
เปิดข้อเสนอกมธ.พลังงานชงรื้อโครงสร้างกพช.
เปิดข้อเสนอกมธ.เศรษฐกิจ-สวล. พลังงานชงรื้อโครงสร้าง กพช.
ยังมีข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการปฏิรูปอีกหลายชุดที่ส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ แต่ตกหล่นไม่ค่อยได้รับความสนใจ ทั้งที่หลายข้อเสนอมีสาระและร้อนแรงไม่แพ้ประเด็นทางการเมือง
ราคาพลังงานต้องเป็นธรรม
เริ่มจากข้อเสนอแนะของกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สรุปได้ดังนี้ 1.รัฐต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการ ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพความทั่วถึงและเท่าเทียม ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
ทั้งนี้ ราคาพลังงานที่เหมาะสมและเป็นธรรม หมายถึง ราคาพลังงานที่ผู้บริโภคจ่ายจะต้องไม่อยู่ในระดับที่ทำให้ผู้ประกอบกิจการพลังงานได้กำไรเกินควร แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ผู้ประกอบกิจการต้องประสบปัญหาการขาดทุน ขณะเดียวกันราคาพลังงานก็ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และไม่ควรได้รับเงินอุดหนุนจนทำให้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม รัฐอาจให้การอุดหนุนเพื่อให้ผู้ใช้พลังงานที่มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาสสามารถซื้อพลังงานที่จำเป็นได้ในราคาที่ต่ำเป็นพิเศษ
2.กิจการพลังงานเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งรัฐต้องกำกับดูแลให้มีการประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นธรรม และคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ การที่ถือว่าพลังงานเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ก็ไม่ได้หมายความว่าภาครัฐจะต้องลงทุนและดำเนินการผลิตสินค้าพลังงานแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นในทุกกรณีไป สินค้าพลังงานหลายชนิดเป็นกิจการที่มีตลาดซึ่งมีผู้ประกอบการที่แข่งขันกันได้ เช่น การกลั่นและการขายน้ำมัน รวมทั้งการผลิตไฟฟ้า ในกรณีนี้รัฐควรปล่อยให้เอกชนดำเนินการแข่งขันกันในตลาดให้มากที่สุด โดยรัฐเพียงกำกับดูแลมิให้มีการผูกขาดตัดตอนหรือการใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ
แต่ในกรณีที่กิจการพลังงานบางประเภท มีลักษณะเป็นการผูกขาดโดยธรรมชาติ เช่น กิจการสายส่งไฟฟ้า รัฐก็จำเป็นต้องกำหนดให้มีการกำกับดูแลของหน่วยงานอิสระอีกหน่วยหนึ่ง
เสนอรื้อโครงสร้าง กพช.ใหม่
3.ภาคประชาชนมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพลังงาน รวมทั้งติดตามและตรวจสอบการดำเนินนโยบายของภาครัฐด้วย เพราะปัจจุบันการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศอยู่เฉพาะในหมู่ผู้มีอำนาจในภาครัฐ ทั้งที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ
โครงสร้างการตัดสินใจในระดับสูงสุด คือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ถูกออกแบบให้เปรียบเสมือนเป็นส่วนย่อของคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถประชุมและตัดสินใจได้รวดเร็ว และทำหน้าที่แทน ครม.ได้เลย โดยเมื่อตัดสินใจในประเด็นพลังงานต่างๆ แล้ว ก็เพียงแจ้งให้ ครม.ได้รับทราบ
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีข้อเสนอปรับปรุงโครงสร้างและกลไกการพิจารณาและกำหนดนโยบายพลังงานเสียใหม่ โดยจะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและผู้ประกอบกิจการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอและกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งให้มีช่องทางให้ภาคประชาชนและผู้ประกอบกิจการสามารถติดตามและตรวจสอบการดำเนินนโยบายและการใช้อำนาจของภาครัฐได้มากขึ้น
4.รัฐต้องส่งเสริมให้มีการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนและชุมชนเป็นผู้ผลิตเพื่อใช้เองและเพื่อจำหน่ายด้วย โดยจัดให้มีกฎหมายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน
ระยะหลังการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้การผลิตพลังงานหมุนเวียนมีขนาดที่เล็กลงได้ โดยระดับครัวเรือนและชุมชนขนาดเล็กก็สามารถลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เพื่อผลิตพลังงานไว้ใช้เอง และขายที่เหลือเข้าตลาดได้แล้ว เช่น การผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา แต่การดำเนินการของผู้ผลิตรายย่อยยังมีอุปสรรคหลายประการ ทั้งกฎระเบียบการขออนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ และเงื่อนไขการรับซื้อพลังงานจากผู้ผลิตรายย่อย
กรรมาธิการเชื่อว่า การผลิตพลังงานที่มีขนาดเล็กโดยประชาชนและชุมชนที่มีศักยภาพสูง จะช่วยลดภาระการลงทุนของภาครัฐและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
ให้คุมเข้มสัมปทานปิโตรเลียม
5.ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติอื่นๆ เป็นทรัพยากรของชาติและมีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ การสำรวจ การผลิต และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรนั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญแก่การใช้ในประเทศเป็นลำดับแรก
ข้อเสนอข้างต้นเป็นการย้ำเตือนว่า ในการอนุญาตให้สำรวจและผลิตปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติ ภาครัฐต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน เริ่มตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ได้รับใบอนุญาตมีการสำรวจที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้สำรวจพบทรัพยากรให้ได้มากที่สุด และทำให้ส่วนแบ่งของรัฐมีมูลค่าสูงสุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่เป็นการทำลายสภาพสิ่งแวดล้อมมากเกินไปและไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชนในบริเวณใกล้เขตสำรวจและผลิต
เมื่อสามารถผลิตได้แล้ว การนำปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติมาใช้ก็ควรสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ เช่น ทำให้ประเทศสามารถลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าลงได้ สร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่
สำหรับรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆ ที่ได้จากการผลิตปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติ นอกจากรัฐจะใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาประเทศโดยรวมแล้ว ก็ควรใช้จ่ายให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในท้องถิ่นบริเวณพื้นที่ผลิตอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
6.ส่งเสริมให้มีงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน และส่งเสริมสังคมให้มีความรู้ ความตระหนักและพฤติกรรมเพื่อให้มีการผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
กมธ.ทรัพย์ฯ-ตั้งศาลสิ่งแวดล้อม
ด้านกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปช.เสนอประเด็นต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 8 ประเด็น ได้แก่ 1.จัดให้มีระบบการจัดการทรัพยากรน้ำที่ชัดเจนและบูรณาการ 2.จัดให้มีระบบและแผนจัดการทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ของประชาชนทุกภาคส่วนได้อย่าง 3.ทรัพยากรทางทะเลเป็นของชาติ ประชาชนมีสิทธิใช้และมีหน้าที่ช่วยกันดูแล ฟื้นฟูให้ทรัพยากรทางทะเล อยู่ในสภาพสมบูรณ์
4.การตั้งถิ่นฐาน รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการตั้งถิ่นฐาน การวางผังเมืองและการใช้พื้นที่ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นผังพัฒนาชนบท ผังชุมชนเมือง และภาค ฉะนั้นต้องมีการวางแผนและปรับปรุงในทุกระดับอย่างเหมาะสม เพราะขณะนี้การตั้งถิ่นฐานของประชาชน และการขยายพื้นที่มีปัญหา เมืองมีการขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ จึงต้องมีแผนมาจัดการปัญหา 5.รัฐต้องมีแผนในการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม 6.รัฐต้องจัดให้มีกลไกที่เหมาะสมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดใช้ทรัพยากรของประเทศ ซึ่งต้องมีการปฏิรูปกลไกการใช้ทรัพยากร
7.ต้องมีการปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยจะวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างไร หรือองค์กรที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมจะต้องเป็นองค์กรอิสระหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้จะมีคณะอนุกรรมการศึกษาว่าด้วยเรื่องของการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม และ 8.จัดให้มีศาลสิ่งแวดล้อม เพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นกลไกในการขจัดปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศ แม้ว่าขณะนี้ศาลสิ่งแวดล้อมนั้นมีอยู่แล้ว แต่เป็นแผนกคดีหนึ่งในศาลยุติธรรม จึงอาจต้องมีการทำให้ศาลสิ่งแวดล้อมมีความเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น
กมธ.ศก.ชงตั้งองค์กรคุมรัฐจ่ายงบ
ขณะที่กรรมธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง สปช.เสนอประเด็นปฏิรูปและบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รวม 5 ประเด็น ได้แก่ การเงิน การคลัง ความเหลื่อมล้ำ ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ และตลาดทุน
ทั้งนี้กรรมาธิการได้เสนอให้ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา ชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังและภาษีอากรแห่งชาติ มีองค์ประกอบจากหน่วยงานภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อวิเคราะห์การกำหนดนโยบายภาษี ซึ่งจะทำให้นโยบายไม่ได้ถูกกำหนดโดยข้าราชการ แต่นักธุรกิจจะมีส่วนร่วมเสนอข้อกำหนดการเสียภาษีด้วย
นอกจากนี้ในส่วนของภาครัฐ ได้มีการเสนอให้จัดตั้ง “สำนักงบประมาณแห่งรัฐสภา” สังกัดรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์การจัดทำงบประมาณของหน่วยงานรัฐ และศึกษาถึงนโยบายการใช้จ่ายภาครัฐว่ามีผลกระทบระยะยาวและกระทบเศรษฐกิจอย่างไร โดยจะดึงเอานักวิชาการมาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา และเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ
แนะเปิดช่องค้านประเมินภาษี
ในเรื่องสิทธิการเสียภาษีของประชาชน กำหนดให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิจะรู้ข้อมูล และไม่ต้องเสียภาษีเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อไม่เห็นด้วยกับพนักงานประเมินก็สามารถอุทธรณ์ค้านการประเมินภาษีได้ สำหรับข้อมูล สิทธิ ความลับส่วนบุคคล ก็สามารถปกปิดได้ ยกเว้นแต่จะเปิดเผยเมื่อจำเป็นต่อการเสียภาษี
นอกจากนั้นรัฐต้องจัดให้มีระบบบำเหน็จบำนาญของประชาชน โดยคำนึงถึงความเพียงพอในการยังชีพหลังเกษียณ และไม่เป็นภาระทางการคลังของรัฐ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้ต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางเป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแล
ขณะเดียวกัน รัฐต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ ทั้งในแง่ความจำเป็นในการดำรงอยู่ ความมีประสิทธิภาพ การแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับภาคธุรกิจ การกำหนดเป้าหมายดำเนินการที่ชัดเจน และการยกระดับธรรมาภิบาลให้เทียบเท่าสากล



