ข่าว

 เมืองชัยภูมิฟื้นกีฬาโบราณมหัศจรรย์แสงสีเสียงตีคลี

เมืองชัยภูมิฟื้นกีฬาโบราณมหัศจรรย์แสงสีเสียงตีคลี

22 ธ.ค. 2557

เมืองชัยภูมิฟื้นกีฬาโบราณมหัศจรรย์แสงสีเสียงตีคลี : สุทธิพงศ์ เสฏฐรังสีรายงาน

                เมืองชัยภูมิโดยนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกแห่งในพื้นที่เปิดลานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนท้องถิ่นทั่วทั้งจังหวัดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.ชัยภูมิ โดยใช้สโลแกน มหัศจรรย์อะเมซิ่งไทยแลนด์กีฬาโบราณตีคลีไฟแห่งเดียวในโลกที่ชัยภูมิ ณ ลานวัดแจ้งสว่างบ้านหนองเขื่องหมู่16 ต.กุด ตุ้ม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 8-9 ธันวาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการร่วมแรงร่วมใจของประชาชนในพื้นที่ทั้ง 18 หมู่บ้านกว่า 3,00 คน ที่เข้าร่วมงานเทศกาลปีนี้ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

               นายสันติ รักมณี ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว จ.ชัยภูมิ บอกว่า ประเพณีตีคลีไฟของชาวตำบลกุดต้ม ถือเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่มีมายาวนานเก่าแก่นับร้อยปี โดยกีฬาตีคลีไฟถือเป็นกีฬาโบราณที่รุ่นปู่ย่า ตายาย ของคนที่นี่จะนำมาเล่นกันในช่วงหน้าหนาวหลังจากเทศกาลวันออกพรรษา เดิมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนชุมชนแห่งนี้จะไม่มีความเจริญเหมือนเช่นปัจจุบัน คนในหมู่บ้านทุกคน ในช่วงใกล้ค่ำทุกวันหลังเสร็จจากไร่นาก็จะมารวมตัวรอคิวลงอาบน้ำที่บึงหนองเขื่องที่มีแห่งเดียวในชุมชน ก็เริ่มมีการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ระหว่างมานั่งรอคิวอาบน้ำก็พากันก่อไฟผิงเพื่อช่วยคลายหนาวและเล่นกีฬาตีคลีไฟเกิดขึ้น

               ซึ่งเดิมมีต้นงิ้วหรือต้นนุ่นเกิดหนาแน่นในชุมชน ชาวบ้านก็พากันไปตัดต้นงิ้วที่ยืนต้นตายมาตัดแต่งให้เหมือนลูกฟุตบอลและใช้เหง้าไม้ไผ่ที่มีลักษณะหัวงอเหมือนตะขอที่ความยาวไม่เกิน 1 เมตร มาใช้ตีแข่งกันโดยแบ่งเป็นทีมทีมละไม่เกิน 7 คน และมีผู้รักษาประตูเหมือนกีฬาฟุตซอลและมีกติกาเหมือนกีฬาฮอกกี้ที่ต้องมีไม้มาใช้เตะลูกแทนเท้า ซึ่งกติกาสำคัญจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยได้ดีคือการยกไม้ของผู้เล่นจะบังคับไม่ให้ยกสูงเกินหัวเข่าเด็ดขาดและมีกรรมการคอยกล่าวเตือนว่าผิดกติกาทันทีหรือแจกใบเหลืองและแดง เพราะจะเสี่ยงเกิดอันตรายหากยกไม้สูงจะไปถูกศีรษะกันแตกได้ ซึ่งไม่ทราบว่ากีฬาตีคลีไฟเกิดก่อนหรือหลังกีฬาฮอกกี้ แต่การละเล่นกีฬาพื้นบ้านตีคลีไฟของที่นี่เกิดมานานหลายร้อยปีแล้ว

               ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว จ.ชัยภูมิ บอกอีกว่า กีฬาชนิดนี้มีแห่งเดียวในโลกก็ว่าได้ จ.ชัยภูมิ มีการริเริ่มฟื้นฟูกีฬาโบราณประเภทนี้ให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง เมื่อช่วงปี 2546 ที่ผ่านมา หลังกีฬาประเภทนี้เกือบหายไปจากชุมชน จึงเริ่มเกิดการร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่ายในชุมชนขึ้น เพื่ออนุรักษ์กีฬาโบราณตีคลีไฟแห่งนี้ให้คืนมาได้อย่างภาค ภูมิใจของทุกฝ่ายอีกครั้ง และมีชาวต่างชาติเดินทางมารอชมจำนวนมากและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศมาต่อเนื่องประจำทุกปีและปีนี้ถือว่าจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี ที่ลานวัฒนธรรมมารวมไว้ที่นี่จากทุกชุมชนและงานจัดแสดงโชว์แสงสีเสียงสะท้อนเรื่องราววัฒนธรรมแบบผสมผสานสู่สากลให้มากที่สุดเพื่อที่จะช่วยสร้างความตื่นตาตื่นใจ

               ขณะที่นายพยัฆวิเชียร หาญมรรคา วัย 56 ปี ผู้ใหญ่บ้านหนองเขื่อง หมู่ 16 เล่าว่า เดิมกีฬาโบราณตีคลีไฟที่นี่จะมีการแข่งตีคลี "โหล๋น" คือนำลูกไม้งิ้วตีแข่งกันแบบไม่เผาไฟ แต่บังเอิญระหว่างเล่นและมีคนนั่งผิงไฟรอรอบบึงจำนวนมาก ลูกไม้งิ้วเกิดวิ่งไปเข้ากองไฟและด้วยลักษณะของไม้งิ้วมีความเบา ตีได้ไกลและไม่แตกง่ายติดไฟนานและไหม้ไฟง่าย ชาวบ้านจึงเขี่ยออกมาและก็นำมาใช้ตีส่งให้เพื่อนต่อและเป็นประกายแสงไฟงดงามช่วยเพิ่มแสงสว่างในช่วงหัวค่ำให้อีกด้วย จึงเริ่มนำลูกคลีไปเผาไฟก่อนนำมาเล่นตีคลีพุ่งเป็นแสงไฟสวยงามให้เห็นไปไกลในทุกหมู่บ้านได้เกิดความสนใจและมาร่วมนั่งชมเชียร์จัดแข่งขันกันเป็นกีฬาเชื่อมความสามัคคีระหว่างหมู่บ้านมาจนปัจจุบัน

               ซึ่งกีฬาตีคลีไฟได้สูญหายไปพักหนึ่งจากชุมชนท่ามกลางความเจริญของเมืองเข้ามาแทนที่และเยาวชนคนหนุ่มสาวสนใจกีฬาโบราณของชุมชนลดน้อยลง กลุ่มปราชญ์ชุมชนโรงเรียนหนองเขื่องและผู้นำท้องถิ่น เล็งเห็นว่าถ้าปล่อยไปเช่นนี้ประเพณีวัฒนธรรมโบราณที่ตกทอดมายาวนานของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มาหลายชั่วคนแห่งนี้จะสูญหายไปจึงร่วมกับสถานศึกษาจัดฟื้นฟูสืบทอดประเพณีโบราณตีคลีไฟของชุมชนให้กลับคืนมาอีกครั้ง โดยทุกปีจะเลือกวันหลังออกพรรษา 3-4 วันเพื่อให้เกิดความพร้อมร่วมกับชาวบ้านในเขตรับผิดชอบทั้ง 18 หมู่บ้าน ได้มีเวลาว่างจัดทีมส่งตัวแทนชาวบ้าน เยาวชนในแต่ละหมู่บ้านออกมาร่วมกันจัดแข่งฟื้นกีฬาโบราณตีคลีไฟให้เกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนในชุมชนเกิดความภาคภูมิใจภูมิปัญญาของปู่ย่า ตายาย ที่นำมาปฏิบัติสานความสามัคคีกันช่วงวันออกพรรษาให้ต่อเนื่องเป็นประเพณีทุกปี

               ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากที่ให้ความสนใจเดินทางมารอชมที่ จ.ชัยภูมิ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัดและที่สำคัญยังมีแห่งเดียวในเมืองไทยหรือมีให้ชมที่เดียวในโลกก็ว่าได้ ซึ่งสามารถสร้างเสริมรายได้ให้คนในชุมชนในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวออกพรรษา ชวนท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวเป็นประจำทุกปี ที่จะมีคณะทัวร์เดินทางมาชมและเที่ยวพักโฮมสเตย์ มาสัมผัสวิถีชีวิตคนในชุมชน รับประทานอาหารพาแลง ซึ่งยังมีวิถีชีวิตคนในชุมชนที่มีอาชีพหาปลา จับปลาไหลและจับแมงดา จำหน่ายสร้างรายได้ให้คนในชุมชนช่วงนี้จำนวนมากอีกด้วย

               ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวแคนาดารายหนึ่งที่ตั้งใจเดินทางมารอชมการจัดแข่งสาธิตแข่งขันกีฬาโบราณตีคลีไฟในปีนี้ บอกว่า มาทุกปีรู้สึกประทับใจที่ได้มาเที่ยวงาน เห็นแล้วเหมือนได้ย้อนหลังกลับไปหลายสิบปีก่อน ที่ต้องบอกว่าหาดูได้ยากมากและครั้งนี้จะกลับไปประเทศเพื่อคุยให้เพื่อนฟังว่ากีฬาที่หาชมได้ยากมีที่เมืองไทยและมีที่เดียวในโลกที่ชัยภูมิ ที่ฟื้นคืนกลับมาจัดแข่งให้ชมอีกครั้งที่จะแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่มีทั่วโลกมากและจะชวนเพื่อนกลับมาดูอีกครั้งในปีต่อไป