ข่าว

เอกซเรย์เข้มแหล่งท่องเที่ยวสกัดเหตุร้ายปีใหม่

เอกซเรย์เข้มแหล่งท่องเที่ยวสกัดเหตุร้ายปีใหม่

18 ธ.ค. 2557

เอกซเรย์เข้มแหล่งท่องเที่ยว สกัดเหตุร้ายเทศกาลปีใหม่ : ทีมข่าวอาชญากรรม

               ในช่วงเทศกาลสำคัญๆ แทบทุกเทศกาล เป็นช่วงเวลาที่ชาวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทยจำนวนมาก ในช่วงปลายเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมกราคม ถือเป็นเทศกาลแห่งการท่องเที่ยว มีวันหยุดต่อเนื่องกันหลายวัน ตั้งแต่คริสต์มาส ไปจนถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีการคาดการณ์ว่า จะมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและชาวต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ หลายแห่งทั่วประเทศ และนั่นอาจกลายเป็นช่องทางให้คนร้ายก่อเหตุอาชญากรรม ทั้งคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น ฆาตกรรม รวมไปถึงการก่อการร้าย ตำรวจจึงระดมกำลังเข้าไปคุมเข้มพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ หลายแห่งทั่วประเทศ เช่น พัทยา ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร

               "ช่วงคริสต์มาสต่อเนื่องไปปีใหม่ มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ทุกปีจะมีชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยงในไทยค่อนข้างมาก จึงต้องระดมกำลังทั้งตำรวจและอาสาสมัครเข้าไปดูแลแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ มากเป็นพิเศษ โดยจะมีทั้งสายตรวจเดินเท้า และมีรถบริการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเคลื่อนที่เข้าไปรับบริการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย มีอาสาสมัครชุมชนเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวด้วย" พล.ต.ต.อภิชัย ธิอามาตย์ ผบก.ทท. กล่าว  

               ถนนข้าวสาร เป็นจุดสำคัญที่ตำรวจจะเพิ่มความเข้มงวดมากเป็นพิเศษในระยะนี้ เนื่องจากเป็นย่านที่ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยมาจำนวนไม่น้อยใช้เป็นที่พักจุดแรก ก่อนจะเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ของไทย ที่นี่มีที่พักหลากหลายรูปแบบทั้งโรงแรม และเกสต์เฮ้าส์ ตำรวจจะจัดกำลังสายตรวจเดินทางเข้าตรวจสอบพื้นที่เป็นประจำทุกเย็นถึงค่ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการสถานที่พักจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เข้าพักอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบหากเกิดเหตุร้าย เช่นนักท่องเที่ยวสูญหายหรือเกิดเหตุอาชญากรรมขึ้น

               นอกจากข้าวสารแล้ว ยังมีพื้นที่กรุงเทพมหานครหลายแห่ง หลังเกิดเหตุการณ์จี้ตัวประกันโดยกลุ่มก่อการร้ายกลางเมืองซิดนีย์ของออสเตรเลีย หน่วยงานความมั่นคงของไทยต้องเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยว และแหล่งที่พักต่างๆ ที่มีชาวต่างชาติอยู่จำนวนมาก ล่าสุดได้เฝ้าระวังและจับตาแหล่งที่มีชาวอิหร่านอาศัยอยู่จำนวนมาก เช่น นานา พัทยา และ อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อป้องกันกลุ่มคนร้ายจะแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุรุนแรง โดยให้ตรวจสอบบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้ามาพักในพื้นที่เหล่านี้ หากพบเห็นใครมีพฤติการณ์ผิดสังเกต เช่น เข้ามาพักที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลาต่อเนื่องกันนานๆ โดยไม่ได้เดินทางไปไหนมาไหน พักอาศัยอยู่เฉพาะภายในห้องพักจะมีมาตรการในการตรวจสอบทันที

               ความเข้มงวดดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงยกระดับความเข้มข้นขึ้น เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ ทางการมาเลเซียมประสานกับทางการไทย และกลุ่มประเทศในอาเซียนอีกหลายประเทศ เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการรับมือการก่อการร้ายในภูมิภาค สอดคล้องกับกรณีที่สื่อมาเลเซียรายงานข่าว พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใหม่ถึง 4 กลุ่ม เคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายตั้ง "รัฐอิสลามขนาดใหญ่" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงดินแดนทางตอนใต้ของประเทศไทยที่กำลังมีปัญหาความไม่สงบ กลุ่มก่อการร้าย 4 กลุ่มใหม่  ได้แก่ บีเคเอดับเบิลยู, บีเอเจ, ดิมเซีย (Dimzia) และเอดีไอ โดยเชื่อว่ากลุ่มต่างๆ ปฏิบัติการเคลื่อนไหวอยู่ในหลายรัฐของประเทศ อาทิ สลังงอร์ และเปรัก ที่หวังตั้ง "รัฐอิสลาม" ครอบคลุมพื้นที่หลายส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบบเดียวกับกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่เคลื่อนไหวตั้งรัฐอิสลามอยู่ดินแดนที่เป็นประเทศซีเรียและอิรัก (กลุ่มไอเอสไอแอลเดิม หรือ รัฐอิสลามแห่งอิรักและเลแวนต์)

               ทั้ง 4 กลุ่มเคลื่อนไหวเป็นอิสระ รับอุดมการณ์เดียวกับกลุ่มสุดโต่งอย่างอัล-ไกดา และกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือไอเอส และเพิ่งประกาศตั้งรัฐอิสลามในดินแดนคาบเกี่ยวอิรักกับซีเรีย หลังจากยึดครองดินแดนบางส่วนได้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับไทยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตามข่าวก็ระบุชัดเลยว่า ดินแดนทางตอนใต้ของไทยถูกขีดให้เป็นส่วนหนึ่งของ "รัฐอิสลามใหม่" ที่จะเกิดขึ้นตามแผนของกลุ่มที่เคลื่อนไหวดังกล่าวด้วย ไล่จากทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และภาคใต้ของไทย

               ขณะที่ในไทยเคยเกิดเหตุรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มก่อความไม่สงบชาวต่างชาติมาแล้วหลายครั้ง เช่นเมื่อ ปี 2537 เกือบเกิดเหตุระเบิดที่สถานทูตอิสราเอล เมื่อมีคนขับรถหกล้อบรรทุกระเบิดปุ๋ยยูเรีย ระเบิดซีโฟร์ ขับมุ่งหน้ายังสถานทูตอิสราเอล แต่รถบรรทุกเกิดเฉี่ยวชนกับรถมอเตอร์ไซค์ย่านชิดลม คนร้ายชาวอิหร่านจึงทิ้งรถบรรทุกระเบิดและหลบหนีไป

               ในปีเดียวกันเกือบเกิดเหตุวินาศกรรม เป้าหมายอยู่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ตำรวจจับกุมผู้ก่อการร้าย 2 คน ขณะเตรียมนำรถบรรทุกปุ๋ยยูเรียและส่วนผสมระเบิดเต็มคันไปถล่มสถานทูตสหรัฐอเมริกา ถนนวิทยุ โชคดีที่แผนการล้มเหลว เมื่อกลุ่มก่อการร้ายเกิดขับรถซุกระเบิดไปประสบอุบัติเหตุที่แยกชิดลม

               กลางปี 2549 เกิด?กรณีคาร์บอมบ์?รถยนต์ โดยคนร้ายขับรถขนวัตถุระเบิดกว่า 67 กิโลกรัม ประกอบด้วย ซีโฟร์ ทีเอ็นที เชื้อปะทุไฟฟ้าทางทหาร เอ็ม8 วงจรรีโมทคอนโทรล เชื้อปะทุชนวน เชื้อปะทุไฟฟ้า ทางทหาร แอนโฟ (แอมโมเนียมไนเตรท ฟูเอล ออยล์)  จอดไว้เชิงสะพานข้ามทางแยกบางพลัด

               ปี 2555 การบุกจู่โจมตรวจค้นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 2 คูหา ตั้งอยู่เลขที่ 52/15 หมู่ 2 ถนนพระรามที่ 2 ปากทางเข้าวัดกาหลง ต.กาหลง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เพราะทราบว่านายอาทริส ฮุสเซน อายุ 48 ปี ชาวเลบานอน ผู้ต้องสงสัยว่าน่าจะเป็นเครือข่ายของสมาชิกกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ได้เปิดเช่าเอาไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 พบว่ามีการซุกซ่อนปุ๋ยยูเรียบรรจุอย่างดีไว้ในกล่องกระดาษกว่า 400 กล่อง สารแอมโมเนียมไนเตรทละลายน้ำ 8 แกลลอน โดยสารเคมีทั้ง 2 ส่วนถือเป็นสารประกอบตั้งต้นไปทำระเบิดได้ โดยหากมีการนำไปผลิตระเบิดจะมีน้ำหนักมากถึง 4,000 กิโลกรัม 

               ในปีเดียวกัน เกิดเหตุการณ์วินาศกรรมขึ้นภายในซอยปรีดี พนมยงค์ 31 ถนนสุขุมวิท 71 ณ จุดเกิดเหตุพบร่างชายชาวต่างชาติคนหนึ่งนอนอยู่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะในสภาพขาขาดทั้ง 2 ข้าง โดยพยานระบุว่า ชายต่างชาติคนดังกล่าวเป็นคนโยนระเบิดใส่ตู้โทรศัพท์ และรถแท็กซี่ เบื้องต้นคาดว่ามีคนร้ายด้วยกัน 3 คน ซึ่งมากบดานเช่าบ้านอยู่ในซอยปรีดี พนมยงค์ 31 ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดรัฐบาลไทยพยายามบอกว่า ไม่ใช่การก่อร้ายข้ามชาติ