ข่าว

ปั่นสบายๆ สไตล์ ‘จ้อ’อทิตา

ปั่นสบายๆ สไตล์ ‘จ้อ’อทิตา

18 ธ.ค. 2557

ขอเวลานอก : ปั่นสบายๆ สไตล์ ‘จ้อ’ อทิตา : เรื่อง วันวิสา โรจน์แสงรัตน์ /ภาพ กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร

 
              "เป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรงเป็นความดันต่ำ จะเล่นกีฬาอะไรจะต้องคิดนิดหนึ่ง อย่างปั่นจักรยานก็จะไม่ใช้ความเร็วมากนักจะตั้งความเร็วไว้เลยว่าควรเป็นเท่าไหร่ถ้าเพิ่มขึ้นกว่านี้ก็จะค่อยๆ ผ่อนลง คือไม่หักโหมเอาแค่พอได้เหงื่อ และให้หัวใจได้สูบฉีด"
 
              ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเทรนด์การออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยาน เป็นที่นิยมในบ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนบางหน่วยงานมีการจัดแบ่งสถานที่ทำเป็นสนามปั่นสาธารณะให้บรรดานักปั่นได้มีพื้นที่ในการออกกำลังขาอย่างเต็มที่ แต่สถานที่ปั่นเหล่านั้นคงไม่จำเป็นสำหรับนักปั่นมือสมัครเล่นอย่าง "จ้อ" อทิตา สุธาดารัตน์ คุณแม่ลูก 2 วัย 40 ต้นๆ ที่บอกเลยว่าแม้จะขี่จักรยานมานานกว่า 10 ปีแต่ไม่เคยมีความคิดที่จะนัดแนะก๊วนเพื่อนฝูงไปปั่นตามสนามใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด รวมทั้งตามงานอีเวนท์ต่างๆ ด้วยเธอบอกว่าไม่ต้องการเป็นภาระของใคร
 
              ในวันที่มีโอกาสเจอกันครั้งแรกภายในบ้านพักหลังใหญ่ในหมู่บ้านนวธานี ย่านถนนเสรีไทย ก่อนที่จะชักชวนกันปั่นจักรยานในช่วงแดดร่มลมตก เธอชักชวนนั่งเล่นพร้อมพูดคุยภายในบ้านหรูหลังใหญ่ ก่อนเปิดฉากเล่าอย่างเป็นกันเองว่า งานหลักๆ เลยคือการดูแลลูกๆ ทั้ง 2 คนคือ "น้องพราวด์" พศุฒม์ สุดลาภา วัย 14 ปี กับ "น้องพร้อม" นภดล วัย 10 ปี จนเมื่อประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมาเพิ่งเริ่มทำแบรนด์บีชแวร์ของตัวเอง โดยใช้ชื่อ "ATITA" และรับเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสารหัวนอก 2 ฉบับด้วย และเมื่อใส่ใจงานหลักเต็มที่แล้ว ก็ต้องหันมาใส่ใจตัวเองบ้าง ซึ่งเธอบอกว่าให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากๆ ด้วยออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งวิ่ง ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำ
 
              "ด้วยความที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเวลาเกือบทั้งหมดจึงต้องทุ่มเทให้ลูก จะมีเวลาส่วนตัวเพื่อออกกำลังกายบ้างก็คือช่วงเย็น อย่างจักรยานนี่ที่จริงเริ่มมาจากลูกๆ ตั้งแต่ประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นน้องพราวด์อายุประมาณ 4 ขวบเป็นช่วงที่จะเปลี่ยนจากจักรยาน 4 ล้อเป็น 2 ล้อ ส่วนน้องพร้อมก็ประมาณ 8 เดือนเริ่มคอแข็งแล้ว เลยซื้อจักรยานแล้วเอาน้องพร้อมใส่ที่นั่งเด็กขี่ไปด้วยกัน แรกๆ ก็ขี่เล่นกันในบ้านนี่ล่ะ จากนั้นก็เริ่มออกไปนอกบ้านโดยมีพี่เลี้ยงหนึ่งคนไปช่วยดู ตอนนั้นเราสนุกสนานกันมาก พอลูกๆ โตขึ้นคนเล็กเริ่มขี่รถ 4 ล้อและเปลี่ยนเป็น 2 ล้อ เราก็จะออกไปขี่เล่นกันรอบหมู่บ้าน 3 คนโดยไม่ต้องมีพี่เลี้ยงเหมือนแต่ก่อน" คุณแม่คนเก่งย้อนเล่าถึงที่มาของการเริ่มต้นออกกำลังกายในแบบที่ชื่นชอบ
 
              เมื่อเวลาเปลี่ยนไปลูกๆ เริ่มโตขึ้นและขี่กันเก่งมาก พวกเขาก็เริ่มหมดสนุกไม่ตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อนและหันไปเล่นกีฬาอย่างอื่นแทน ส่วนคุณแม่ยังคงสนุกอยู่เหมือนเดิม แต่เมื่อลูกๆ ไม่ชอบเท่าไหร่จึงห่างหายจากการปั่นไปพักใหญ่ จากทุกอาทิตย์ก็กลายเป็นเดือนละครั้ง จนรู้สึกแย่ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าที่ควรจึงหันกลับมาปั่นอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยจัดตารางเป็นประจำทุกวันจันทร์ช่วง 5 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ลูกๆ เรียนพิเศษ คุณแม่จะมีเวลาว่างประมาณ 2 ชั่วโมง หรือถ้าวันอื่นๆ ว่างก็จะหาเวลาเพิ่ม
 
              หลังจากนั่งคุยกันพักใหญ่สาวรักสุขภาพจึงขอตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดทะมัดทะแมง ก่อนคว้าจักรยานคันโปรดเตรียมปั่นทันที พลางเล่าต่อว่าตอนนี้มีรถอยู่ 2 คัน คือแบบที่แฮนด์ต่ำต้องก้มหน้าขี่ และแบบแฮนด์สูงเวลาขี่ต้องเงยหน้าทำให้เห็นวิวสองข้างทางซึ่งจะชอบมากกว่า ส่วนราคาก็ต้องสมเหตุสมผลด้วย ก่อนเริ่มปั่นคุณแม่ยังสาวออกตัวว่า เป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรงเป็นความดันต่ำ จะเล่นกีฬาอะไรจะต้องคิดนิดหนึ่ง อย่างปั่นจักรยานก็จะไม่ใช้ความเร็วมากนักจะตั้งความเร็วไว้เลยว่าควรเป็นเท่าไหร่ถ้าเพิ่มขึ้นกว่านี้ก็จะค่อยๆ ผ่อนลง คือไม่หักโหมเอาแค่พอได้เหงื่อ และให้หัวใจได้สูบฉีด ที่ผ่านมาจะสังเกตได้เลยว่าถ้าปั่นเร็วมากจะปวดเข่า เลยตั้งใจว่าจะค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องตั้งเป้าอะไรมาก ซึ่งหลังจากที่ลองมาหลายรูปแบบก็ลงตัวกับเวลา 1 ชั่วโมงด้วยระยะทางปั่น 10 กิโลเมตร และความเร็วไม่เกิน 24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่สำคัญไปกว่านั้นคือทุกครั้งจะปั่นเพียงคนเดียวจะมีก็แต่เสียงเพลงเท่านั้นที่เป็นเพื่อนคลายเหงา
 
              "ที่ผ่านมากว่า 10 ปีจะไม่ค่อยชอบรวมกลุ่มกับใครยกเว้นแต่ลูกๆ อย่างนัดกันไปตามสนามปั่นหรือต่างจังหวัดแบบนั้นไม่ไปเลยมันลำบากเกินไป ไม่ชอบปั่นแบบเป็นแก๊งด้วยมันอึดอัด กลัวไปกับเขาแล้วจะกลายเป็นภาระ คือเราไม่ได้ปั่นเร็ว ปั่นไปดูโน่นดูนี่ชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อย เห็นวิวตรงไหนสวยหรือพระอาทิตย์กำลังตกก็แวะถ่ายรูปบ้าง ฉะนั้นในหมู่บ้านนี่ล่ะดีที่สุด อากาศดีด้วย วิวก็สวย โดยเฉพาะโซนที่ชอบขี่เป็นแถวสนามกอล์ฟ มีต้นไม้สองข้างทางไม่ค่อยมีรถผ่าน ไม่เสี่ยงอุบัติเหตุ เรียกว่าลงตัวทุกอย่างเลยไม่ต้องดิ้นรนไปที่ไหนอีก" สาวสวยเล่าอย่างออกรส
 
              ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมงเต็มที่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนหลังอาน คุณแม่นักปั่นบอกอย่างอารมณ์ดีว่าเป็นช่วงเวลาที่จะได้ผ่อนคลาย ได้อยู่กับตัวเองเพื่อได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้ปลดปล่อยความคิด ซึ่งนั่นก็เหมือนกับการสวดมนต์ ที่จะช่วยให้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นๆ คือถ้าก่อนขี่มีเรื่องเครียดๆ อยู่ พอมาขี่จะช่วยให้ผ่อนคลาย ได้ปลดปล่อยความเครียดออกไป แต่ถ้าเวลานั้นอารมณ์ดีอยู่แล้ว พอได้ปั่นได้สัมผัสบรรยากาศดีๆ วิวสวยๆ ก็ทำให้มีความสุขยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนเรื่องสุขภาพคงไม่ต้องพูดถึงเพราะได้แน่นอนอยู่แล้ว