
นายกฯสั่งดูแลน้ำท่วมใต้
19 ธ.ค. 2557
พล.อ.ประยุทธ์ สั่งดูแลน้ำท่วมภาคใต้ ระบุหากมีเวลาจะลงพื้นที่ พร้อมติดตามเชียร์บอลไทยคว้าแชมป์ซูซูกิคัพ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ธ.ค.57 ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (กนข.) ครั้งที่ 5/2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลและการดูแลประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ได้สั่งการไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งกองทัพดูแลอยู่แล้ว ซึ่งตนเป็นห่วงประชาชนในพื้นที่ที่มีความยากลำบาก ซึ่งหากมีเวลาก็จะลงพื้นที่ แต่ตอนนี้งานเต็มมือตลอด
‘นายกฯ’ ติดตามเชียร์แข้งทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซูซูกิคัพ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ธ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (กนข.) ครั้งที่ 5/2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ตนติดตามเชียร์นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ในการแข่งขัน “ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน” หรือ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ” ส่วนเรื่องเงินรางวัลอัดฉีดนั้น ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยการกีฬาแห่งประเทศไทยเขาดูแลอยู่
ทั้งนี้การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ครั้งที่ 2 ที่ประเทศมาเลเซียจะมีขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 20 ธ.ค.ที่ประเทศมาเลเซีย
‘นายกฯ’ เผยจำนำข้าวทำประเทศขาดทุน 6.8 แสนล.
เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 5/2557 ว่า มีการประชุมหลายเรื่อง ทั้งสถานการณ์ข้าวโลก ยุทธศาสตร์ข้าวระยะยาวที่ต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ โดยมีการพิจารณาว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนอย่างไร ตั้งแต่การผลิต การตลาด การสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร และการขออนุมัติการระบายข้าว ซึ่งทั้งหมดได้ผ่านขั้นตอนรวมทั้งกฎหมายต่างๆ ที่อนุมัติ สามารถระบายข้าวได้ หลังจากที่มีการปิดบัญชี จากรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา โดยสรุปข้าวที่คสช. เข้ามาตรวจสอบทั้งสิ้น 17 ล้านตัน ผ่านมาตรฐาน 2.35 ล้านตัน ส่วนที่ไม่ผ่านมาตรฐานไม่ใช่เป็นเรื่องของข้าวเสีย แต่บางส่วนยังสามารถเป็นข้าวที่ปรับปรุงได้ ยังเป็นข้าวที่มีคุณภาพอยู่ ประมาณ 13 ล้านตัน ในส่วนของข้าวที่ผิดมาตรฐาน เสื่อมสภาพมี 7 แสนตัน ข้าวที่ผิดชนิดข้าว 6.7 หมื่นตัน รวมทั้งหมดคือ 17 ล้านตันโดยประมาณ
“การตรวจสอบทั้งหมดแบ่งข้าวเป็นเกรด เกรดเอ คือการขายได้ตามมาตรฐาน เกรดบี คือข้าวที่ต้องมีการปรับปรุง ทำให้ราคาอาจตกลงเล็กน้อย ส่วนข้าวเกรดซี คือจะต้องแจ้งความและดำเนินคดี ซึ่งได้ส่งเรื่องไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) เพราะถือว่าเป็นการปิดบัญชีครั้งสุดท้ายแล้ว ทั้งนี้ในการประมาณการในโครงการรับจำนำข้าว 4 โครงการ หากขายข้าวทั้งหมดแล้วจะขาดทุนที่ประมาณ 6.8 แสนล้านบาท แต่หลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้ประเมิน ซึ่งในการดำเนินคดีนั้นจะมีทั้งส่วนของคดีแพ่งและอาญา มีการเรียกค่าเสียหาย ซึ่งยังไม่สามารถสรุปตัวเลขได้ จะต้องดูว่ากระทรวงพาณิชย์สามารถขายข้าวได้เท่าไหร่ อีกทั้งเมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วต้องมีการตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งต้องมีการชี้แจงและตอบโต้ในเรื่องของข้อมูล โดยเฉพาะตัวเลขเรื่องการชดเชยให้กับชาวนา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การระบายข้าวต่อจากนี้จะมีทั้งในและต่างประเทศ โดยเปิดการประมูล มีการตรวจสอบจากผู้ชำนาญการ โดยมีหลักการว่าการประมูลแบบยกคลัง หากคลังไหนคุณภาพสมบูรณ์ สามารถประมูลได้ทั้งคลัง แต่ถ้าคลังไหนประเภทข้าวไม่สมบูรณ์ในแยกขายเป็นประเภท โดยตั้งราคากลางไว้
เมื่อถามว่า การระบายข้าวครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบกับข้าวที่กำลังจะออกในฤดูกาลนี้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่กระทบ เพราะการระบาย เราต้องดูระยะเวลาที่เหมาะสม ดูว่าจะขายข้าวในโครงการรับจำนำและข้าวใหม่ ในช่วงใดเพราะเราต้องการยกระดับของข้าวใหม่ด้วย ไม่ใช่นำข้าวเก่าออกมาตี จนเกิดข่าวลือต่างๆนานา เป็นผลทำให้ราคาข้าวตกทั้งหมด อย่างไรก็ตามถึงวันนี้รัฐบาลมีความมั่นใจ ในนโยบายเรื่องข้าว ที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งจะไม่ซ้ำกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ไม่ให้เกิดการทุจริต
เมื่อถามว่า มีการตั้งเป้าหรือไม่ ว่าจะใช้เวลาระบายข้าวที่เหลือกี่ปี นายกฯ กล่าวว่า ถ้าเราเร่งขายเร็วเกินไป จะทำให้ราคาข้าวตก ก็จะเกิดปัญหา ดังนั้นเราจะใช้วิธีการระบายข้าวตามความต้องการ และสภาพข้าวที่มีอยู่ แต่ก็ต้องพิจารณาว่าถ้าเก็บไว้นานก็จะมีผลกระทบกับคุณภาพข้าว รวมทั้งต้องคำนึงด้วยว่า เราต้องเสียค่าเช่าโกดังเก็บข้าวต่อเดือน 2 พันกว่าล้าน ที่สำคัญอยู่ที่ว่าผู้ซื้อจะซื้อข้าวเราหรือไม่ แต่จะพยายามให้เสร็จภายใน 3 ปี และจะเพิ่มการค้าขายภายในประเทศ โดยการเปิดตลาดข้าวในประเทศให้เกษตรกรมาเป็นผู้ขายเอง โดยต้องไปหาวิธีเพิ่มมูลค่าของข้าวในแต่ละชุมนุมเอง
“รัฐบาลเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา และพยายามสร้างสิ่งดีๆ วันนี้ถือว่าทำได้เร็วที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าเปรียบเทียบข้าวไทยกับเวียดนาม ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้น เพียงแต่ราคาข้าวของไทยสูงกว่าเวียดนามมาก ทำให้ข้าวไทยขายได้น้อยกว่า และในปี 2558 กำลังเป็นช่วงแย่งชิงการเป็นที่หนึ่งของการส่งออกข้าว ซึ่งทางเวียดนามเองเพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ว่าจะเป็นที่หนึ่งในการส่งออกข้าวให้ได้ แต่เรายังมั่นใจว่าจะรักษาการส่งออกข้าวให้เป็นอันดับหนึ่งต่อไป โดยไม่เน้นปริมาณอย่างเดียว แต่จะต้องมีคุณภาพให้ขายได้ในราคาที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการลงนามเอ็มโอยูกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันนี้ (19 ธ.ค.) จะมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกันคือเรื่องรถไฟ และเรื่องข้าว ซึ่งทางจีนจะซื้อข้าวไทย จำนวนเบื้องต้นที่ 2 ล้านตัน แต่ทั้งหมดต้องใช้ระยะเวลา ไม่ใช่สามารถทำได้ และอย่ามองเรื่องการขายข้าวอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือการยกระดับคุณภาพข้าว สร้างความแตกต่าง ปัญหาข้าวไทยที่ล้นตลาดอย่างหนึ่งคือข้าวไม่มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับ รวมทั้งลดปริมาณการปลูกข้าวลง
นายกฯ ปัดข่าวทหารไทยยิงชาวกัมพูชา
เมื่อวันที่ 12.30 น. วันที่ 19 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวหญิงชาวกัมพูชา 5 คน ถูกทหารไทยยิงเสียชีวิต 1 คน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ยิงตรงไหน ยิงเรื่องอะไร เพราะตอนนี้มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการปะทะกันของกลุ่มพวกตัดไม้ ซึ่งก็ต้องตรวจสอบกันต่อไปเพราะมีคณะทำงานดูแลอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายยิงใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครจะไปยิงได้ ไม่ใช่เรื่องสนุกในการฆ่าคนยิงคน
เมื่อถามว่า รัฐบาลกัมพูชามีหนังสือมาถึงไทยบ้างหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีมาตลอดทุกเรื่อง เมื่อมีการปะทะกัน ซึ่งทางกัมพูชาระบุว่า อยากให้ไทยดูแลคนของเราด้วย แต่เราก็ดูแลมาโดยตลอด ซึ่งตนได้อธิบายกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า ถ้าหากอีกฝ่ายไม่มีอาวุธในการยิงต่อสู้เราจะไม่ยิงอยู่แล้ว แต่ถ้ามีการต่อสู้กันก็ต้องยอมรับซึ่งกันและกันและต้องไปพิสูจน์กันด้วย ถ้าไม่มีอาวุธเราจะไปยิงทำไม เพราะมันเป็นเรื่องของเขตแดนหรือเรื่องของการตัดไม้เยอะแยะไปหมด อย่างไรก็ตาม ในการพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาวันนี้ (19 ธ.ค.) ก็จะมีการพูดคุยกันทุกเรื่อง
นายกฯ เปิดเส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์ 28 ธ.ค.นี้
นางสาวตรีดาว อภัยวงศ์ โฆษกกทม. กล่าวว่า ขณะนี้กทม. บริษัท ขนส่ง จำกัด และผู้ประกอบการรถทัวร์ท่องเที่ยว ได้ร่วมกันหารือเกี่ยวการจอดรถทัวร์ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ โดยมีข้อสรุปเป็นแนวทางที่ดีล่าสุดว่า ในวันที่ 20 ธ.ค.เป็นต้นไป รถทัวร์ท่องเที่ยวที่รับส่งนักท่องเที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ จะย้ายจุดจอดรถไปที่สถานีขนส่งสายใต้เก่า โดยรถทัวร์ท่องเที่ยวจะมีการจอดรับส่งนักท่องเที่ยวที่บริเวณสนามหลวง ก่อนที่จะกลับไปพักจอดรอที่สถานีขนส่งสายใต้เก่า ซึ่งสามารถรองรับรถทัวร์ได้ 90 คัน ซึ่งจะมีรถทัวร์มาสลับปรับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งวัน ภายหลังจากที่กทม.ได้เข้าทำการปรับปรุงพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้เส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ที่จะดำเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 21 ธ.ค.นี้
นางสาวตรีดาว กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้นำเหล่าทัพ ผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกทม. จะร่วมกันเปิดเส้นทางจักรยานอย่างเป็นทางการ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป โดยนายกรัฐมนตรี จะนำคณะปั่นจักรยานเริ่มตั้งแต่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ใช้เส้นทางถนนราชดำเนิน ผ่านแยกคอกวัว ถนนตะนาว แยกสี่กั๊ก ถนนมหาราช ถนนกัลยาณไมตรี ถนนท้ายวัง ถนนหน้าพระธาตุ ถนนพระอาทิตย์ เลี้ยวเข้าผ่านหน้าวัดบวรนิเวศฯ ผ่านแยกคอกวัว และสิ้นสุดถนนราชดำเนิน ระยะทาง 8 กิโลเมตร โดยวันดังกล่าวทุกคนจะร่วมใส่เสื้อสีเหลือง ซึ่งประชาชนทุกคนสามารถมาร่วมปั่นจักรยานในครั้งนี้ได้
"ตั้งแต่มีรัฐบาลมาสนับสนุนเรื่องการปั่นจักรยาน ทุกอย่างมีความคืบหน้าไปได้ด้วยดี ซึ่งผู้ว่าฯกทม.ก็ขอขอบคุณรัฐบาลในการช่วยผลักดันเรื่องนี้ ส่วนรถทัวร์ที่จะมีการย้ายจุดจอดไปยังสถานีขนส่งสายใต้เก่า แต่ถ้ามีการพบรถยนต์ประเภทอื่นที่มาจอดทับเส้นทางจักรยาน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะกวดขัน พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง"นาวสาวตรีดาว กล่าวและว่า ส่วนในปี 2558 กทม.จะพัฒนาเส้นทางจักรยานในชุมชน ในพื้นที่ 50 เขต โดยได้ให้เขตไปสำรวจ เพื่อนำร่องเขตละ 1 เส้นทาง คาดว่าจะได้รับรายงานความคืบหน้าผลการสำรวจเส้นทางนำร่องในต้นปีหน้า โดยจะมีสถาบันการศึกษา ร่วมสำรวจและพัฒนาเส้นทางด้วย
ชาวบ้านบางปิ้งเข้าร้อง ‘นายกฯ’ ขอดูแลหวั่นโดนเผาไล่ที่
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน(ที่ทำการชั่วคราว สำนักงานกพ.) มีกลุ่มประชาชนจากชุมชนบางปิ้ง อ.เมือง จังหวัดสมุทรปราการ มากกว่า 100 คน นำโดยนายศิลา ทองคำ แกนนำชุมชน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กรณีถูกเจ้าของที่ดินยกเลิกสัญญาเช่าและไล่ออกจากที่อยู่อาศัยภายใน 30 วัน หรือช่วงหลังปีใหม่
โดยกลุ่มชาวบ้านจากชุมชนบางปิ้งระบุว่า ชุมชนบางปิ้งเป็นที่ดินเช่าจากบุคคลที่เช่ากันมาเป็นเวลานับร้อยปีแล้ว โดยปัจจุบันมีผู้เช่าสร้างบ้านและพักอาศัยประมาณ 350 ครอบครัว หรือประมาณ 2,000 คน พื้นที่ชุมชนประมาณ 35 ไร่เศษ แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมาได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 20 คน อ้างว่าเป็นตัวแทนเจ้าของที่ดินรายใหม่ เข้ามาในชุมชนและปิดประกาศให้ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน หรือช่วงหลังปีใหม่ต้องออกให้หมด โดยระบุว่าจะให้ค่าขนย้าย 3,000บาท ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน และหวาดกลัวว่าจะถูกชายกลุ่มดังกล่าวทำร้ายหรือถูกเผาไล่ที่ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลพื้นที่ดังกล่าวด้วย และขอให้ช่วยเจรจาขยายเวลาในการให้ออกจากพื้นที่ออกไปอีก พร้อมกับขอให้รัฐบาลช่วยจัดหาที่ดินเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่
ทั้งนี้นายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน ศูนย์บริการประชาชน ระบุว่าจะมีการประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการเพื่อให้ช่วยเปิดเวทีเจรจากับเจ้าของที่ดินเพื่อขยายเวลา และประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการจัดหาที่อยู่ให้ใหม่ด้วย
ร้อง ‘นายกฯ’ หลังวินแอร์พอร์ตลิงค์โดนวินอื่นตบบ้องหู
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน(สำนักงานชั่วคราว สำนักงานกพ.) นายเฉลิม ช่างทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ นำสมาชิกสมาคมฯจากวินมอเตอร์ไซด์รับจ้างแอร์พอร์ตเรลลิงค์ มะกะสัน เขตราชเทวี พื้นที่สน.ดินแดง เข้าร้องเรียนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชน ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของสมาชิกวินฯใกล้เคียงคือ “วินเลิศแก้ว1” ซึ่งอยู่คนละเขตและคนละ สน.ที่รับผิดชอบไม่ไหว
โดยนายเฉลิม กล่าวว่า ล่าสุดสมาชิกของวินแอร์พอร์ตเรลลิงค์มะกะสันถูกสมาชิกของวินเลิศแก้ว1 มาทำร้ายร่างกายจากกรณีที่มีรถของวินเลิศแก้ว1 ข้ามเขตมารับผู้โดยสารของวินแอร์พอร์ตเรลลิงค์ โดยผู้โดยสารเรียกให้ไปตึกแกรมมี่ย่านอโศก ซึ่งระยะทางประมาณ1กิโลเมตรกว่าๆ โดยปกติราคาที่เก็บคือ 20 บาทเท่านั้น แต่ปรากฏว่าวินเลิศแก้ว1ที่ข้ามเขตมารับผู้โดยสารเก็บค่าโดยสาร100บาท จึงทำให้ผู้โดยสารร้องเรียนกรมขนส่งและมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบที่วินแอร์พอร์ตเรลลิงค์ และได้ชี้แจงไปว่าไม่ใช่รถของวินนี้ที่ไปส่ง แต่เป็นรถของวินเลิศแก้ว1 ข้ามเขตมารับและเรียกราคาเกิน จึงทำให้เจ้าหน้าที่กรมขนส่งเข้าไปตรวจสอบวินเลิศแก้ว1 พร้อมกับถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน จึงทำให้สมาชิกคนหนึ่งของวินดังกล่าวไม่พอใจ และได้ข้ามเขตมาทำร้ายสมาชิกของวินแอร์พอร์ตเรลลิงค์ด้วยการตบที่บ้องหู และขู่ว่าระวังจะไม่ตายดี จึงทำให้วินแอร์พอร์ตเรลลิงค์มาร้องเรียนกับสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ให้ช่วยเหลือ ตนจึงนำมาร้องเรียนกับนายกฯในวันนี้
“โดยสมาคมฯขอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งคนไปตรวจสอบที่วินเลิศแก้ว1 ที่มี “นายตี๋” เป็นหัวหน้าวิน และแม้วินนี้จะเป็นวินที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่สมาคมทราบว่าผู้ขับขี่รถไม่ได้เป็นผู้ที่ลงทะเบียนไว้ แต่เป็นใครก็ไม่ทราบที่สามารถสวมเสื้อของวินนั้นได้ และคนที่เข้ามาตบบ้องหูวินแอร์พอร์ตเรลลิงค์ก็ไม่ได้ลงทะเบียน แต่สวมเสื้อวินของวินเลิศแก้ว1ได้อย่างไร อีกทั้งขอให้ตรวจสอบการทำงานของตำรวจสน.มะกะสันว่าเมื่อมีการร้องเรียนไปแล้ว ทำไมไม่กล้าดำเนินการกับคนของวินเลิศแก้ว1” นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ กล่าว



