
นายกฯเปิดประชุมอาเซียนบวกสามรับมือ'อีโบลา'
15 ธ.ค. 2557
'นายกฯ' เปิดประชุมอาเซียนบวกสามรับมือ 'อีโบลา' ชี้ทุกภูมิภาคต้องเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด คาดเศรษฐกิจปี58 โตร้อยละ 3.5-4.5% ชี้ความมั่นใจนักลงทุนมากขึ้น
เมื่อเวลา 08.15 น.วันที่ 15 ธันวาคม 57 ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชราตัน เขตบางรัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวกสามสมัยพิเศษ ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมการรับมือกับการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (ASEAN plus three health minister's Special Meeting on Ebora Preparradness And Response) โดยมีรัฐมนตรีสาธารณสุขจากประเทศในอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงเลขาธิการอาเซียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกและตัวแทนหน่วยงานต่างๆเข้าร่วม เพื่อเตรียมความความพร้อมในการรับมือกับโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Plus Three Health Ministers’ Special Meeting on Ebola Preparedness and Response ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อผนึกกำลังกันรับมือกับภัยคุกคามร่วมกันจากโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เช่นที่เคยประสบความสำเร็จในการร่วมมือกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรคซาร์สและไข้หวัดนกในอดีต
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของอีโบลาในปัจจุบัน ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 คน จำนวนผู้ติดเชื้อขยายตัวเพิ่มมาก ก่อให้เกิดวิกฤติด้านสาธารณสุขและการแพทย์ เพราะยังไม่สามารถหาวิธีการใด ๆ ที่จะป้องกันโรค ยับยั้งหรือรักษาประชาชนที่ติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกแม้จะอยู่ห่างไกลจากบริเวณที่มีการแพร่ระบาดในขณะนี้ แต่ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เพราะปัจจุบัน ทุกภูมิภาคทั่วโลกสามารถเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในทุกด้าน โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยว ในแต่ละวันมีเที่ยวบินระหว่างประเทศและภูมิภาคจำนวนมาก หากเกิดการแพร่ระบาดขึ้นที่ใดก็ตาม จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่ระบาดไปยังที่อื่น ๆ ในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นจึงไม่ใช่เพียงแต่เป็นความท้าทายทางสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทางเศรษฐกิจต่อทุกประเทศในภูมิภาค และต่อเศรษฐกิจของโลกโดยรวม เพราะภูมิภาคเอเชียตะวันออกมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลก จากประสบการณ์การแพร่ระบาดของโรคซาร์และไข้หวัดนกในอดีต บางครั้งความหวาดกลัวที่เกิดจากความไม่รู้ สามารถส่งผลกระทบได้มากกว่าโรคระบาดเอง เพราะความหวาดกลัวได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก จนทำให้การไปมาหาสู่กันและการค้าขายหยุดชะงัก ผู้นำของประเทศที่เกี่ยวข้องในครั้งนั้น ได้รวมตัวกันอย่างทันท่วงทีเพื่อกำหนดมาตรการต่าง ๆ จนกระทั่งสามารถร่วมกันควบคุมสถานการณ์ให้ค่อย ๆ คลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติในที่สุด
นายกฯ กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาการระบาดของโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาที่เกิดขึ้นนี้ ประเทศไทยได้มีการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการสาธารณสุข โดยเสริมความเข้มแข็งของระบบการเฝ้าระวังโรคระบาด โดยเฉพาะโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ มีเครือข่ายหน่วยเฝ้าระวัง หน่วยตรวจวินิจฉัยโรค และหน่วยที่สามารถตัดสินใจเชิงนโยบายในการสกัดกั้นการแพร่กระจายได้อย่างทันท่วงที
การดำเนินการในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการในการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา มีการเตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล ห้องปฏิบัติการ ห้องแยกโรคและมาตรการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ควบคู่กับการสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชนด้วยข้อมูลที่เป็นจริง รวมทั้งการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาทางด่านท่าอากาศยาน และด่านทางน้ำ ตลอดจนติดตามผู้สงสัยจากประเทศที่มีการระบาดของโรคดังกล่าวอย่างเข้มงวด
“การร่วมมือของทุกประเทศในภูมิภาคอีกครั้งในวันนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณให้ประชาคมโลกมีความมั่นใจ หลักสำคัญในการรับมือกับโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา คือการ “ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก” สร้างภูมิคุ้มกันผ่านการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน เสริมสร้างศักยภาพ และขีดความสามารถทางการแพทย์และบริการสาธารณสุข ส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า มีระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใสและทันท่วงทีและกลไกการรับมือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การยับยั้งและการรับมือกับโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นไปอย่างเข้มแข็ง รวดเร็วมีประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือ" นายกฯ กล่าว
ประเทศไทยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างเต็มที่โดยอาศัยเครือข่ายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอาเซียนบวกสาม และยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับนานาประเทศต่อไป
‘นายกฯ’ ยันไทยพร้อมรับมืออีโบลา คาดเศรษฐกิจปี58 โต 3.5-4.5%
เมื่อเวลา 10.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวเปิดงานสัมมนาในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ เพื่ออุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างยั่งยืน" และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี (พ.ศ. 2558-2564)
โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่ปี 56-57 เรามีความไม่สงบเกิดขึ้น ซึ่งความขัดแย้งความจริงมีมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ทุกอย่างได้รับผลกระทบ แต่วันนี้ยืนยันว่าสถานการณ์เราดีขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนจะดีขึ้นไปกว่านี้หรือไม่อยู่ที่ความร่วมมือกัน มีความเป็นเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น แต่เราต้องใช้เวลาในการปฏิรูปในทุกๆ ด้านตั้งแต่ฐานราก ความปรองดองและความสมานฉันท์ รวมทั้งการสร้างความเสมอภาค แม้วันนี้เศรษฐกิจไทยจะมีการติดลบแต่ก็ยังดีขึ้นบ้าง แม้จะยังไม่เป็นที่พอใจมากนัก แต่เราก็ยังคาดหวังว่าปี 2558 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็น่าจะอยู่ที่ประมาณการร้อยละ 3.5-4.5 ความมั่นใจของนักลงทุนมีมากขึ้น โดยตัวเลขการขอรับการสนับสนุนการส่งเสริมการลงทุนจากเดิมตัวเลขอยู่ที่ 7.6 แสนล้านบาท ปีนี้ก็น่าจะทะลุอยู่ที่ 8 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน
สำหรับเรื่องการท่องเที่ยว สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงช่วงฤดูการท่องเที่ยว ยอดการจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินเต็มทั้งหมด แต่ถ้าจะให้เทียบกับปีที่ผ่านมาก็ยังคงเทียบไม่ได้ เนื่องจากเราเจอสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบ แต่ยืนยันว่าดีขึ้น แม้การประมาณการณ์จากปีที่ผ่านมาตัวเลขอยู่ที่ 26.7 ล้านคน แต่ตัวเลขก็ทำได้ที่ 25 ล้านคน ก็ถือว่ายังดีและยืนยันว่ากฎหมายที่เราประกาศใช้ไม่ได้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวหรือนักท่องเที่ยวเลย แต่ทั้งหมดก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนขอให้เสียสละบ้างหรือมีกำไรน้อยลงบ้าง ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ทำให้ขาดทุนอย่างแน่นอน
"ทุกวันนี้ สถานการณ์และสิ่งต่างๆ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นบ้านเมืองมีความสะอาด ถนนไม่รกรุงรัง การค้าขายริมถนนหรือริมทางเท้าก็ได้รับการปรับปรุง จากที่ไม่มีคนดูแลและปล่อยประละเลย ซึ่งการจัดระเบียบครั้งนี้เจ้าหน้าที่จะหาสถานที่ใการทำมาหากินให้กัวทุกคนอย่างแน่นอนรับรองว่าจะมีรายได้เช่นเดิมกันทุกคน เพียงแต่ต้องเสียสละกันบ้าง นอกจากนี้ก็ขอให้พัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น อย่าเอาเปรียบดูแลเรื่องของความปลอดภัย เรื่องของไกด์ ผู้ประกอบการจะต้องไม่โกง สิ่งเหล่านี้จะช่วยในภาพลักษณ์ของประเทศให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการค้า การลงทุนด้วยและขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างและการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและปฏิรูปนโยบายจ่างๆ ให้สอดคล้องตามยุทธศาสตร์การพัฒนาและความต้องการของประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งแผนการลงทุน 7 ปี ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2558 คาดว่าภายใน 3 ปีจะเริ่มเห็นผล เศรษฐกิจจะดีขึ้น ทุกคนจะมีอาชีพและมีรายได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เร่งในการปรับปรุงกฎหมาย ลดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานการส่งเสริมเทคโนโลยี เป็นต้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามา ก็ขอให้เลิกทะเลาะเบาะแว้ง เรื่องของรัฐธรรมนูญ เรื่องสภาปฏิรูปแห่งชาติ อย่าได้ไปอะไรมากนักมันกินไม่ได้ ยืนยันว่ารัฐบาลทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เพียงแต่ถ้าวันนี้เราไม่ทำ ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว ไม่มีใครเข้ามาทำและผมก็คงไม่อยู่แล้ว แต่ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ก็ขอให้รักกันน้อยๆ แต่รักกันนานๆ" พลเอกประยุทธ์ กล่าว
นายกสมาคมกำนันฯ-ปธ.สหพันธ์ปลัดฯ ยื่นหนังสือ ‘นายกฯ’
เมื่อเวลา 11.10 น. ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ชั่วคราว ภายในสำนักงานก.พ. นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสมาชิกกลุ่มได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อคัดค้านข้อเสนอให้ยกเลิกอำนาจบริหารระบบราชการส่วนภูมิภาค โดยมีนายพันศักดิ์ เจริญ ผอ.ส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เป็นผู้รับเรื่อง
นายยงยศ กล่าวว่า ระบบบริหารระบบราชการส่วนภูมิภาคมีส่วนสำคัญในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ส่งเสริมความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ทั้งนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติ และเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว หากมีการยกเลิกจะส่งผลให้รัฐบาลส่วนกลางขาดเอกภาพในการวางแผนใช้ทรัพยากรและแผนในการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงแผนในการป้องกันประเทศได้ตามตามต้องการ
ขณะเดียวกัน นายเรรัต เครือบุดดีมหาโชค ประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย ได้ยื่นข้อเสนอปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศและการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างรัดกุมและเหมาะสมกับสังคมไทย เป็นประโยชน์และตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง จึงขอเสนอคัดค้านการยุบหรือยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เนื่องจากจะกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และอาจเป็นชนวนความขัดแย้งในระดับหมู่บ้านและระดับชาติ
นายเรวัต กล่าวว่า ตนขอเสนอให้มีการยุบเลิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและไม่สามารถบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกแห่ง โดยเฉพาะการเบิกจ่ายเงินโบนัสของพนักงานส่วนท้องถิ่นที่ไม่มีกฏหมาหรือระเบียบรับรองตั้งแต่ ปี 2554-2557 ซึ่งสูญเสียงบประมาณแผ่นดินอย่างไร้ประโยชน์ นอกจากนี้ ข้อมูลของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพบว่ามีการทุจริตในโครงการพัฒนาตั้งแต่ระดับการจัดทำแผนและงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ผิดกฎหมายมาโดยตลอด ทั้งยังปรากฏข้อมูลผู้บริหารใช้อิทธิพลข่มขู่ข่มเหงข้าราชการและพนักงาน จึงสมควรยกเลิกและมุ่งกระจายอำนาจบริหารงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กระดับตำบล ที่จะสัมฤทธิ์ผลโดยตรงตามความต้องการของประชาชน



