ข่าว

นักข่าวกับตำรวจ

นักข่าวกับตำรวจ

18 ธ.ค. 2557

นักข่าวกับตำรวจ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

               พ.ต.ท.หญิงพรรณวสี บูรณากาญจน์ แห่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอรายงานเอกสารเฉพาะบุคคล เรื่อง “บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปตำรวจ” ในหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง (บสก.) รุ่นที่ 5

               ในฐานะที่ปรึกษา ผมมีความเห็นแย้งว่า สื่อมวลชนไม่น่าจะมีบทบาทในการสนับสนุนปฏิรูปตำรวจ แต่สื่อมวลชนนั่นเองที่จะฉุดดึงให้วงการสีกากีห่างไกลการปฏิรูป ด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจและผลประโยชน์ โดยเฉพาะนักข่าวสายอาชญากรรม หรือที่เรียกว่า นักข่าวตระเวน ตอนที่ผมเข้าสู่อาชีพนี้เมื่อกว่า 30 ปีก่อน

               ว่ากันตั้งแต่ระดับพื้นๆ นักข่าวหรือญาติพี่น้องนักข่าวคนไหน ขับรถผิดกฎ ถูกยึดใบขับขี่ คนที่จะไปเอามาให้ได้โดยไม่เสียค่าปรับสักบาทคือ นักข่าวอาชญากรรม หนักข้อกว่านั้น คือ จ่ายเงินเป็นรายเดือนให้นักข่าว แลกกับอำนาจในการสั่งลงข่าว ลงรูป หรือเขียนข่าวสอพลอยามใกล้ฤดูแต่งตั้ง

               ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วยงานสำคัญ ภายใต้กำกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายหนึ่ง สามารถสั่งให้นักข่าว หัวหน้าข่าวในสังกัดของเขา ลงข่าว ลงภาพได้ตามต้องการ แม้จะเป็นภาพและข่าวที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการตำรวจก็ตาม

               ตำรวจคุมบ่อน นักข่าวรับเงินปิดข่าว ตำรวจซื้อขายตำแหน่ง นักข่าวเขียนเชียร์ ตำรวจหาเงิน นักข่าวอาสาจัดคอนเสิร์ตกากๆ อ้างชื่อตำรวจบังคับซื้อบัตร วงจรอุบาทว์เช่นนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด

               หลัง ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจ กระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจกระหึ่ม มีความพยายามจะตัดวงจรอำนาจของนักการเมืองที่เข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้ง โยกย้ายตำรวจ จนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ แนวความคิดเรื่องการลดทอนอำนาจตำรวจก็มีการพูดถึงกันอีกครั้ง ทุกคนเพิ่งพบว่า อำนาจของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางนั้น แผ่ไพศาล เมื่อตำรวจประพฤติชั่วทั้งขบวนการ ขนาดของความเสียหายก็ใหญ่โตขึ้น แต่ก็ยังไม่มีข้อเสนอที่จะลดทอนอำนาจตำรวจอย่างจริงจัง เพราะตำรวจก็ยังคงหวงกันอำนาจอยู่

               ความจริงปรากฏการณ์พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง เรื่องของพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ที่ทำกันเป็นขบวนการใหญ่โต มีการจ่ายเงินค่าคุ้มครองกิจการน้ำมันเถื่อน อันเชื่อมโยงถึงสถานการณ์ในภาคใต้นั้น เป็นเรื่องที่เคยตั้งข้อสังเกตมายาวนานแล้วว่า นอกจากความขัดแย้งในเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นประเด็นหลักแล้ว ความพยายามที่จะเติมเชื้อไฟให้ภาคใต้ตลอดเวลา ก็เพื่อหล่อเลี้ยงสถานการณ์โดยมีเป้าหมายในเรื่องอิทธิพลและผลประโยชน์ เรื่องความแตกต่างทางความเชื่อและอุดมการณ์เป็นแต่เพียงเรื่องเล็กๆ ที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก

               ความมีตัวตนของพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เป็นภาพสะท้อนจากข่าวที่เกี่ยวข้องกับพงศ์พัฒน์ในหลายเรื่อง คดีสำคัญๆ ที่พงศ์พัฒน์ได้ฝากฝีมือไว้ ถูกรายงานซ้ำๆ แม้ในตอนที่เขาถูกจับ

               ในหลายคดีที่มีการจับกุมผู้ต้องหา ตั้งแต่คดียาบ้า จนถึงคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ พื้นที่ของการรายงานข่าว จะเริ่มจากนายพลตำรวจ ไปจนถึงจ่า เป็นผู้จับกุม หรือแม้แต่การแถลงข่าว ถ้าเป็นข่าวใหญ่ ข่าวฆาตกรรมที่เกาะเต่า ข่าวแถลงที่เกี่ยวข้องกับพงศ์พัฒน์ ต้องมีตั้งแต่ระดับ ผบ.ตร.ไปถึงตำรวจชั้นเล็กๆ ปรากฏตัวอยู่ในที่แถลงข่าว

               การไม่รักษาระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างนักข่าวกับตำรวจ ก็เป็นความเลวร้ายชนิดหนึ่งของวงการสื่อมวลชน