
เลือกตั้งนายกฯโดยตรงปัญหาจะตามมาไม่รู้จบ
เลือกตั้งนายกฯโดยตรงปัญหาจะตามมาไม่รู้จบ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยศักรินทร์ เข็มทอง
กำลังเป็นประเด็นร้อนของกรรมาธิการด้านการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กับข้อเสนอให้แยกฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องประกอบเป็นคณะบุคคลโดยจะสังกัดพรรคหรือไม่ก็ได้ เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งทางตรง โดยผู้ที่ได้รับเลือกดังกล่าวต้องมีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี และดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน โดยคณะบุคคลที่จะสมัครเป็นนายกฯ และครม.ต้องมีนโยบายหาเสียงที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริงและระบุแหล่งที่มาของโครงการเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณานั้น
"ดิเรก ถึงฝั่ง" สมาชิก สปช.ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยสะท้อนว่าการเลือกนายกฯ โดยตรงไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและจะมีแต่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย หากยังยืนยันว่าจะใช้วิธีการแบบนี้ !!!
ความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอเลือกตั้งนายกฯและครม.โดยตรง มองว่าอย่างไร
มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอยู่ขณะนี้ ประมาณ 5-6 คน รวมทั้งตัวผมเองที่ไม่เห็นด้วย ได้ค้านเอาไว้ เพราะที่เราฟังในการอภิปราย เขาได้พูดถึงเรื่องจะหาวิธีที่จะงดสกัดกั้นการซื้อสิทธิ์ แล้วก็นำมาสู่การเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง มันแก้ไม่ได้หรอก ถ้ามีเหตุผลแค่เรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง แล้วมาเลือกนายกฯ โดยตรงเนี่ย เหตุผลอื่นมันจะตามมาอีกเยอะมาก มันเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถจะทำได้ ถ้าคนมันจะซื้อเสียง จะเลือกโดยอะไรมันก็ซื้อได้ทั้งนั้น มันเป็นการแก้ที่ผิดวิธี ว่ากันง่ายๆ เถอะ ส่วนตัวดูแล้วว่า นอกจากผิดวิธีแล้ว ปัญหาจะมีตามมาอีกมากมาย อย่างแรก การเลือกนายกฯหรือ ครม.โดยตรง มันเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจที่สหรัฐอเมริกาใช้กัน มันไปใกล้เคียงกับการเลือกประธานาธิบดีมาก ฉะนั้นจะมีปัญหาตามมาอีกเยอะหลายประการ
แล้วควรจะใช้โครงสร้างการเมืองรูปแบบเดิมหรือปรับปรุงใหม่
อย่างนี้ครับ โครงสร้างการเมืองที่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเขาใช้กัน มีอยู่ด้วยกัน 3 โครงสร้าง 1.ระบบควบอำนาจ ซึ่งไทยเราเองเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้ระบบนี้อยู่ คือทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัติญัติ ทำงานด้วยกัน เป็นเหมือนคนคนเดียวกัน ทำงานแบบเดียวกัน 2.ระบบแบ่งแยกอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ คือ เลือกประธานาธิบดี และ 3.แบบผสม คือผู้บริหารมีอำนาจมาก หรือที่เรียกว่า ระบบกึ่งประธานาธิบดี คือมีทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ฝรั่งเศสใช้ระบบนี้อยู่ ถามว่าทั้ง 3 ระบบนี้เป็นประชาธิปไตยไหม มันก็เป็นทุกระบบ เพราะฉะนั้นเราจะใช้ระบบไหน มันก็ถูกต้องหมด แต่ต้องไม่ลืมว่า ในเมืองไทย เขามองตรงเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียงมากจนเกินเหตุไป พยายามจะออกกฎหมายจะสร้างระบบอะไรมาป้องกันในเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง มันป้องกันไม่ได้หรอก ถ้าคนมันจะโกง
วิธีการจะทำอย่างนั้น มันต้องทำในจุดที่เป็นเรื่องการฝึกคน ในเรื่องการสอนคน เพื่อให้คนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งในเรื่องจริยธรรมทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ ถ้าเราสามารถสอนคน พัฒนาคนให้เข้าใจ การซื้อสิทธิ์ขายเสียงจะหมดไปเอง แล้วสอนให้เขารู้ว่า คนที่จะลงทุนตั้งยี่สิบสามสิบล้าน เพื่อจะเข้ามาเอาเงินเดือน เดืนละ 5-6 ล้าน เป็นไปไม่ได้ อันนี้ถ้าเทียบกับเวลาการเป็น ส.ส. 4 ปี และ ส.ว. 6 ปี มันขัดกับหลักธุรกิจ ไม่มีใครเขาทำกัน ที่เขาลงทุน ก็เพราะเขามองเห็นทาง แล้วเขาก็จะไปชักทุนเอาข้างหน้า ทุนคืนคืออะไร ก็คือการทุจริตคอร์รัปชั่น สิ่งเหล่านี้เราต้องมีการส่งเสริมกระจายความรู้ไปให้ทั่วประเทศ
สรุปว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกโดยตรง และงดเสียงในการแปรญัตติ ต้องไปคุยกันในสภา และอย่างที่เรียนไป ถ้าจะเป็นเพราะการป้องกันการทุจริต แก้ไม่ได้หรอก และปัญหาอื่นจะตามมาอีก เมื่อนายกฯ ไม่มี หรือเกิดเหตุขัดข้อง เหตุไม่คาดฝัน รวมทั้งอุบัติเหตุทางการเมือง ใครล่ะจะเป็นคนรักษาการ และใครจะมาเป็นนายกฯ คนใหม่ ต้องมาเลือกกันใหม่อีกหรือเปล่า ดูแล้วค่อนข้างจะวุ่นวาย
แล้วทำไมถึงมีการเสนอแนวคิดการเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมนีขึ้นมา
การเลือกตั้งแบบเยอรมนี ยิ่งไม่เหมาะสมกับเมืองไทยอย่างยิ่งเลย เพราะระบบซับซ้อน การเลือกตั้ง ต้องเรียนว่า จำไว้นะครับว่า การเลือกตั้งที่ง่าย ปฏิบัติง่าย เข้าใจง่ายที่สุด ซึ่งทุกวันนี้มันสอดคล้องกันดีอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ปัญหาที่ระบบ มันเป็นปัญหาที่ตัวคน ผมก็ยังไม่เห็นด้วยที่จะนำรูปแบบระบบของเยอรมนีมาใช้ แบบเก่าที่เราใช้อยู่สอดคล้องอยู่แล้ว และคนก็ปฏิบัติจนเคยชิน และก็เป็นรูปแบบการปกครองของระบอบประชาธิปไตยอยู่ 1.ง่าย 2.ชัดเจน 3.กะทัดรัด คนไม่สับสน ชาวบ้านปฏิบัติได้
คสช.เข้ามาดูเป็นเพื่อทำให้สถานการณ์พักรบชั่วคราว คิดว่าการแก้ปัญหาชอบธรรมและถูกจุด ควรทำอย่างไร
คือเป้าหมายของรัฐประหารครั้งนี้ ทำให้เกิดมีการตั้ง สนช. สปช. การทำงานอีกหลายๆ อย่างที่ประชาชนรับรู้ เขาก็มีความต้องการที่อยากจะเห็นบ้านเมืองสงบ เจตนารมณ์ชัดเจน จึงมีแนวคิดที่จะปฏิรูป จึงระดมทุกฝ่ายเข้ามาช่วย หาทางออกให้บ้านเมือง เมื่อมี สปช.แล้ว อยากให้สมาชิกทุกคนช่วยกันคิดว่า ร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปในหลักที่จะออกมาเป็นตัวสำคัญ ชี้เป็นชี้ตาย ว่าการเมืองของไทยจะเดินไปข้างหน้าได้ไหม รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่อคติกับใครเลย ไม่เอาคนเป็นตัวตั้ง ไม่เอาพรรคการเมืองเป็นตัวตั้ง แต่ใช้หลักการร่างรัฐธรรมนูญที่สากลใช้กัน คือ จำกัดอำนาจของผู้ปกครอง คุ้มครองสิทธิ์ประชาชน สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม และสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้แก่รัฐบาล
อธิบายเป็นภาพให้เห็น คือ ในเรื่องการจำกัดอำนาจคนปกครอง คือ ไม่ต้องการให้รัฐบาลที่มาบริหารประเทศ ใช้อำนาจเผด็จการ โดยไม่ฟังใคร ส่วนในเรื่องการคุ้มครองสิทธิ์ประชาชน เป็นเรื่องที่สำคัญมากในระบอบประชาธิปไตย ต่อมาเรื่องสร้างความเป็นธรรม อธิบายว่า ในสังคมทุกวันนี้ เราจะได้ยินกันจนชินหูว่า คนจนทำผิดติดคุก คนรวยทำผิดไม่ติดคุก คนรวยหรือคนมีอำนาจ ยศฐาบรรดาศักดิ์ทำความผิด ก็ใช้อำนาจ หรือความรวยวิ่งเต้น ไม่ติดคุก ฉะนั้นรัฐธรรมนูญต้องกำหนดหรือเขียนไว้ว่า ให้สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม รัฐธรรมนูญจะเป็นตัวกำกับ
ต่อมาในเรื่องการสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล รัฐบาลเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ เขาต้องมีอำนาจ มีเสถียรภาพในการบริหารประเทศให้มันเดินไปข้างหน้าให้ได้ เช่น การมีปัญหาในรัฐธรรมนูญ ปี 50 มาตรา 190 รัฐบาลจะไปเซ็นสัญญากับใครก็ต้องเข้าสภา ปรากฏว่าเรื่องที่ส่งเข้ามา ล่าช้าในสภาเป็นเดือนๆ แล้วพออะไรที่มันต้องเร่งด่วน ชิงความได้เปรียบ มันเสียไปหมด เรื่องอะไรที่เป็นความลับก็ถูกเปิดเผยหมด ทำให้รัฐบาลบริหารเพื่อผลประโยชน์ประเทศได้ลำบาก
อีกอันหนึ่ง คือ เรื่องระบบการโยกย้าย ซึ่งถูกพูดถึงตลอด ทุกวันนี้คนพยายามจะไม่ให้รัฐบาลมีปัญหา ข้าราชการคือมือไม้ของรัฐบาล รัฐบาลเข้ามา แล้วจัดการออกนโยบาย แล้วส่งมอบให้ข้าราชการไปบริการประชาชน เป็นวงจรแบบนี้ ฉะนั้นรัฐบาลต้องควบคุมข้าราชการได้ ถ้าข้าราชการไม่ทำตามนโยบาย รัฐบาลต้องย้ายข้าราชการได้ แต่ทุกวันนี้รัฐบาลโยกย้าย ทางข้าราชการไปฟ้องร้อง แล้วรัฐบาลเอาอำนาจของตัวเองไปไว้ที่ไหน ถ้ามือไม้ของรัฐบาลคือข้าราชการแข็งข้อแล้วนโยบายจะไปสู่ประชาชนได้อย่างไร เขาบอกต้องทำข้าราชการให้มั่นคง แข็งแรง การเมืองแตะต้องไม่ได้ ถ้าการเมืองบังคับบัญชาไม่ได้ ข้าราชการไม่เชื่อฟังใคร แล้วบ้านเมืองนี่จะเดินไปตรงไหนกันล่ะ
อย่างที่ คสช.เข้ามาขณะนี้ เห็นไหม ย้ายข้าราชการเป็นร้อย เพราะอะไร เพราะต้องการเอาคนไม่ดีออกไป เปลี่ยนไป มันต้องเปลี่ยนได้ แต่ตอนนี้มีการพูดกันว่า ต้องทำให้การเมืองย้ายข้าราชการไม่ได้ มันทำไม่ได้ มันต้องทำอะไรไม่ให้ผิดหลักความเป็นจริง ผิดหลักของสังคม
มองการทำงาน สปช. สามารถเดินหน้าได้เหมาะสมหรือมีอะไรที่ต้องแนะนำ
เวลานี้วันที่ 8 มกราคม เป็นวันสุดท้ายที่จะส่งข้อเสนอแนะให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนกรรมาธิการทั้ง 18 คณะของ สปช. เราได้เสนอแนวทางไปหมดแล้ว สุดท้ายจริงเสนอได้ถึงวันที่ 9 ถ้ามองตามโรดแม็พที่วางไว้ ขณะนี้เดินไปพอดีแล้ว ส่วนปัญหาระหว่างกรรมาธิการยกร่างฯ กับกรรมาธิการต่างๆ ไม่มีอะไร ส่วนข้อเสนอที่เสนอไปจะนำไปใช้หมดหรือไม่ นั่นคือเรื่องที่กรรมาธิการยกร่างฯ ต้องไปคุยกันเอง โดยในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีเรื่องที่ต้องปฏิรูป 11 ด้าน ใน 11 ด้าน หัวใจสำคัญที่เร่งด่วนและต้องทำให้บรรลุโดยเร็ว คือ เรื่องการเมือง เพราะการเมืองมันไม่เข้มแข็ง ถึงมีปัญหา ล้มเหลวมาตลอด ต้องมีการรัฐประหาร เพราะเกิดการทะเลาะกันเองในแวดวงการเมือง แย่งอำนาจกัน ต้องทำการเมืองให้เข้มแข็ง เพราะเราปกครองในระบบประชาธิปไตย เราต้องสร้างการเมืองในระบบนี้ ให้มันเดินได้ถูกต้อง
ควรออกแบบโมเดลทางการเมืองอย่างไรให้มีเสถียรภาพเป็นธรรม
ทุกอย่างในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต้องมีการถ่วงดุล การออกแบบอะไรก็ตามในระบบนี้ต้องถ่วงกัน ถ่วงดุลนี้ไม่ได้หมายความว่าก้าวก่ายอำนาจกัน การปกครองของเราตอนนี้มันเป็นควบอำนาจ มันถ่วงดุลกันในตัวอยู่แล้ว
อนาคตการเมืองไทยหลังมีรัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นอย่างไร
ถ้ารัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมา ไม่มีอคติอย่างที่เรียนไปตอนแรก เชื่อว่าการเมืองบ้านเราจะเดินไปได้ เป็นที่ยอมรับของสังคม แต่ถ้าออกมาแบบมีอคติ พอมีการเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วทำการแก้รัฐธรรมนูญ พอมีการแก้ก็จะมีคนออกมาขวางอีก ทะเลาะกันอีก แล้วก็มีการปฏิวัติอีก มันก็จะวนอยู่ที่เดิม ฉะนั้นสำคัญที่สุดอย่ามีอคติ แล้วต้องสร้างกลไกการถ่วงดุลที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย
มีข้อแนะนำกับ คสช.อย่างไรบ้าง
คือ คสช.มุ่งเรื่องการปรองดอง แล้วก็จะถูกกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญภาคที่ 4 ด้วย ฉะนั้นต้องบอกทุกฝ่ายว่า ต้องยึดหลักความปรองดอง ความถูกต้อง ความเป็นธรรม เพราะคือตัวสำคัญที่จะชี้ว่าปรองดองหรือไม่ปรองดอง ถ้าเมื่อไหร่ยังมีอคติ เมื่อไหร่ยังไม่ยึดหลักร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ปรองดองไม่ได้ เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดที่จะปรองดองและจะวางในรัฐธรรมนูญ ต้องเริ่มสร้างความปรองดองตั้งแต่ต้นและไม่มีอคติ



