
'พท.'ยื่นป.ป.ช.สอบคุณสมบัติ'ภักดี'
17 ธ.ค. 2557
'สุรพงษ์ - เรืองไกร' ควงคู่ ยื่นสอบ 'ภักดี' กรรมการ ป.ป.ช. เหตุขาดคุณสมบัติ กรณีรับตำแหน่ง ย้ำ หากขาดคุณสมบัติจริง มติ ป.ป.ช.ที่ผ่านมาเป็นอันตกไป
17 ธ.ค. 57 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อตีด รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ผ่านนายศักดิ์ชัย เมทินีพิศาลกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.ในกรณีขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการ
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อครั้งนายภักดี ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.นั้น ยังได้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท องค์กรเภสัชกรรม - เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ดังนั้น ซึ่งตามกฎหมายต้องลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทภายใน 15 วัน นับแต่วันโปรดเกล้าฯ คือ วันที่ 22 ก.ย. 2549 แต่จากหลักฐานปรากฏว่า หนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทดังกล่าว ลงวันที่ 15 ธ.ค. 2549 แม้นายภักดี จะอ้างว่า ได้ทำหนังสือลาออกจากกรรมการบริษัทไปยังองค์การเภสัชกรรม เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2549 แต่องค์การเภสัชกรรม มีสถานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัท องค์กรเภสัชกรรม - เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ซึ่งแม้ว่าองค์การเภสัชกรรม จะได้แจ้งการลาออกไปยังบริษัทแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ทำเมื่อล่วงพ้น 15 วัน การดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการลาออกไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ที่ระบุถึงคุณสมบัติของการดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขอให้ประธาน ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีดังกล่าว เนื่องจากตนและอดีตคณะรัฐมนตรีเป็นผู้มีส่วนได้เสียกรณีที่ถูกไต่สวนในคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งหากนายภักดี ขาดคุณสมบัติจริง กรณีการไต่สวนเรื่องดังกล่าวก็จะตกไป และจะรวมถึงคดีต่างๆ ที่ผ่านมา ที่นายภักดี มีส่วนรับผิดชอบ ทั้งยังเรียกร้องให้มีการชี้แจงความคืบหน้าใน 15 วัน และระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ ควรให้นายภักดี ยุติการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.และอื่นๆ ชั่วคราว จนกว่าจะมีข้อยุติ และหากไม่มีการดำเนินการตามที่ร้องเรียน ตนจะดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลอาญาต่อไป
ด้านนายเรืองไกร กล่าวว่า หลักฐานดังกล่าวปรากฏชัดอยู่ที่กรมพัฒนาธุรกิจขนาดกลาง และนายภักดี เคยยอมรับต่อวุฒิสภา ว่า การเป็นกรรมการ ป.ป.ช.จะต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 153/1 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ม.11 ระบุชัดว่า หากผู้ที่เข้ารับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ลาออกจากบริษัทที่เป็นกรรมการภายใน 15 วัน ถือว่าไม่ได้เป็นกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่ต้น
"การขาดคุณสมบัติของท่านภักดี ก็หมายความว่า มติของ ป.ป.ช.จะมีปัญหา หากกรรมการท่านใดท่านหนึ่งไม่ใช่กรรมการ มติที่ทำมาทั้งหมดย่อมเสียไป เว้นแต่จะเริ่มประชุมกันใหม่"
เมื่อถามว่า การมายื่นหนังสือครั้งนี้เป็นเพราะคดีจำนำข้าวใกล้จะเสร็จสิ้นหรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องข้าว เรื่องข้าวมีข้อโต้แย้งเยอะ ทางอัยการสูงสุดก็แจ้งข้อไม่สมบูณ์ต่างๆ ไปแล้ว แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณสุรพงษ์ และอีกหลายท่านโดยตรง
เตรียมนำเรื่องร้องสอบคุณสมบัติ 'ภักดี' เข้าที่ประชุม 18 ธ.ค.นี้
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ และนายเรืองไกร ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายภักดี เนื่องจากลาออกจากกรรมการบริษัทเอกชนเกินกว่ากฎหมายกำหนดนั้น
นายปานเทพ กล่าวว่า ได้รับทราบแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว มีการฟ้องร้องเป็นคดีความในชั้นศาล มีการดำเนินการถอดถอน แต่ก็จบไปหมดทุกอย่างแล้ว ขณะเดียวกันการตรวจสอบคุณสมบัติก็มีขึ้นก่อนการเข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.อยู่แล้ว ซึ่งนายภักดีเองก็ทราบ ซึ่งยังสงสัยว่าอำนาจหน้าที่ของตนมีสิทธิ์ตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช.คนอื่นหรือไม่ และจะตรวจสอบได้อย่างไร เพราะไม่มีการระบุไว้ในกฎหมาย ดังนั้นต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในวันที่ 18 ธันวาคม 2557 เพื่อพิจารณา และเปิดโอกาสให้นายภักดี เป็นผู้ชี้แจง
"จริงๆ ก็สงสัย ประธาน ป.ป.ช.จะสอบกรรมการ ป.ป.ช.ยังไง ไม่แน่ใจว่ามีอำนาจสอบกรรมการด้วยกันเอง เพราะมันไม่มี ดังนั้นต้องดูในข้อกฎหมาย และนำเรื่องเข้าที่ประชุมก่อน"
นายปานเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการดำเนินการในลักษณะนี้ เพราะหากมีปัญหาก็จะมีการร้องต่อศาล หรือไม่ก็ยื่นถอดถอนในที่ประชุมวุฒิสภา แต่ไม่เคยมีกรณี ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช.ด้วยกันเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีกรรมการขาดคุณสมบัติ คดีที่เคยชี้มูลจะต้องเป็นโมฆะหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างที่เลขาธิการ ป.ป.ช. (นายสรรเสริญ พลเจียก) ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ไม่น่าจะมีผลย้อนหลัง เพราะถ้ามี ก็จะยุ่งกันใหญ่ จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะส่วนใหญ่เวลาดำเนินการจะเป็นมติของกรรมการทั้ง 9 คน ไม่ใช่แค่กรรมการคนใดคนหนึ่ง
นอกจากนั้น นายปานเทพ ยังกล่าวถึงการปฏิรูปประเทศขณะนี้ด้วยว่า ช่วงนี้มีการเสนอความคิดเห็นเยอะแยะไปหมด แต่ปฏิรูปคือการทำให้ดีขึ้น และต้องทำในสิ่งที่ทำได้ ถ้าปฏิรูปในสิ่งที่ทำไม่ได้ ก็จะมีปัญหา ทั้งนี้ก่อนปฏิรูปควรสอบถามผู้ที่เข้าปฏิบัติ หรือองค์กรนั้นๆ ด้วย เช่น จะปฏิรูป ป.ป.ช. ก็ต้องถามมาทางเราก่อน เป็นต้น จะได้ทำงานสอดคล้องกับการปฏิรูป ดังนั้นปฏิรูปต้องเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ถ้าเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติก็ไม่ใช่ปฏิรูป
ส่วนกรณีที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้ปฏิรูปองค์กรยุติธรรมทั้งหมด นายปานเทพ กล่าวว่า ท่านอาจเสนอในมุมมองของท่าน ก็ยืนยันว่าอย่าสุดโต่ง หลักสำคัญที่สุด คือ องค์กรตรวจสอบต้องเป็นอิสระ ต้องขีดเส้นใต้ไว้เลยว่าต้องเป็นอิสระ ปลอดจากด้านบริหาร ถ้าไม่เป็นอิสระมันทำงานไม่ได้ และต้องดูตัวเองว่าให้เที่ยงตรงด้วย



