
ตร.เร่งสรุปคดีเครือข่าย'พงศ์พัฒน์'
20 ธ.ค. 2557
ตร.เร่งสรุปสำนวนคดีเครือข่าย 'พงศ์พัฒน์' คาด 'อดีต ผบช.น.' มีความผิดฐานอนุญาตติดตั้งป้ายโฆษณาป้อมตร.
20 ธ.ค. 57 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการติดตามพยานหลักฐานสรุปสำนวนคดีเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ว่า สำนวนคดีเกือบทั้งหมดได้ส่งไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยังคงเหลือสำนวนคดีฟอกเงิน และการตรวจสอบอายัดทรัพย์สินที่เป็นของกลางทั้งพวกของเก่าและไม้แปรรูปเท่านั้น ส่วนสำนวนคดีความผิดตามมาตรา 112 ในพื้นที่ สน.สามเสน และ สน.ลาดพร้าว นั้น ซึ่งขณะนี้สำนวนของ สน.สามเสน กรณีการดำเนินคดี น.ส.สุดาทิพย์ ม่วงนวล อายุ 48 ปี ความผิดตามมาตรา 112 ในนามคณะบุคคลน้ำทิพย์ และคณะบุคคลปณสุ แอบอ้างเบื้องสูงในการประมูลกิจการขายผักสด ผักต้ม และน้ำพริกต่างๆ ได้สรุปสำนวนทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว มีแค่การดำเนินคดีกับ น.ส.สุดาทิพย์ เพียงคนเดียวเท่านั้น
ผบช.น.กล่าวต่อว่า สำหรับสำนวนคดีของ สน.ลาดพร้าว ได้ขออายัดตัวผู้ต้องหาก่อเหตุในท้องที่ สน.พระโขนง 2 ราย โดยมีนายชากานต์ ภาคภูมิ อายุ 34 ปี และนายณัฐพล หรือกอล์ฟ สุวะดี อายุ 29 ปี แอบอ้างเบื้องสูง ยื่นหนังสือ 3 ฉบับ ให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อขอสิทธิ์เข้าสอบเพราะขาดเรียนเกินกำหนดนั้น ที่ภายหลังจากการตรวจสอบแล้วพบว่า ระหว่างที่นายชากานต์ ขาดเรียนไปนั้น ได้ไปก่อเหตุแอบอ้างเบื้องสูงบังคับให้ผู้เสียหายลดหนี้สิน 120 ล้านบาท เหลือเพียง 20 ล้านบาท ท้องที่ สน.วัดพระยาไกร ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถส่งสำนวนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้าต่อไป
พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวอีกว่า ส่วนสำนวนคดีฟอกเงินนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรอประสานข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมกับให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับเพิ่ม 2 ราย คือ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6 บก.ป. และนายทรงพล ทองสิน รวมถึงผู้ต้องหาอีก 3 รายที่เหลือ ก่อเหตุแอบอ้างเบื้องสูง บังคับผู้เสียหายให้ลดหนี้สิน 120 ล้าน เหลือเพียง 20 ล้านบาท ในท้องที่ สน.วัดพระยาไกร ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 1 ราย คือ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี ผู้จ้างวาน และก่อเหตุแอบอ้างเบื้องสูงข่มขู่ทวงหนี้ผู้เสียหาย 37 ล้านบาท ยังเหลือผู้ต้องหาที่หลบหนี 2 คน คือ นายปรีชา ดาราไตร อายุ 44 ปี ผู้จ้างวาน และนายไพรเชษฐ์ เมธีสริยพงศ์ อายุ 45 ปี เจ้าของอู่รถเมล์ร่วมบริการ หลักฐานที่ตรวจสอบยังพบว่าอยู่ในประเทศ แต่คาดว่าผู้ต้องหาทั้งหมดน่าจะหลบหนีออกไปนอกประเทศแล้ว ทั้งนี้ ยังไม่มีใครติดต่อขอเข้ามอบตัวแต่อย่างใด
พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวถึงการทำสำนวนคดีของกลางที่ยึดมาได้ในข้อหาฟอกเงินของ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ และนายทรงพล จะเริ่มเมื่อใดนั้น ต้องรอให้ฝ่ายทหารตรวจสอบของกลางที่ยึดมา ร่วมกับกรมศิลปากร กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก่อน คาดว่าจะทราบผลหลังปีใหม่แน่นอน เพราะกรมศิลปากร ต้องนำไปดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องมีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ให้แน่ชัด ทั้งวิธีการยืนยันทำอย่างไร มีผู้เชี่ยวชาญมายืนยันให้แน่ชัดเกี่ยวกับวัตถุโบราณ มีการจดทะเบียนหรือไม่ รวมถึงซากสัตว์ป่า งาช้าง ต้องดูให้ละเอียดทั้งหมด เมื่อทั้ง 4 หน่วยงานตรวจสอบของกลางเสร็จสิ้นแล้ว ทาง บช.น.จึงจะเริ่มทำสำนวนคดีในส่วนนี้ได้ ส่วนสำนวนคดีทางพฤติการณ์ทาง บช.น.ทำอยู่แล้ว ทั้งนี้หลักฐานทางราชการพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 รายยังอยู่ภายในประเทศไทย แต่หลักฐานทางการสืบสวนพบว่าไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว ไม่มีการมาติดต่อมอบตัวจากผู้ต้องหา ส่วนลักษณะการฟอกเงินอยู่ในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า บช.น.ชงสำนวนคดี ม.112 ให้เป็นคดีพิเศษนั้น พล.ต.ต.ศรีวราห์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีความคิดเห็น คดีพิเศษต้องรอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีความคิดเห็น ไม่เกี่ยวกับในส่วนของ บช.น. เพราะ บช.น.เพียงแค่ทำงานตามหน้าที่ หากดีเอสไอ หรือ ตร.ต้องการให้คดี 112 เป็นคดีพิเศษ เป็นเรื่องที่ต้องไปจัดการเอง ระหว่างนี้ บช.น.ทำตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
นอกจากนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้พบที่ดินที่ จ.สมุทรสาคร จำนวน 2 แห่ง แต่ไม่ทราบว่าขนาดที่ดินมีความกว้างเท่าไหร่ หรือมีจำนวนกี่ไร่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ โดยเจ้าของที่ดินใช้ชื่อว่า นายชอบ ไม่ทราบนามสกุล มีความเชื่อมโยงเป็นญาติของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ทั้งนี้ การพบที่ดินดังกล่าวจะแจ้งให้ทางทหารทราบเพื่อใช้กฎอัยการศึก และส่ง ปปง.เพื่อทำการตรวจสอบโดยจะนำข้อมูลการตรวจสอบดังกล่าวไปไว้ในสำนวนคดีฟอกเงิน
คาด 'อดีต ผบช.น.' มีความผิดฐานอนุญาตติดตั้งป้ายโฆษณาป้อมตร.
พล.ต.ท.ศรีวราห์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริง เรื่อง การติดตั้งป้ายโฆษณาตามป้อมจราจรในพื้นที่ของสถานีตำรวจนครบาล บก.น.1 - 9 โดยมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับ รอง ผบ.ก.จำนวนกว่า 76 นายนั้น
พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งตรวจสอบมาแล้ว 2 เดือน คงต้องรอให้ผู้บังคับการแต่ละท้องที่รายงานผลการตรวจสอบขึ้นมา โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการตรวจสอบตามกฎ ก.ตร.ประมาณ 60 วัน ถ้าขยายขึ้นมาอีก ก็จะต้องรอไปอีก ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่วินัยร้ายแรง ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย และจะมีการสั่งตรวจสอบเพิ่มหรือไม่นั้น เป็นเรื่องแต่ละกอง บก. แต่การใช้พื้นที่ป้อมตำรวจจะต้องมีการขออนุญาตกรมธนารักษ์ กรมป่าไม้ กรมที่ดิน กทม. แต่หากไม่มีการขออนุญาตหน่วยงานดังกล่าว ก็ถือว่ามีความผิด ส่วนข้อมูลที่กรมธนารักษ์ไปตรวจสอบว่าป้อมตำรวจพื้นที่ สน.ใดบ้าง ที่อนุญาตให้ติดตั้งป้ายโฆษณานั้น อยู่ในที่ดินราชพัสดุหรือไม่ ตนยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว
''ส่วน ผบช.น.คนเก่า ที่ลงนามอนุญาตให้มีการติดตั้งป้ายโฆษณาตามป้อมตำรวจจราจร จะมีความผิดหรือไม่นั้นต้องให้ ตร.พิจารณา เพราะอยู่เหนืออำนาจของ บช.น. แต่คาดว่าน่าจะมีความผิด''



