ข่าว

คลี่ตำนาน 'แท็กซี่เบนซ์...หนึ่งเดียวแห่งความทรงจำ'

คลี่ตำนาน 'แท็กซี่เบนซ์...หนึ่งเดียวแห่งความทรงจำ'

21 ธ.ค. 2557

คลี่ตำนาน 'แท็กซี่เบนซ์...หนึ่งเดียวแห่งความทรงจำ' : สุพิชฌาย์ รัตนะ / ภูชิสส์ พิรุณละออง ... รายงาน

 
                         "เบนซ์" ตาหวานสีน้ำเงินครามรุ่น 230อี คันงาม ค่อยๆ เลี้ยวเข้าประชิดขอบฟุตบาท บนถนนสาย 2 เพื่อจอดเทียบท่าเป็นคิวแรก ณ คิวรถสามัคคี สถานีรถแท็กซี่เบนซ์ กลางเมืองหาดใหญ่  
 
                         ก่อนปิดด้วย "เบนซ์" รุ่นหางปลา สีเหลืองนวลตา ชวนให้ยลเป็นหนักหนา กับยนตรกรรมสัญชาติเยอรมัน ซึ่งครั้งหนึ่งผู้ที่ได้ครอบครองล้วนไม่ธรรมดา 
 
                         บริการทุกระดับประทับใจแบบนี้ ถือเป็นความประทับใจผู้คนพื้นที่ปลายด้ามขวานมานานกว่า 50 ปี
 
                         อุสมาน มอน๊อง วัย 60 ปี ย่างเท้าก้าวลงจากรถยุโรปคันงามคิวแรก ก่อนจะส่งสัญญาณบอกตำแหน่งที่จอดรถให้เพื่อนร่วมเส้นทางทยอยนำรถประชิดพื้นที่ ณ จุดเดิมๆ 
 
                         "คิวรถแห่งนี้คือคิวรถแท็กซี่เบนซ์แห่งแรกของประเทศไทย ที่วิ่งบริการเส้นทางยะลา-หาดใหญ่ มานานกว่า 50 ปี และคิวรถสามัคคีแห่งนี้ก็เป็นคิวสุดท้ายที่หลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน"  
 
                         อุสมาน เริ่มอธิบายที่มาของ "แท็กซี่เบนซ์" บริการรถหรูที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนความงามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
 
                         อุสมาน บอกว่า การนำรถเบนซ์มาใช้เป็นรถแท็กซี่วิ่งให้บริการรับส่งผู้โดยสาร สะท้อนเรื่องราวในอดีตมากมาย เริ่มต้นจากวิถีถิ่นปักษ์ใต้ที่นิยมทำเหมืองแร่ จึงมีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในเเหมือง พร้อมนำรถยี่ห้อดังมาใช้ในพื้นที่สุดแสนลำบาก ทำให้ชาวบ้านได้เห็นสภาพความทนทานของยานยนต์ที่อึดทนและไปได้ทุกแห่งหนจนเป็นที่ยอมรับ 
 
                         "ก่อนที่การสัมปทานกิจการเหมืองแร่จะสิ้นสุด พวกฝรั่งก็จะขายรถต่อให้ผู้ที่พอมีกำลังซื้อเพื่อนำไปใช้งานต่อ จากรุ่นสู่รุ่น" 
 
                         ปัจจัยที่สนับสนุนให้ "รถเบนซ์ฟีเวอร์" ได้ในเวลาอันรวดเร็วคือ ความโชคดีที่ชายแดนภาคใต้มีพื้นที่รอยต่อพรมแดนประเทศมาเลเซีย ทำให้การแสวงหารถดีๆ เหล่านี้ จึงไม่ใช่ปัญหาที่สร้างความลำบากอะไรนัก 
 
                         กระทั่งวันหนึ่งเมื่อจำนวนรถเพิ่มปริมาณขึ้น จึงมีการนำมาวิ่งโลดแล่นบนท้องถนน ส่งผลให้การเดินทางเริ่มคึกคัก ผู้คนจึงเริ่มไหว้วานให้เข้าสู่เส้นทางการรับเหมาไปยังที่หมาย ก่อนขยับไปจัดเป็นคิวรถแท็กซี่อย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับบริการที่เพิ่มต่อเนื่อง 
 
                         บุคคลแรกที่หาญกล้านำรถเบนซ์ส่วนตัวมาวิ่งเป็นแท็กซี่บริการอย่างเป็นทางการ คือ  นิเวศน์ นิวาสสวัสดิ นายคิวคนแรกของ คิวรถสามัคคี 
 
                         อุสมาน บอกว่า การให้บริการแท็กซี่ของคิวรถสามัคคีตั้งแต่ยุคแรกจะวิ่งในเส้นทาง ยะลา-หาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์สายแรก 
 
                         จวบจนปัจจุบัน แม้ผู้บุกเบิกจะลาจากไปแล้ว แต่สิ่งที่ฝากไว้ ณ คิวรถแท็กซี่สายนี้ คือ เอกลักษณ์ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง
 
                         อุสมาน ยังสะท้อนเรื่องราวในอดีตที่แสนหวานอีกว่า เท่าที่จำได้มีเบนซ์วิ่งให้บริการแต่ละคิวไม่น้อยกว่า 100 คัน หากนับรวมกันทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คาดว่า 300 คัน มีให้เห็นแน่นอน โดยเส้นทางที่วิ่งให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่หัวเมืองสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นยะลา-เบตง, ยะลา-หาดใหญ่ และยะลา-สุไหงโก-ลก เป็นต้น 
 
                         อุสมาน บอกด้วยว่า ค่าบริการโดยสารรถแท็กซี่เหล่านี้ เริ่มต้นที่คนละ 15 บาท ซึ่งอาชีพขับแท็กซี่ได้กลายเป็นเส้นทางสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ ที่ทยอยนำรถมาวิ่งให้บริการจนกลายเป็นธุรกิจขนส่งอย่างเป็นล่ำเป็นสัน 
 
                         เหตุผลสำคัญของการนำรถหรูราคาแพงมาเป็นแท็กซี่ นอกเหนือจากความแข็งแกร่ง ทนทานแล้ว ห้องโดยสารที่โล่งกว้างสบาย สามารถรองรับผู้โดยสารได้อย่างน้อย 6-7 คนคือหนทางที่สร้างกำไร
 
                         "ความนิยมในยุคนั้น แท็กซี่เบนซ์เฟื่องฟูสุดๆ รถเบนซ์ 300 คัน วิ่งให้บริการมากกว่า 3 เที่ยวต่อวัน ในแต่ละคัน ด้วยเพราะยุคคสมัยนั้นรถยนต์ส่วนตัวยังไม่ใช่ปัจจัยที่ 5 เหมือนในปัจจุบัน ที่ต่างกันจนน่าใจหาย" อุสมาน กล่าวเสียงอ่อย 
 
                         อุสมาน บอกด้วยว่า แม้แท็กซี่เบนซ์จะเป็นบริการที่ได้รับความนิยม แต่ด้วยความที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างไปรวดเร็ว ประกอบกับถนนหนทางและเส้นทางคมนาคมที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น เป็นตัวดึงดูดให้รถโดยสารประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะรถตู้ แห่เข้ามาวิ่งให้บริการทับเส้นทาง ทำให้แท็กซี่เบนซ์ค่อยๆ ลดความนิยมลงไป จนปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียงคิวละไม่ถึง 10 คัน และมีแนวโน้มว่า จำนวนแท็กซี่เบนซ์จะลดลงอย่างต่อเนื่อง
 
                         "เสียดายหากแท็กซี่เบนซ์ที่เป็นดั่งเอกลักษณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้จะหายไปพร้อมกับความสะดวกสบายในการใช้บริการรถโดยสารประเภทอื่น" 
 
                         อุสมาน นิลพฤกษ์ โชเฟอร์แท็กซี่เบนซ์อีกราย บอกว่า วันนี้กลุ่มผู้ขับแท็กซี่เบนซ์ที่เหลืออยู่ต้องปรับตัวรับกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป จากที่เคยขับรถรับส่งบริการผู้คนก็เปลี่ยนเป็นขนส่งสินค้าแทน 
 
                         เขาบอกว่า จำนวนผู้โดยสารที่ลดลง ทำให้ไม่สามารถแบกรับต้นทุนการเดินทางได้ เหล่าโชเฟอร์ส่วนใหญ่จึงถอนตัวออกจากอาชีพนี้ จนหมด เหลือเพียงกลุ่มคนไม่กี่ชีวิตที่ทำด้วยใจรักและหวงแหน 
 
                         อุสมาน โชเฟอร์แท็กซี่รายหลังนี้ บอกว่า แท็กซี่เบนซ์ที่หลงเหลืออยู่ทุกวันนี้ อยู่ด้วยใจที่ยึดมั่น แม้จะลำบาก แต่ก็ไม่ถึงขนาดจนตรอก เพราะพวกเขายังมีกลุ่มลูกค้าขาประจำที่แวะเวียนมาใช้บริการเสมอ แม้รายได้ไม่มากมายนัก แต่เพื่อแลกกับความเจ็บปวดใจที่ต้องทนเห็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์หายไปพร้อมกาลเวลา จึงขอยืนหยัดให้บริการต่อไปจนกว่าจะไม่มีผู้โดยสารหลงเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว
 
                         "การให้บริการแท็กซี่เบนซ์ยุคนี้ แตกต่างจากเดิมมาก ทำให้ต้องปรับตัวรับสภาพ จากที่เน้นผู้โดยสารก็เพิ่มให้บริการขนส่งสินค้าและบริการรับเหมาแทน รายได้แต่ละวันจึงต้องลุ้นให้เพียงพอต้นทุนอย่างน้อย 700 บาท หากวันใดโชคร้ายไม่มีทั้งผู้โดยสารและสินค้า"
 
                         นั่นย่อมหมายความว่า ณ ราตรีนั้น คงต้องอาศัยห้องโดยสารรถคันงามเป็นที่พักนอนค้างอ้างแรม เพื่อลุ้นรายได้ในวันต่อไป
 
 
 
 
 
----------------------
 
(คลี่ตำนาน 'แท็กซี่เบนซ์...หนึ่งเดียวแห่งความทรงจำ' : สุพิชฌาย์ รัตนะ / ภูชิสส์ พิรุณละออง ... รายงาน)