
ชงกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์แนวปฏิรูป
ชงกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ หนึ่งแนวปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มจรรายงาน
การเสนอรายงานความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ปฏิรูปชุดต่างๆ ต่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) วันที่ 2 เป็นโอกาสของ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยมีเนื้อหามุ่งปฏิรูปศาลและกระบวนการยุติธรรม โดยเสนอให้มีการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ รวมเร็ว และคล่องตัว โดยตำรวจ มีข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการในสภากิจการสภาตำรวจแห่งชาติ เพื่อกำกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง, กระจายอำนาจการบริหารราชการตำรวจเป็นตำรวจส่วนกลางและตำรวจส่วนท้องถิ่น
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานได้นำเสนอโดยต้องการกำหนดแนวทางของแก้ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายพร้อมกับเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแห่งชาติ รวมถึงภาคประชาชนต้องให้มีส่วนร่วมต่อการระงับข้อพิพาท โดยเสนอให้ตั้งศาลแขวงระดับอำเภอเพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและระงับข้อพิพาทในพื้นที่
ทั้งนี้ สปช. ได้อภิปรายแสดงความเห็นประเด็นเพิ่มเติม ศาลยุติธรรมต้องปรับวิธีการทำงาน โดยเน้นการพิจารณาคดีที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่าเป็นประโยชน์กับภาคธุรกิจ ควรนำ "กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์" เข้ามาประยุกต์ใช้ ขณะที่องค์กรตำรวจมีข้อเสนอให้ปรับองค์กรให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมต่อการดูแลตำรวจด้วย
นายเสรีได้สรุปความเห็นว่า สำหรับแนวคิดการปฏิรูปองค์กรตำรวจนั้นไม่ต้องการทำลายความสำคัญของตำรวจ แต่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรและการปฏิบัติหน้าที่ขอตำรวจฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่าแท้จริง โดยได้คำนึงถึงการทำให้องค์กรตำรวจมีความเป็นอิสระต่อการบริหารองค์กรและบุคลากรรวมถึงอิสระของการทำหน้าที่
ขณะที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายให้ข้อเสนอแนะว่า จากการรับฟังรายงานข้อเสนอแนะและความเห็นของ กมธ.ปฏิรูป ทั้ง 7 คณะและสปช. อภิปรายเพิ่มเติมทั้งวันที่สองนั้นได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ในประเด็นการปฏิรูปตำรวจ เช่น การตั้งสภากิจการตำรวจ รวมถึง "กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์" ก็น่าสนใจ
อย่างไรก็ตามในข้อเสนอที่ให้ตั้งองค์กรชุดใหม่ๆ ขึ้นมานั้นตนขอให้กมธ.ปฏิรูปคณะต่างๆ ได้พิจารณาในรายละเอียดและไตร่ตรองให้รอบคอบ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 35 วรรคท้ายที่ระบุให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับคำว่า "กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์" นี้ดูเหมือนว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าใดหนัก ทั้งๆที่ในประเทศไทยก็มีการกระบวนการนี้อยู่ในกฎหมายเกี่ยวกับคดีเด็กและเยาวชน แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงคดีอาญาทั่วไป ถึงกระนั้นได้มีการนำมาใช้เป็นกระบวนการทางเลือกควบคู่ไปกับกระบวนการ ยุติธรรมอาญากระแสหลัก ที่สามารถยุติคดีทุกประเภทคดีได้ในชั้นตำรวจ อัยการ ศาลและราชทัณฑ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชั้นราชทัณฑ์นั้นเป็นการการช่วยให้ผู้กระทำความผิดกลับคืนเข้าสู่สังคม เป็นกระบวนการที่จะเตรียมการทั้งสังคมและผู้กระทำความผิด ที่ ผู้กระทำความผิดกลับเข้าสู่สังคมแล้ว จะปรับปรุงแก้ไขตนเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคม คือ ทำให้ผู้กระทำความผิดเกิดความสามารถที่จะปฏิบัติตาม กฎหมายและมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่เข้ากับสังคมได้และหลังจากที่มีการบำบัดแล้ว ดังนั้น ชุมชน ท้องถิ่นจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง
หัวใจหลักของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์คือมุ่งป้องกันและเยียวยาจากการกระทำความผิด ซึ่งผู้กระทำความคิดจะเข้าสู่กระบวนการนี้ได้จะต้อง สำนักผิดเสียก่อน โดยประเทศต่างๆนำมาประยุกต์ใช้กันมากแล้ว
สำหรับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยนั้นเข้าใจว่ามีการเรียนการสอนในวิชากฎหมาย รวมถึงหลักสูตรสันติศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆอย่างเช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ที่มุ่งสร้างสันติภาพภายในควบคู่กับการสร้างสันติภาพภายนอก มุ่งสร้างนิสิตที่จบการศึกษาเป็น วิศวกรสันติภาพสร้างสรรค์สังคมให้สันติสุข ส่วนกระทรวงยุติธรรมและศาลเอง ก็มีการนำมาประยุกต์ใช้เป็นแต่เพียงว่ายังไม่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนเท่านั้น
กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จึงถือได้ว่าเป็นแนวทางหนึ่งของกระบวนการสร้างความปรองดอง ซึ่งมีแนวทางในการปฏิบัติพร้อมอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงรอเปิดไฟเขียวให้นำมาใช้ในวงกว้างเท่านั้น



