สินก็ลดลลง เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูกันในชุมชน ต่อมาก็มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ร้านค้าชุมชน โรงสีชุมชน สนับสนุนการดำเนินของวิสาหกิจชุมชนไม่ต้องไปพึ่งข้างนอก
ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม มีสมาชิก 125 คน และที่เข้าร่วมโครงการ 349 คน นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายต่างตำบลอีก 4 แห่งที่มาทำงานร่วมกัน
ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม จึงเกิดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ให้ชาวบ้านพึ่งตนเองให้มากที่สุด ใช้ปัจจัยที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด หันมาทำนาแบบพึ่งตนเองและเป็นเกษตรกรต้นแบบได้ และเกิดการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งสร้างพลังต่อรองได้เพื่อประโยชน์ของชุมชน
นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือชุมชนที่สนใจได้เข้ามาศึกษาการดำเนินงาน ทั้งรูปแบบการบริหารองค์กร การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ขั้นตอนการทำนา การต่อยอดผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งเราจะถ่ายทอดให้อย่างเต็มที่เพื่อให้เห็นว่าเราทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้ ซึ่งแต่ละเดือนมีผู้มาศึกษาดูงานไม่ต่ำกว่า 300-400 คน
ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม ได้รวบรวมผลผลิตของสมาชิกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้ตรา “ผักไหม” ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวสารคุณภาพ และเมล็ดพันธุ์ข้าว ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต สร้างรายได้อย่างเป็นธรรมให้แก่สมาชิกอันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่อยู่ดีกินดีขึ้น และเป็นแบบอย่างให้ชุมชนเกษตรกรรมพื้นที่อื่นๆ ได้ศึกษากระบวนการจัดการแก้ปัญหาด้วยพลังของคนชุมชนอย่างแท้จริง



