ข่าว

'มาตรการที่เข้มข้น'

'มาตรการที่เข้มข้น'

17 ธ.ค. 2557

'มาตรการที่เข้มข้น' : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น

                การพิจารณารายงานของกรรมาธิการปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อเสนอความเห็นต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้ตามกำหนด ซึ่งหากเป็นไปตามกำหนดก็น่าที่จะพิจารณาได้เสร็จทั้ง 18 คณะ ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้

                การพิจารณาช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการเท่านั้น ที่น่าสนใจ หากแต่ข้อเสนอจากสมาชิกที่อภิปรายเสริมก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย

                อย่างวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา คณะที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ "คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ" ได้มีข้อเสนอที่เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 กล่าวคือสร้างกลไกไม่ให้ผู้ที่ทุจริตเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง และป้องกันการทุจริต

                โดยพวกเขาเสนอให้ต้องมีมาตรการกำกับและบทลงโทษ นักการเมืองที่พฤติกรรมที่มิชอบ และให้กำหนดให้พรรคการเมืองต้องร่วมรับผิดชอบ โดยพรรคต้องเสนอผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณภาพ มีคุณธรรม หากพบว่าผู้สมัครมีความประพฤติมิชอบพรรคการเมืองต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

                และที่ดูจะเป็นเรื่องใหม่ คือ นักการเมืองต้องร่วมรับผิดชอบความผิดของบุคคลที่ทำหน้าที่ติดตาม ที่ปรึกษา และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องด้วย หมายความว่า หากเป็นไปตามนี้ความผิดจะไม่ติดตัวเฉพาะคนทำเท่านั้น หากจะติดไปถึง "นาย" ด้วย

                ส่วนสมาชิก สปช.ได้อภิปรายเสริมและเสนอว่า หากพบการทุจริตคอร์รัปชั่นเงินแผ่นดินต้องกำหนดให้ติดตามเงินหรือริบทรัพย์สินคืนสู่แผ่นดิน แม้ทรัพย์สินดังกล่าวนั้นจะตกอยู่ในยุคลูก หรือหลานแล้วก็ตาม

                ข้อเสนอทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่เข้มข้นต่อการทำทุจริต อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องคำนึงไม่แพ้กันคือ หลักการที่ผู้บริสุทธิ์ก็ไม่สมควรต้องรับผิด และหลักสิทธิมนุษยชน

                จริงอยู่ว่า ที่ผ่านมามีนักการเมืองหรือผู้ที่ทำทุจริตรู้จักวิธีหลบเลี่ยงการรับผิดทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยหน้าห้อง คนสนิท ที่ปรึกษา หรือเครือข่ายญาติพี่น้องไปทำแทนตัวเอง

                รวมไปถึง แม้บางคนจะไม่ทำเอง แต่กลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้ลูกน้อง บริวาร เครือข่าย ไปทำมาหากิน ให้ยืมชื่อยศ ตำแหน่งไปแอบอ้างโดยไม่ติดใจที่จะห้าม คล้ายกับเป็นการเลี้ยงดูปูเสื่อโดยไม่ต้องออกเงินตัวเอง

                แต่จะเกิดอะไรขึ้น หาก "นาย" ถูกแอบอ้าง เขาจำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบกับการกระทำเช่นนั้นด้วยหรือ 

                เช่นเดียวกับลูกหลานนักการเมือง ที่หลายคนได้รับการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจากผู้เป็นบุพการี ทำให้ร่ำรวยมหาศาลทั้งๆ ที่ยังมีอายุไม่มาก บางคนเพิ่งบรรลุนิติภาวะมาได้ไม่นานกลับมีเงินเป็นจำนวนมาก 

                เพราะนักการเมืองหลายคนนิยมนำทรัพย์สินไปให้บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบทรัพย์สิน

                แต่ในทางกลับกันก็ใช่ว่าลูกหลานนักการเมืองจะได้เงินมาจากการทุจริตทุกคน บางคนอาจทำมาหากินอย่างสุจริต เช่นนี้เราจะแยกแยะทรัพย์จากการทุจริตอย่างไร เพราะเขาไม่ได้เป็นผู้กระทำและเป็นผู้หาทรัพย์สินมาด้วยตัวเอง หรือสุดท้ายเราต้องให้พวกเขาแสดงทรัพย์สิน แม้จะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม

                การ "สมดุล" ระหว่างสองด้าน จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและคำนึงถึงหลักการปกป้องผู้บริสุทธิ์ไม่ให้น้อยไปกว่าเอาโทษกับผู้กระทำความผิด

                ส่วนประเด็นที่จะถูกโฟกัสในช่วงเวลาที่เหลือของการอภิปราย จะอยู่ที่การจัดโครงสร้างอำนาจทางการเมือง เช่นระบบการเลือกตั้งว่า เรากำลังจะใช้ระบบไหน ใช้แบบบัญชีรายชื่อเป็นส่วนใหญ่ หรือ ใช้แบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ และที่เป็นประเด็นที่คาดว่าจะมีผู้อภิปรายเป็นอย่างมากคือ เรื่องการสมควรเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงหรือไม่

                ข้อเสนอของกรรมาธิการต้องการให้เลือกนายกฯ และคณะรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งมีผู้สนับสนุนเป็นสถาบันการศึกษาหลายๆ แห่งรวมไปถึงกรรมาธิการในชั้น สนช.ด้วย แต่ก็ใช่ว่าเสียงทั้งหมดจะเป็นเอกฉันท์ เพราะเสียงจากข้างนอกอย่างพรรคการเมือง หรือนักวิชาการ ก็ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่อง ซึ่งในที่นี้รวมไปถึง "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" และ "วิษณุ เครืองาม" ด้วย

                เป็นครั้งแรกที่ข้อดีข้อเสียจะถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยบนเวทีอย่างเป็นทางการในห้องประชุมสภา