ข่าว

‘นายกฯ’เปิดประชุมGMSครั้งที่5

‘นายกฯ’เปิดประชุมGMSครั้งที่5

20 ธ.ค. 2557

‘พล.อ.ประยุทธ์’ ประธานเปิดการประชุม GMS ครั้งที่5 เสนอ 7 แผนงานเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

 
                 20 ธ.ค.57 เมื่อเวลา 09.00 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 (The 5th GMS Summit) ณ โรงแรมแชงกรี-ลา และได้กล่าวต้อนรับการประชุมเต็มคณะ ในการประชุม The 5th GMS Summit โดยมีผู้นำและบุคคลสำคัญร่วมประชุม ประกอบด้วย สมเด็จมหาอัครเสนาบดี ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา, นายหลี เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน, นายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์, นายเหวียนเติ้นสุง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รัฐมนตรีของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง GMS ,นายทาเคฮิโกะ นากาโอะ ประธานธนาคารพัฒนาเอเชียและประธานสภาธุรกิจของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง GMS
 
                 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับท่านประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีจากกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เข้าสู่การประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 ที่กรุงเทพมหานคร ตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อกันว่า จะมาพบกันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นประจำทุกสามปี ในครั้งนี้ นับเป็นเกียรติของประชาชนชาวไทยที่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุม และมีโอกาสต้อนรับคณะผู้นำและแขกผู้มีเกียรติทุกท่านสู่ประเทศไทย สยามเมืองยิ้ม เมืองแห่งความสุข ด้วยความยินดียิ่ง ในช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบายอย่างนี้ หวังว่า เมื่อคืนนี้ทุกท่านคงได้พักผ่อนเต็มที่และหลับสบายเหมือนอยู่บ้านของท่านเอง ขอให้ทุกท่านถือว่าประเทศไทยเป็นบ้านที่สองของท่าน
 
                 พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เมื่อยี่สิบปีก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่า ประชาชนของเราทั้ง6ประเทศจะสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกสบายเช่นทุกวันนี้ และคงไม่มีใครเชื่อว่า ผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมจะสามารถส่งวัตถุดิบ หรือชิ้นส่วน ข้ามพรมแดนสามประเทศ ไทย-ลาว-เวียดนาม ได้ภายในวันเดียว ก็เพราะวิสัยทัศน์ของเราที่ร่วมมือกัน จึงทำให้เราประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงประชาชน 320 ล้านคนเข้าด้วยกันและในที่สุดอาเซียนก็เห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่ง จึงเกิดเป็นแผนแม่บทการเชื่อมโยงของอาเซียน หรือที่เรียกว่า Master Plan on ASEAN Connectivity ที่ประเทศสมาชิกทุกประเทศจะต้องร่วมกันพัฒนาให้สำเร็จภายในปี ค.ศ.2015
 
                 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ด้วยความที่กลุ่มประเทศแม่น้ำโขงมีความได้เปรียบในเชิงแหล่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ จึงทำให้เรามีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเราเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก และด้วยความที่เรามีวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณี ที่คล้ายคลึงกันมาก รวมทั้งเป็นแหล่งมรดกโลกที่สำคัญของอารยธรรมเอเชีย จึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใฝ่ฝันจะต้องมาสัมผัสให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต อย่างไรก็ตามทุกท่านคงเห็นพ้องว่า หัวข้อการประชุมในวันนี้เป็นหัวข้อที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันมากที่สุดและทันสมัยกับกระแสของโลก คือ “ความมุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน GMS” ซึ่งเป็นหัวข้อที่อยู่ในกรอบวิสัยทัศน์ที่เราได้ร่วมกันวางไว้ 3 เรื่อง หรือ 3C คือ Connectivity (การสร้างความเชื่อมโยง)Competitiveness(การเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน) และCommunity (การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน)
 
                 พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อสามปีก่อน ณ กรุงเนปิดอว์ ผู้นำประเทศกลุ่มแม่น้ำโขงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของเราจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการลงทุนช่วงสิบปี (ค.ศ.2012 - 2022) ซึ่งรัฐมนตรี GMS ได้พิจารณากลั่นกรองกันอย่างรอบคอบแล้ว โดยมีโครงการที่มีความสำคัญระดับสูง วงเงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งในวันนี้ เราในฐานะผู้บังคับบัญชา ก็จะได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
 
                 จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเสนอแผนการทำงานในช่วง 10 ปีข้างหน้าที่จะให้ความเห็นชอบและร่วมกันขับเคลื่อนและนำไปสู่การปฏิบัติ ในวันนี้ ควรจะต้องให้ความสำคัญ 7 เรื่องด้วยกัน
 
                 1. ใช้ประโยชน์ให้เต็มที่จากการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ โดยจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกันตามแนวชายแดนของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้กับเมืองในภูมิภาคและสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้กับประชาชนในพื้นที่ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่องแล้วใน 5 พื้นที่ชายแดนเป้าหมาย ได้แก่ แม่สอด มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา
 
                 2. พัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งทั้งทางบกและทางทะเลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างประเทศในระยะเร่งด่วนใน 2 เส้นทางหลัก คือเส้นทางอรัญประเทศ-ปอยเปตและเส้นทางที่ 2 ได้แก่ หนองคาย-เวียงจันทน์-คุนหมิง และเมื่อวานนี้ผมและท่านนายกรัฐมนตรี หลี เค่อ เฉียง ได้ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟภายในประเทศของไทย 2 เส้นทางคือ เส้นทางหนองคาย-แก่งคอย-กรุงเทพฯ และแก่งคอย-มาบตาพุด ในเรื่องนี้การจัดตั้งสมาคมการรถไฟของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (The Greater Mekong Railway Association: GMRA) ซึ่งประเทศสมาชิกได้เห็นชอบแล้ว จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการประสานงานรถไฟระหว่างประเทศต่อไป
 
                 ในเวลาเดียวกัน ไทยและเมียนมาร์กำลังเดินหน้าความร่วมมือพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่อเชื่อมกับท่าเรือแหลมฉบังของไทย และเชื่อมกับกัมพูชาและเวียดนาม และจะสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายอุตสาหกรรมต่อเนื่องในลักษณะคลัสเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์
 
                 นอกจากนี้ ไทยและเมียนมาร์กำลังร่วมหารือในการสร้างสะพานแห่งที่สองที่อำเภอแม่สอด-เมียวดี ทางด้านชายแดนไทย-ลาว สะพานมิตรภาพแห่งที่ห้า จังหวัดบึงกาฬ-เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ออกแบบแล้วเสร็จ ประเทศไทยและสปป.ลาว กำลังหารือร่วมกันในการลงทุนก่อสร้าง
 
                 3. ลดขั้นตอนและระยะเวลาการผ่านแดนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Cross Border Transport Agreement:CBTA) โดยขอให้ประเทศสมาชิกร่วมหารือด้านการพัฒนากฎระเบียบและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ยังเป็นอุปสรรค ในส่วนของไทยนั้น พร้อมที่จะให้สัตยาบันภายในต้นปีหน้านอกจากนี้ ผมขอเสนอว่า เราควรจะเพิ่มเติมเส้นทาง๘ และหมายเลข12 ในสปป.ลาว(นอกเหนือจากเส้นทางหมายเลข 9) ที่เชื่อมกับไทยด้านจังหวัดนครพนม ให้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงระบบการขนส่งข้ามแดนระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม ด้วย โดยอาจจะร่วมกันจัดให้มีการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ เส้นทาง กรุงเทพฯ-สะหวันนะเขต-ดานัง หรือเส้นทางอื่น ๆ ซึ่งเรื่องนี้หารือกับนายกรัฐมนตรีเวียดนามแล้ว
 
                 4. พัฒนาแหล่งพลังงานร่วมกันในอนาคตความต้องการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นอีกมาก ในขณะที่ยังมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าอีกมากนอกจากการพัฒนาไฟฟ้าเพื่อใช้ในประเทศและซื้อขายกันระหว่างประเทศสมาชิก ก็ยังมีโอกาสที่จะเชื่อมโยงไปประเทศที่สามได้ ซึ่งผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราได้ตกลงที่จะจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Regional Power Coordination Center) ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ประสานงานด้านนี้
 
                 5. ระดมทุนเพื่อพัฒนาในเรื่องนี้ใคร่ขอความร่วมมือจากประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมให้ความช่วยสนับสนุนแผนปฏิบัติการลงทุนของภูมิภาค (Regional Investment Framework: RIF) ในส่วนของไทย ก็มีความพร้อมที่จะมอบหมายให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เป็นหน่วยงานสนับสนุนทางการเงินและทางวิชาการและตลาดเงินและตลาดทุนของประเทศไทยก็พร้อมที่จะเป็นแหล่งระดมทุนอีกทางหนึ่ง
 
                 6. ปรับปรุงสิทธิประโยชน์และส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในภูมิภาค เนื่องจากการลงทุนของเอกชนเป็นกลไกสำคัญที่จะสร้างความเจริญในระเบียงเศรษฐกิจ ผมเสนอให้พิจารณาให้มีกลไกการประกันสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งการเข้าถึงแหล่งเงินของ SMEs จะส่งผลสำคัญในการสร้างขีดความสามารถ การสร้างศักยภาพของ SMEs ในอนุภูมิภาค และขอให้ประเทศสมาชิกปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้ออำนวยต่อนักลงทุน
 
                 7. ร่วมมือดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการภัยพิบัติดังที่ทุกท่านได้ตระหนักถึงแล้วว่า ขอให้ความสำคัญต่อการร่วมกันเตรียมตัวรองรับต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาดังกล่าว ดังนั้น พวกเราจึงต้องร่วมมือกันสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขงสีเขียวหรือ Green Mekong
 
                 ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมจัดการประชุมในครั้งนี้ และคาดหวังอย่างยิ่งให้การประชุมในครั้งนี้เกิดผลสำเร็จและเป็นรูปธรรม และมุ่งก้าวสู่ความร่วมมือ GMS ในทศวรรษที่สามด้วยกัน
 
 
ปธน.เต็ง เส่ง หวังพัฒนาลุ่มน้ำโขงกระจายผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม
 
 
                 นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ กล่าวในที่ประชุมว่า มีความยินดีที่ได้เห็นการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ขนส่ง พลังงาน เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า การค้า และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ทุกประเทศร่วมมือกัน อีกทั้งขอบคุณธนาคารเอดีบีที่ช่วยเหลือด้านการเงิน และทางวิชาการให้กับโครงการต่างๆ ในกลุ่มลุ่มน้ำโขง นอกจากนี้ เราต้องทำให้แน่ใจว่า โครงการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต สามารถกระจายผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมไปสู่ประชาชนทุกฝ่าย
 
                 อย่างไรก็ตาม ยังเห็นว่าอุปสรรคทางการพัฒนายังมีเรื่องของการค้ามนุษย์ และอุปสรรคทางการค้าที่แต่ละประเทศจะแก้ไขปัญหาโดยลำพังไม่ได้ ขอให้ประเทศสมาชิกได้ร่วมมือกัน และทำให้วิสัยทัศน์ของกลุ่มน้ำโขงเป็นจริง ที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
 
 
‘พล.อ.ประยุทธ์’ หารือ ‘นายกฯเวียดนาม’ เห็นพ้องอบรมกม.ชาวประมง
 
 
                 เมื่อเวลา 08.15 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หารือกับนายเหวียน เติ๊น สุง (Mr. Nguyen Tan Dung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 ที่โรงแรมแชงกรี-ลา
 
                 โดยภายหลังการหารือ ร้อยเอกยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงสรุปผลการหารือ ว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีเวียดนามเข้าร่วมการประชุม สำหรับความสัมพันธ์ไทยและเวียดนามนั้น ไทยและเวียดนามได้เห็นพ้องที่จะจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 3 โดยจะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศทั้งสองหารือต่อไป
 
                 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับความร่วมมือด้านการพัฒนาความเชื่อมโยงนั้น พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศจะต้องใช้ประโยชน์จากเส้นทางคมนาคม ถนน ให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มการสัญจรของประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค โดยจะมีการปรับปรุงทั้งถนน ด่าน และกฎระเบียบการข้ามแดน และยินดีที่เวียดนามเห็นชอบให้มีการบริการรถโดยสารระหว่างไทยและเวียดนาม
 
                 ส่วนความร่วมมือประมงนั้น แนวทางหนึ่งในแก้ไขปัญหาการลักลอบทำการประมง ทั้งสองฝ่ายยังจะเพิ่มความรู้ด้านกฎหมายแแก่ชาวประมง ผู้ประกอบการการประมง และความเข้มงวดและจริงจังในการสกัดกั้นไม่ให้มีการทำผิดของเรือประมงในการรุกล้ำน่านน้ำของกันและกัน สำหรับความร่วมมือด้านแรงงาน ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยพิจารณาจดทะเบียนแรงงานเวียดนามที่ทำงานผิดกฎหมายในประเทศไทยแล้ว
 
                 ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด The 5th GMS Summit และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เวียดนามพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองประเทศจะได้กำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเวียดนามพูดคุยกับไทยในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้เส้นทางถนนและการให้บริการรถโดยสารระหว่างไทยและเวียดนาม สำหรับความร่วมมือด้านการประมงนั้น เวียดนามเห็นพ้องแนวทางไทย โดยจะเร่งรัดการฝึกอบรมความรู้ด้านกฎหมายแก่ชาวประมงเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การดูแลแรงงานชาวเวียดนามในไทยเป็นอย่างดี  ซึ่งไทยและเวียดนามต่างให้ความสำคัญและจะร่วมมือกันในการแก้ปัญหาแรงงานผิดกฎหมายต่อไป