ข่าว

7ข้อดี3ข้ออ่อน'เลือกนายกฯ'

7ข้อดี3ข้ออ่อน'เลือกนายกฯ'

17 ธ.ค. 2557

'สมบัติ' แจง 7 ข้อดี 3 ข้ออ่อน เลือก 'นายกฯ-ครม.' โดยตรง ยันไม่เปลี่ยนระบบปกครองเป็นประธานาธิบดี

 
                               17 ธ.ค. 57  เมื่อเวลา 14.40 น.  นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวรายงานความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกมธ.ฯ ต่อที่ประชุม สปช. ว่า กมธ.เสียงข้างมาก ได้เสนอใช้แนวทางการประยุกต์หลักแบ่งแยกอำนาจ เพื่อลดการผูกขาดของฝ่ายบริหาร และสร้างความเข้มแข็งให้กับนิติบัญญัติต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล โดยให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯ และมีบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็น ครม. 
 
                               มีข้อดี คือ 1. ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติบุคคลที่สมัครเป็น นายกฯ และ ครม. รวมถึงนโยบายก่อนการเลือกตั้งได้ 2. เป็นข้อกำหนดให้พรรคการเมืองคัดคนดีให้ประชาชนพิจารณาเพื่อเพิ่มโอกาสการชนะการเลือกตั้ง 3. ฝ่ายบริหารทำหน้าที่เฉพาะการบริหารไม่ต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ทุ่มเทเวลาแก้ปัญหาให้ประชาชน 4. ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพ 5. ฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องตอบแทน หรือให้จัดสรรงบประมาณให้ ส.ส.ในพื้นที่ ถือเป็นช่วงปิดโอกาสได้ 6. การถ่วงดุลอำนาจมีประสิทธิภาพ คือ เมื่อฝ่ายบริหารประพฤติมิชอบ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบและฟ้องคดีต่อศาลการเมืองได้โดยตรง 7. ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจยุบสภา ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอิสระจากการคุกคามของฝ่ายบริหาร
 
                               นายสมบัติ กล่าวถึงจุดอ่อน ว่า 1. หาก นายกฯ ได้รับเสียงสนับสนุน 20 - 30 ล้านเสียง อาจจะเหิมเกริม แต่กรณีดังกล่าวจะมีการออกแบบเครื่องมือให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบและฟ้องคดีศาลการเมืองได้ หากใครทำผิดต้องถูกตรวจสอบ นอกจากนั้นหลักการเมืองทั่วไป เมื่อประชาชนเลือกคนให้มาทำดี หากเข้ามาแล้วทำทุจริตจะไม่ได้รับการสนับสนุน เหมือนอดีตประธานาธิบดีประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะได้รับเสียงเลือกตั้งจำนวนมาก แต่เมื่อเข้ามาทำทุจริต ประชาชนก็ขับไล่ 2. หากฝ่ายบริหารมีเสียงข้างน้อยในสภา อาจเป็นอุปสรรคต่อการผ่านกฎหมาย ทั้งนี้มีแนวโน้มเป็นไปได้ เพราะมีตัวอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในระเทศไทยไม่ใช่ระบบสองพรรค ดังนั้นหากรัฐบาลได้เสียงสนับสนุนไม่เกินครึ่งหนึ่ง สามารถดึงพรรคอื่นมาสนับสนุนได้ 3. ปัญหาการใช้เงินเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ต้องมีกฎหมายกำหนดการใช้เงินเลือกต้ง และมีมาตรการตรวจสอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่มการเมือง ทั้งนี้ยืนยันว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองไปเป็นประธานาธิบดี เพราะอำนาจของพระมหากษัตริย์ฐานะประมุขของประเทศยังคงมีอยู่
 
                               จากนั้นเป็นการอภิปรายของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เสียงข้างน้อย ที่ขอสงวนความเห็นไว้โดยสาระสำคัญ คือ คัดค้านข้อเสนอให้เลือกตั้ง นายกฯ และ ครม. โดยตรง เพราะเห็นว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ ขายเสียงเลือกตั้ง และการแก้ไขอำนาจของฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งได้ อาทิ นายชัย ชิดชอบ สปช.ฐานะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เสียงข้างน้อย อภิปรายคัดค้าน เนื่องจากระบบดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขการแทรกแซงการเมืองของระบบนายทุนได้ อีกทั้งข้อเท็จจริง เมื่อถึงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองสามารถเรียกรับเงินจากนายทุน 100 - 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเลือกตั้งได้ โดยประเด็นดังกล่าว นายสมบัติ ทราบข้อมูลเป็นอย่างดี เพราะเคยเป็นเลขาธิการพรรคการเมืองบางพรรคอยู่ นอกจากนั้นแล้ว ในการเลือกตั้งระบบเขตที่ผ่านมา มีการซื้อเสียงราคาหัวละ 100 - 500 บาท แต่หากให้เลือกตั้ง นายกฯ และ ครม. โดยตรง ตนขอรับประกันว่า จะมีการซื้อเสียงหัวละ 1,000 - 10,000 บาทแน่นอน อีกทั้งประเด็นดังกล่าวที่ผ่านมา กกต.ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะไม่สามารถส่งคนไปคุมทั้ง 8 หมื่นหมู่บ้านได้ และเขาถือเงินเป็นกระเป๋าเจมบอนด์ และเปลี่ยนมาเป็นเป้สะพายหลังของทหารและลงสู่หมู่บ้าน
 
                               "ผมกังวลมาก และอยากให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญให้ดี และสกัดปัญหาการซื้อเสียงเลือกตั้งให้ได้ โดยสาระสำคัญ คือ ต้องไม่ให้เกิดการต่อรองผลประโยชน์การขายเสียงของ ส.ส.ในสภา ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรบัญญัติให้ นายกฯ ต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเท่านั้น และมาจาก ส.ส. ส่วน ครม. เป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องให้ความเห็นชอบ รวมถึงมีกลไกขจัดทุจริตให้ชัดเจนเพื่อให้ได้คนที่มีคุณธรรม ส่วนจะใช้เงินใช้ทองขอให้เป็นสิทธิ์ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง"
 
                               ด้านนายนันทวัฒน์ บรมานันท์ กมธ.ปฏิรูปการเมือง อภิปรายคัดค้านการเลือกตั้ง นายกฯ และ ครม. โดยตรง เนื่องจากมองว่า หากพรรคการเมืองใดเสนอบัญชีรายชื่อ ครม. ให้เลือกแล้ว แต่พบว่ามีคนเก่งที่เหมาะสมเป็น ครม. ซึ่งอยู่ในบัญชี ครม. ของพรรคการเมืองอื่น อาจทำให้ตัดโอกาสการเข้ามารับใช้ประเทศของบุคคลในบัญชี ครม. พรรคการเมืองอื่นๆ นอกจากนั้นตนขอเสนอให้ นายกฯ มีที่มาจากระบบรัฐสภาแบบเดิมจะเหมาะสมที่สุด แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบการเลือกตั้งให้ได้ผลดียิ่งขึ้น เพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุดเข้ามาทำหน้าที่ ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับ ครม.นั้น ต้องมีการกลั่นกรองก่อนนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยตนมีขอเสนอให้ นายกฯ ทำบัญชีรายชื่อ ครม. เสนอให้รัฐสภาพิจารณาและให้ความเห็น โดยบุคคลที่จะอยู่ในบัญชี ครม. ต้องเป็นคนเก่ง มีความซื่อสัตย์ มีความถนัดเฉพาะด้านที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงนั้น จากนั้นให้ นายกฯ นำบัญชีรายชื่อ ครม. เสนอต่อรัฐสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็นและตรวจสอบประวัติจากบุคคลภายนอกรัฐสภาได้ด้วย ทั้งนี้หากการตรวจสอบพบว่ามีคนที่สังคมไม่สนับสนุน นายกฯ ไม่ต้องตั้งบุคคนนั้น และให้บุคคลอื่นมาเป็น รมต.แทน
 
                               ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ปฏิรูปการเมือง อภิปรายว่า สำหรับการเลือก นายกฯ ต้องทำภายใต้การพิจารณาและเห็นชอบของรัฐสภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่วนการส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น ขอให้เพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในการพิจารณาส่วนดังกล่าวแทนการพิจารณาโดยความเห็นชอบจากกรรมการบริหารพรรคการเมืองเท่านั้น