ข่าว

ไทยดัน 7 แผนงาน พัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ไทยดัน 7 แผนงาน พัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

21 ธ.ค. 2557

ไทยดัน 7 แผนงาน พัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

 
                         พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 (The 5thGMS Summit) ณ โรงแรมแชงกรี-ลา โดยมีผู้นำและบุคคลสำคัญร่วมประชุม ได้แก่ สมเด็จมหาอัครเสนาบดีฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา นายหลี่   เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า นายเหงียน ตัน ดุง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายทาเคฮิโกะ นากาโอะ ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย และประธานสภาธุรกิจของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) และผู้เข้าร่วมงานอีกเป็นจำนวนมาก 
 
                         นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับท่านประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีจากกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เข้าสู่การประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 ที่กรุงเทพมหานคร ตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อกันว่า จะมาพบกันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นประจำทุก    3 ปี ในครั้งนี้นับเป็นเกียรติของประชาชนชาวไทยที่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุม และมีโอกาสต้อนรับคณะผู้นำและแขกผู้มีเกียรติทุกท่านสู่ประเทศไทย สยามเมืองยิ้ม เมืองแห่งความสุข ด้วยความยินดียิ่ง ในช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบายอย่างนี้ หวังว่า เมื่อคืนนี้ทุกท่านคงได้พักผ่อนเต็มที่และหลับสบายเหมือนอยู่บ้านของท่านเอง ขอให้ทุกท่านถือว่าประเทศไทยเป็นบ้านที่สองของท่าน
 
                         "เมื่อ 20 ปีก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่า ประชาชนของเราทั้ง 6 ประเทศจะสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกสบายเช่นทุกวันนี้ และคงไม่มีใครเชื่อว่า ผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมจะสามารถส่งวัตถุดิบ หรือชิ้นส่วน ข้ามพรมแดน 3 ประเทศ ไทย-ลาว-เวียดนาม ได้ภายในวันเดียว ก็เพราะวิสัยทัศน์ของเราที่ร่วมมือกัน จึงทำให้เราประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงประชาชน 320 ล้านคน เข้าด้วยกัน และในที่สุดอาเซียนก็เห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่ง จึงเกิดเป็นแผนแม่บทการเชื่อมโยงของอาเซียน หรือที่เรียกว่า Master Plan on ASEAN Connectivity ที่ประเทศสมาชิกทุกประเทศจะต้องร่วมกันพัฒนาให้สำเร็จภายในปี ค.ศ.2015"
 
                         ด้วยความที่กลุ่มประเทศแม่น้ำโขงมีความได้เปรียบในเชิงแหล่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ จึงทำให้เรามีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเราเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก และด้วยความที่เรามีวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณี ที่คล้ายคลึงกันมาก รวมทั้งเป็นแหล่งมรดกโลกที่สำคัญของอารยธรรมเอเชีย จึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใฝ่ฝันจะต้องมาสัมผัสให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต อย่างไรก็ตาม ทุกท่านคงเห็นพ้องว่า หัวข้อการประชุมในวันนี้เป็นหัวข้อที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันมากที่สุดและทันสมัยกับกระแสของโลก คือ “ความมุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในจีเอ็มเอส” ซึ่งเป็นหัวข้อที่อยู่ในกรอบวิสัยทัศน์ที่เราได้ร่วมกันวางไว้ 3 เรื่อง หรือ 3C คือ Connectivity (การสร้างความเชื่อมโยง), Competitiveness (การเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน) และ Community (การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน)
 
                         เมื่อ 3 ปีก่อน ณ กรุงเนปิดอว์ ผู้นำประเทศกลุ่มแม่น้ำโขงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของเราจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการลงทุนช่วง 10 ปี (ค.ศ.2012-2022) ซึ่งรัฐมนตรีจีเอ็มเอสได้พิจารณากลั่นกรองกันอย่างรอบคอบแล้ว โดยมีโครงการที่มีความสำคัญระดับสูง วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในวันนี้ เราในฐานะผู้บังคับบัญชาก็จะได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
 
                         จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเสนอแผนการทำงานในช่วง 10 ปีข้างหน้าที่จะให้ความเห็นชอบและร่วมกันขับเคลื่อนและนำไปสู่การปฏิบัติ ในวันนี้ ควรจะต้องให้ความสำคัญ 7 เรื่องด้วยกัน 
 
                         1.ใช้ประโยชน์ให้เต็มที่จากการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ โดยจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกันตามแนวชายแดนของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้แก่เมืองในภูมิภาคและสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่องแล้วใน 5 พื้นที่ชายแดนเป้าหมาย ได้แก่ แม่สอด มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา
 
                         2.พัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งทั้งทางบกและทางทะเลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างประเทศในระยะเร่งด่วนใน 2 เส้นทางหลัก คือ เส้นทางอรัญประเทศ-ปอยเปต และเส้นทางที่ 2 ได้แก่ หนองคาย-เวียงจันทน์-คุนหมิง และเมื่อวานนี้ผมและท่านนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ได้ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟภายในประเทศของไทย 2 เส้นทาง คือ เส้นทางหนองคาย-แก่งคอย-กรุงเทพฯ และแก่งคอย-มาบตาพุด ในเรื่องนี้การจัดตั้งสมาคมการรถไฟของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (The Greater Mekong Railway Association: GMRA) ซึ่งประเทศสมาชิกได้เห็นชอบแล้ว จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการประสานงานรถไฟระหว่างประเทศต่อไป
 
                         ในเวลาเดียวกัน ไทยและพม่ากำลังเดินหน้าความร่วมมือพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่อเชื่อมกับท่าเรือแหลมฉบังของไทย และเชื่อมกับกัมพูชาและเวียดนาม และจะสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายอุตสาหกรรมต่อเนื่องในลักษณะคลัสเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์
 
                         นอกจากนี้ไทยและพม่ากำลังร่วมหารือในการสร้างสะพานแห่งที่ 2 ที่ อ.แม่สอด-เมียวดี ทางด้านชายแดนไทย-ลาว สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 จ.บึงกาฬ-เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ออกแบบแล้วเสร็จ ประเทศไทยและสปป.ลาว กำลังหารือร่วมกันในการลงทุนก่อสร้าง
 
                         3.ลดขั้นตอนและระยะเวลาการผ่านแดนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Cross Border Transport Agreement : CBTA) โดยขอให้ประเทศสมาชิกร่วมหารือด้านการพัฒนากฎระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ยังเป็นอุปสรรค ในส่วนของไทยนั้น พร้อมที่จะให้สัตยาบันภายในต้นปีหน้า นอกจากนี้ ผมขอเสนอว่า เราควรจะเพิ่มเติมเส้นทาง 8 และหมายเลข 12 ใน สปป.ลาว (นอกเหนือจากเส้นทางหมายเลข 9) ที่เชื่อมกับไทยด้าน จ.นครพนม ให้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงระบบการขนส่งข้ามแดนระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม ด้วย โดยอาจจะร่วมกันจัดให้มีการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ เส้นทาง กรุงเทพฯ-สะหวันนะเขต-ดานัง หรือเส้นทางอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้หารือกับนายกรัฐมนตรีเวียดนามแล้ว
 
                         4.พัฒนาแหล่งพลังงานร่วมกัน ในอนาคตความต้องการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นอีกมาก ในขณะที่ยังมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าอีกมาก นอกจากการพัฒนาไฟฟ้าเพื่อใช้ในประเทศและซื้อขายกันระหว่างประเทศสมาชิก ก็ยังมีโอกาสที่จะเชื่อมโยงไปประเทศที่สามได้ 
 
                         "ซึ่งผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราได้ตกลงที่จะจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Regional Power Coordination Center) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ประสานงานด้านนี้"
 
                         5.ระดมทุนเพื่อพัฒนาในเรื่องนี้ ใคร่ขอความร่วมมือจากประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมให้ความช่วยสนับสนุนแผนปฏิบัติการลงทุนของภูมิภาค (Regional Investment Framework : RIF) ในส่วนของไทยก็มีความพร้อมที่จะมอบหมายให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เป็นหน่วยงานสนับสนุนทางการเงินและทางวิชาการและตลาดเงินและตลาดทุนของประเทศไทยก็พร้อมที่จะเป็นแหล่งระดมทุนอีกทางหนึ่ง
 
                         6.ปรับปรุงสิทธิประโยชน์และส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในภูมิภาค เนื่องจากการลงทุนของเอกชนเป็นกลไกสำคัญที่จะสร้างความเจริญในระเบียงเศรษฐกิจ 
 
                         "ผมเสนอให้พิจารณาให้มีกลไกการประกันสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งการเข้าถึงแหล่งเงินของเอสเอ็มอีจะส่งผลสำคัญในการสร้างขีดความสามารถ การสร้างศักยภาพของเอสเอ็มอีในอนุภูมิภาค และขอให้ประเทศสมาชิกปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้ออำนวยต่อนักลงทุน"
 
                         7.ร่วมมือดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการภัยพิบัติดังที่ทุกท่านได้ตระหนักถึงแล้วว่า ขอให้ความสำคัญต่อการร่วมกันเตรียมตัวรองรับต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาดังกล่าว ดังนั้น พวกเราจึงต้องร่วมมือกันสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขงสีเขียว หรือ กรีน แม่โขง
 
                         ขอบคุณทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมจัดการประชุมในครั้งนี้ และคาดหวังอย่างยิ่งให้การประชุมในครั้งนี้เกิดผลสำเร็จและเป็นรูปธรรม และมุ่งก้าวสู่ความร่วมมือจีเอ็มเอสในทศวรรษที่ 3 ด้วยกัน