ข่าว

เรื่องเล่า บสก.

เรื่องเล่า บสก.

16 ธ.ค. 2557

เรื่องเล่า บสก. : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

                แหล่งความรู้วิชาการด้านสื่อที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่ง ที่ดำเนินการมาหลายปี นอกเหนือจากสถาบันการศึกษาที่สอนด้านสื่อสารมวลชน คือหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารการสื่อสารมวลชนที่มีทั้งระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ของสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ภายใต้ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ และผู้อำนวยการหลักสูตร ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี

                การพัฒนาคุณภาพและส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฎิรูปสื่อ ที่มิได้อยู่ภายใต้ สปช

                แทนการใช้กฎเหล็ก ให้มีใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน การฝึกอบรม ให้การเรียนรู้สื่อมวลชน ทั้งในแง่ของวิชาการร่วมสมัย รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบ น่าจะเป็นการกำกับ ดูแลสื่อที่มีความยั่งยืนกว่า

                แน่นอนว่า การขีดเส้นให้สื่ออยู่ภายใต้กรอบ กติกาที่เคร่งครัดนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่นี่ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนที่อยู่ในอาชีพอื่นๆ หมอ ทนายความ วิศวกร ที่มีผ่าเหล่าผ่ากอ เพียงแต่ความคาดหวังจากสังคมที่มีต่อสื่อมวลชนสูงกว่าอาชีพอื่น เพราะพวกเขาทำงานอยู่บนพื้นที่สาธารณะ

                อีกด้านหนึ่งของหลักสูตรนี้ คือ การเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนในภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาร่วมกับสื่อมวลชน เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนต่างสาขาอาชีพ นอกจากเครือข่ายที่จะเกื้อหนุนกันในทางสร้างสรรค์แล้ว คนเหล่านั้นก็จะมีโอกาสทำความเข้าใจการทำงานของสื่อมวลชนในมิติต่างๆ ผ่านเอกสารส่วนบุคคลด้วย

                น่ายินดีที่ผมได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาผู้เข้ารับการอบรม จากเอ็นจีโอ คุณหมอ ตำรวจหญิงและทนายความ ในหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง (บสก.) รุ่นที่ 5 และพบว่าท่านเหล่านี้ล้วนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างงานวิชาการ โดยเฉพาะการบูรณาการอาชีพของตัวเองเข้ากับงานของสื่อมวลชน

                หลักของเรา คือ ไม่ว่าผู้ทำเอกสารส่วนบุคคลจะคิดอ่านหัวข้ออย่างไร ก็ต้องพยายามโยงเข้าหาเรื่องของสื่อมวลชนให้ได้ เพราะอย่างน้อยจะได้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชน เช่น หลายเรื่องที่ขออนุญาตอ้างอิงจากทั้ง 4 ท่าน ดังต่อไปนี้

                คุณเนาวรัตน์ เสือสะอาด จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ทำเรื่อง “การนำเสนอข่าวอาชญากรรมกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน” เป็นเรื่องบทบาทของสื่อมวลชนสายอาชญากรรม ที่มักละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอ เช่น การนำตัวผู้ต้องหาคดีอาญาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ มีการจัดแถลงข่าว นำผู้ต้องหาไปปรากฏตัวต่อสาธารณชน บางครั้งที่เป็นคดีสำคัญ เป็นที่สนใจของประชาชน ก็จะมีคนจำนวนมากไปดู หลายครั้งมีการรุมประชาทัณฑ์ หรือสาปแช่งผู้ต้องหา ทั้งที่ในทางคดีความยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของศาลอีกหลายขั้นตอน

                นี่ก็เป็นมุมมองของเจ้าหน้าที่แอมเนสตี้ ที่สื่อมวลชนเห็นเป็นเรื่องปกติ

                คุณหมอบุญส่ง พัจนสุนทร จากแพทยสภา เสนอเรื่องสิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนกับสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิผู้ป่วย กรณีศึกษาการนำเสนอข่าวสารสุขภาพต่อสาธารณะ ผมขออนุญาตปรับหัวข้อให้กระชับขึ้น และตอบโจทย์ที่สังคมกำลังตั้งคำถามอยู่ขณะนี้ เป็น “เสรีภาพและความรับผิดชอบของสื่อมวลชน กับสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิผู้ป่วย” นอกจากสิทธิผู้ป่วยที่พวกเราเห็นติดอยู่ตามโรงพยาบาล สถานพยาบาลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจอ่านอยู่แล้ว ยังมีกรณีการละเมิดสิทธิผู้ป่วยจำนวนมากโดยสื่อมวลชน ที่ถูกมองข้ามไป เช่น การถ่ายภาพดารา นักแสดง บุคคลสำคัญบนเตียงคนไข้

                หรือย้อนหลังไป เมื่อ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ป่วยนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สมเกียรติ อ่อนวิมล บรรณาธิการข่าวช่อง 7 ก็บุกไปถึงโรงพยาบาล พยายามเข้าไปสัมภาษณ์ ตรวจดูอาหารที่นำเข้าไปให้คนป่วยว่า รับประทานอาหารประเภทใด รับประทานมากรับประทานน้อย ทำให้คึกฤทธิ์โกรธมาก ในที่สุด สมเกียรติ อ่อนวิมล ต้องไปขอโทษ และลาออกจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 นี่เป็นกรณีตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิผู้ป่วยของสื่อมวลชนในอดีต

                อีกสองท่านเป็นตำรวจหญิง และทนายความ ที่ทำเรื่องการปฏิรูปตำรวจ และการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา กับบทบาทการชี้นำของสื่อมวลชน ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับตำรวจทั้งสองเรื่อง

                ครั้งต่อไป จะเป็นเรื่องเล่า เรื่องตำรวจกับนักข่าว จากประสบการณ์ในการทำงานสื่อมา 35 ปี เราอาจจะค้นพบด้วยกันว่า ภายใต้โครงสร้างตำรวจ ความสัมพันธ์ระหว่างนักข่าวกับตำรวจนั้น คือหายนะแห่งชาติทีเดียว