
ชงแก้ก.ม.อ้ารับสมาชิกมาตรา40คลังเร่งผลักดันกอช.
ชงแก้ ก.ม.อ้ารับสมาชิกมาตรา40 คลังเร่งผลักดันกอช.-'กรณ์'หนุนเพิ่มเงินสมทบ : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดงรายงาน
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 16 ธันวาคมนี้ ต้องจับตาการนำเสนอการจัดตั้งกองทุนการออม ตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลจะให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทย หลังจากที่สัปดาห์ก่อนมีการถอนเรื่องออกจากครม. เพราะต้องการนำมาทบทวนใหม่บางประเด็นร่วมกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาทร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นการโอนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ในกองทุนประกันสังคมเข้ามาอยู่ใน กอช. เนื่องจากถือเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน จึงไม่อยากให้มีความซ้ำซ้อน และขณะนี้ก็มีกระแสไม่เห็นด้วยจากผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพราะเกรงว่าจะได้รับผลประโยชน์ลดลง
สำหรับ กอช.นั้น ในความเป็นจริงแล้วมีผลในทางปฏิบัติมาตั้งสมัยของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 โดยระบุให้ กอช.อยู่ภายใต้กำกับการดูแลของกระทรวงการคลัง แต่มาในสมัยของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แช่แข็ง กอช. แล้วหันไปผลักดันการออมที่คล้ายกันผ่านกองทุนประกันสังคมแทน หรือผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ที่เพิ่งหมดเขตการสมัครเป็นผู้ประกันตนไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา และมีกระแสข่าวว่าจะขยายเวลารับสมัครอีก 10 วันหลังจากที่คนชราแห่มาสมัครจำนวนมาก
คลังเตรียมใส่เงินกอช.1.9หมื่นล.
นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอแนวทางการจัดตั้ง กอช. เข้า ครม.วันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพื่อเปิดกว้างให้แรงงานนอกระบบ หรือกลุ่มอาชีพอิสระมีโอกาสออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ โดยที่รัฐจ่ายสมทบให้เป็นรายปีส่วนหนึ่ง ส่วนหลักเกณฑ์การสะสมเงินและสมทบเงินในเบื้องต้นยังเป็นไปตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาไว้ และตามที่ร่างกฎหมายกำหนด คาดว่ารัฐบาลน่าจะใช้เงินสมทบปีละกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมแรงงานนอกระบบกว่า 24 ล้านคน
ด้านนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เพื่อให้กองทุนการออมแห่งชาติเดินหน้าไปก่อน จึงจะนำเรื่องเสนอเข้า ครม.เพื่อเริ่มกระบวนการสรรหาเลขาฯกองทุนและเปิดรับสมาชิกที่น่าจะเริ่มได้ต้นปีหน้า โดยการเปิดรับสมัครก็อาจจะใช้แขนขาของสาขาของธนาคารออมสินที่มีอยู่ทั่วประเทศช่วยตั้งโต๊ะรับสมาชิกไปก่อน
สำหรับเกณฑ์การจ่ายเงินสมทบและเงินสะสมของสมาชิกที่กำหนดไว้เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 (3) ก็จะแก้ไขร่างกฎเกณฑ์หรือแก้ร่างกฎหมาย กอช.เพื่อให้ผลประโยชน์ไม่ลดน้อยลง หลังจากที่โอนผู้ประกันตนมาตรา 40 มาไว้ใน กอช. เพื่อลดกระแสความไม่พอใจและถือเป็นกลุ่มเดียวกันกับผู้ที่จะรับสมัครเข้า กอช. ซึ่งอาจจะเป็นการซ้ำซ้อนกันในกรณีที่รัฐต้องจ่ายเงินสมทบ ที่ขณะนี้น่าจะมีประมาณเกือบ 2 ล้านคน
เล็งแก้ก.ม.รับโอนสมาชิกมาตรา 40
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สศค. ระบุว่า กระทรวงการคลังต้องออกประกาศกระทรวงที่เป็นกฎหมายลูกเพิ่มเติมอีก 7 ฉบับ และก่อนหน้านี้ได้รับนโยบายจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ให้เร่งสรรหาเลขาธิการ กอช. และรับพนักงานเพิ่ม ตลอดจนการจัดหาที่ตั้งสำนักงาน กอช. พร้อมทั้งให้เปิดรับสมาชิกใหม่ในต้นปี 2558 ส่วนการโอนสมาชิกจากมาตรา 40 มายัง กอช. จะรับโอนเฉพาะสมาชิกในทางเลือกที่ 3 เท่านั้น ซึ่งยืนยันว่าสิทธิประโยชน์ของผู้ออมใน กอช. จะไม่ด้อยกว่ามาตรา 40 (เงินสมทบสูงสุดจากภาครัฐ และเงื่อนไขการส่ง)
ทั้งนี้ ในส่วนกฎหมายที่จะต้องแก้ไขมี 2 ส่วน คือ พระราชกฤษฎีกา พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 40 เพื่อยกเลิกทางเลือกที่ 3 และโอนผู้ประกันตนพร้อมเงินสมทบของผู้ประกันตนมาที่ กอช. รวมทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.กอช. เฉพาะในเรื่องการจ่ายเงินสมทบว่าต้องไม่น้อยกว่าที่ประกันสังคมมาตรา 40 ให้ อย่างไรก็ดี การรับโอนผู้ประกันตนและเงินของผู้ประกันตนในทางเลือกที่ 3 มาที่ กอช. ต้องรอผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสียก่อน
โดยในระหว่างรอดำเนินการแก้ไขกฎหมาย ขอให้ผู้ออมในระบบประกันสังคมยังอยู่ในระบบตามมาตรา 40 ไปก่อนจนกว่ากฎหมายจะแก้ไขแล้วเสร็จ เพราะประกันสังคมมาตรา 40 แนวทางที่ 3 มีความได้เปรียบ ตรงที่รัฐสมทบให้ 100% แต่เสียเปรียบตรงที่รัฐไม่ค้ำประกันผลตอบแทนจากการลงทุนให้เหมือนที่ กอช. รับประกันจะได้รับผลตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนของ 4 แบงก์ใหญ่ ขณะที่ กอช.จะเสียเปรียบ ตรงที่รัฐสมทบให้ตามช่วงอายุ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้กำหนดเป้าหมายภายใน 5 ปีแรก คาดว่าจะมีแรงงานนอกระบบเข้าสู่ กอช. ไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน (เฉลี่ยปีละ 6 แสนราย) ทำให้ช่วงแรก กอช.จะต้องรับภาระต้นทุนค่าธรรมเนียมรับฝากเงินประมาณ 300-500 ล้านบาทต่อปี โดยปีแรกน่าจะมีผู้สมัครเข้ากองทุน 3 แสนคน ซึ่งจะต้องส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือนประมาณ 50-100 บาทและออมสูงสุดได้เดือนละไม่เกิน 1,200 บาท
นอกจากนี้ สมาชิกส่วนหนึ่งจะมาจากกลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. ที่เป็นสมาชิกกองทุนทวีสุข ซึ่งเบื้องต้นมองว่าทั้งหมดน่าจะย้ายเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุน กอช.ได้ โดยมีประมาณ 1.2 ล้านราย มีเงินออมกว่า 5.4 พันล้านบาท ซึ่งสมาชิกน่าจะยินยอม เพราะได้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลจ่ายเงินสมทบให้ด้วย
สำหรับในฟากของรัฐบาลจะมีภาระการนำส่งเงินสมทบแต่ละปีมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับฐานของจำนวนสมาชิกที่สมัครเข้ามาแต่ละปีและอายุของผู้สมัครด้วย เพราะเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลจะกำหนดตามช่วงอายุของสมาชิก คือ สมาชิกที่มีอายุ 15 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้ในอัตรา 50% ของเงินสะสม แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 600 บาทต่อปี (กฎหมายเปิดให้รัฐสมทบสูงสุดไม่เกินปีละ 3,000 บาท) สมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปี แต่ไม่เกิน 50 ปี รัฐจ่ายสมทบให้ 80% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 960 บาทต่อปี (กฎหมายให้สมทบได้สูงสุดไม่เกินปีละ 4,800 บาท) และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐจ่ายสมทบให้ 100% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี (กฎหมายเปิดให้สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท) หรือรวมทั้งปีต้องไม่เกิน 13,200 บาท โดยผู้ออมจะได้รับเงินบำนาญหลังอายุ 60 ปี ขั้นต่ำอยู่ที่เดือนละ 1,710 บาท ซึ่งจากผลศึกษาพบว่าจะเป็นภาระงบประมาณปีละ 2.2 หมื่นล้านบาท จากการดูแลใส่เงินสมทบและทุนประเดิมในการจัดตั้ง กอช.
“กรณ์”ชี้ช่องแก้จ่ายสมทบอัตราเดียว
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ผลักดัน กอช. มาตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้หวังว่ากระทรวงการคลังจะผลักดัน กอช. อย่างจริงจัง เพราะประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบ หรือประกอบอาชีพอิสระเกือบ 30 ล้านคน รอมานาน แม้ว่าก่อนหน้านี้กฎหมายจะผ่านมานาน 3 ปีกว่า ซึ่งทำให้กลุ่มดังกล่าวเสียโอกาสในการได้สิทธิประโยชน์เป็นหลักหมื่นล้านบาทไปแล้ว ซึ่งเห็นด้วยหากจะโอนสมาชิกตามมาตรา 40 (3) เข้ามาใน กอช. แต่ควรมีการปรับปรุงเงื่อนไขใน กอช. ให้เหาะสมกับสถานการณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจ่ายเงินสมทบของภาครัฐควรจะแก้ไขให้จ่าย 100 บาททุกรายไม่ต้องจ่ายเป็นสัดส่วนตามอายุที่กำหนดไว้เดิมตั้งแต่ 50-100 บาท ซึ่งใช้เงินปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาทไม่ได้ถือเป็นภาระที่มากเกินไป
“สังคมไทยจำเป็นต้องมี กอช. เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่สุด และเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนมีการออมเงินเพิ่มมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ประชาชนรอมานานกว่า 3 ปีแล้ว ก็หวังว่าคราวนี้รัฐบาลจะผลักดันให้เดินหน้าได้จริงจัง คิดว่าการแก้ไขกฎเกณฑ์ หรือร่างกฎหมายไม่น่าจะใช้เวลานาน เพราะ สนช.สามารถพิจารณาได้รวดเร็ว คาดกว่ากลางปีหน้าก็น่าจะได้เห็น กอช. เพราะขณะนี้ทราบมาว่ารองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจมีการวางตัวเลขาธิการกองทุนไว้แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งมองว่าในอนาคต กอช. จะเป็นกองทุนที่ใหญ่กว่า กบข.ที่มีสามิกเพียง 10 ล้านคน แต่ กอช.น่าจะมีถึง 30 ล้านคน” นายกรณ์ระบุ
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า สมัยที่ตนเป็น รมว.คลังได้ทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงานในการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคมเพิ่มมาตรการ 40 วงเล็บ 1 และ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีอาชีพอิสระเข้าเป็นสมาชิกองทุนประกันสังคมได้ แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้เพิ่มวงเล็บ 3 เข้าไป เพราะต้องการยุบเลิก กอช. ซึ่งจริงๆ แล้ว มีวัตถุประสงค์และสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ทั้งเรื่องของการชดเชยเงินกรณีประสบอุบัติเหตุ ทุพพลภาพไม่สามารถประกอบอาชีพได้หรือเสียชีวิต ที่ประกันตามมาตรา 40 จะมีแต่ กอช.ไม่มี เพราะ กอช.จะจ่ายเงินบำนาญให้หลังเกษียณอายุ 60 ปีเท่านั้น จึงต้องแก้ให้ กอช.เพิ่มสิทธิประโยชน์เท่ากันหรือมากว่าที่กำหนดในมาตรา 40
เปิดเกณฑ์ผลประโยชน์กองทุน
สำหรับ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเป็นสมาชิก กอช. ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และไม่เป็นสมาชิกของกองทุนเพื่อการชราภาพใดๆ ที่มีการสมทบเงินจากรัฐหรือนายจ้าง เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพฯ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น กองทุนประกันสังคม (ซึ่งส่งเงินเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญใดๆ สามารถออมต่อไปได้อีก 10 ปี โดยมีสิทธิขอรับบำนาญได้เมื่ออายุครบ 60 ปีอีกด้วย โดย เงื่อนไขการจ่ายเงินเข้ากองทุนมาจาก 2 ฝ่าย คือ สมาชิกจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาท ทั้งนี้สมาชิกไม่จำเป็นต้องส่งเงินสะสมทุกเดือน และไม่จำเป็นต้องส่งเงินจำนวนเท่ากันทุกเดือน นอกจากนี้ หากในปีใดไม่สามารถส่งเงินสะสมได้ กอช. จะยังคงสิทธิความเป็นสมาชิกไว้ แต่รัฐก็จะไม่ส่งเงินสมทบให้
ขณะที่รัฐบาลจ่ายเงินสมทบให้แก่สมาชิกตามระดับอายุของสมาชิก คือ อายุ 15-30 ปี รัฐจ่ายให้ 50% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาทต่อปี อายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายให้ 80% ของเงินสะสม แต่ต้องไม่เกิน 960 บาทต่อปี อายุมากกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐจะสมทบจ่ายให้ 100% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี
สำหรับผลประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับเมื่อครบเกษียณ (อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์) ใน 4 กรณี คือ 1.จะได้รับเงินบำนาญจากเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลจากเงินสะสม เงินสมทบ ตามจำนวนเงินในบัญชีของผู้ออมแต่ละคนไปจนตลอดอายุขัย เป็นลักษณะของบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต 2.หากสมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินสะสมและดอกผลของเงินสะสม ส่วนเงินสมทบและดอกผลของเงินสมทบจะได้รับเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ 3.หากลาออกจากกองทุน จะได้รับเงินสะสมและดอกผลของเงินสะสม 4.หากเสียชีวิต จะได้รับเงินเท่ากับจำนวนเงินในบัญชีของแต่ละบุคคลที่ออมไว้
ทั้งนี้ หากสมาชิกมีงานทำและไปเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม กองทุน กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนการออมเพื่อการชราภาพอื่นๆ ก็ยังคงความเป็นสมาชิกและมีสิทธิส่งเงินสะสมกับ กอช. ได้ต่อไป ไม่จำเป็นต้องลาออกจากกองทุน แต่รัฐจะไม่สมทบเงินให้ และเงินที่สะสมในช่วงเวลาดังกล่าว จะไม่ถูกนำมารวมคำนวณเป็นเงินบำนาญและในระหว่างเป็นสมาชิก กอช. จะไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ก่อนได้
ผู้ประกันตนมาตรการ40พุ่ง2.2ล้านคน
ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคม เดินหน้าขยายความคุ้มครองประกันสังคมตามมาตรา 40 เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางเลือกที่ 3 (เงินบำนาญชราภาพ) ให้แก่แรงงานนอกระบบที่สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เริ่มวันที่ 9 ธันวาคม 2556-8 ธันวาคม 2557 โดยสมาชิกเพียงจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมเดือนละ 100 บาท รัฐร่วมจ่ายอุดหนุน 100 บาท จะมีเงินออมเดือนละ 200 บาท ผู้ประกันตนสามารถจ่ายเงินสมทบย้อนหลังได้ถึงเดือนพฤษภาคม 2555 พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สมัครมาตรา 40 ตั้งแต่ 9 ธันวาคม 2556-8 ธันวาคม 2557
ล่าสุด สำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2557 ทั่วประเทศมีผู้สมัครประกันสังคมมาตรา 40 ทั้ง 5 ทางเลือก รวมกว่า 2.2 ล้านคน เฉพาะวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันรับสมัครวันสุดท้าย มาตรา 40 ในส่วนของผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปยอดทั้งหมด แต่เบื้องต้นที่มีการบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แล้ว 7.5 หมื่นคนทั่วประเทศ สำหรับคนอายุ 15-60 ปี ยังสมัครได้ตามปกติ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 จนถึงปัจจุบัน สำนักงานประกันสังคม ได้ขยายการประกันสังคมให้ครอบคลุมถึงแรงงานนอกระบบ ที่มีอายุระหว่าง 15-60 ปี โดยมีสิทธิประโยชน์ 2 ทางเลือก ประกอบด้วย สิทธิประโยชน์ทางเลือกที่ 1 ผู้ประกันตนจ่าย 100 บาทต่อเดือน (จ่ายเอง 70 บาท รัฐสนับสนุน 30 บาท) คุ้มครอง 3 กรณีคือ 1.เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย 2.เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ และ 3.เงินค่าทำศพ
ทางเลือกที่ 2 จ่าย 150 บาท (จ่ายเอง 100 บาท รัฐสนับสนุน 50 บาท ) สิทธิประโยชน์คุ้มครอง 4 กรณีคือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ เงินค่าทำศพ และเงินบำเหน็จชราภาพ หรือเงินออมชราภาพ
ต่อมา เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 ประกันสังคมได้ขยายการคุ้มครอง มาตรา 40 รับสมัครผู้ประกันตน ทางเลือกที่ 3 เพื่อดึงแรงงานนอกระบบ ที่มีอายุระหว่าง 15-60 ปี เข้าโครงการขยายความคุ้มครอง มาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 นอกจากนี้ยังได้จัดโครงการให้สิทธิพิเศษเปิดโอกาสให้แรงงานนอกระบบที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้ด้วย
สำหรับทางเลือกที่ 3 ดังกล่าว จะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะกรณีชราภาพเท่านั้น โดยผู้ประกันตนจ่าย 100 บาท รัฐบาลสมทบ 100 บาท รวมเป็นเดือนละ 200 บาท และสามารถส่งเงินออมเพิ่มได้ไม่เกิน 1,000 บาท /เดือน หากจ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 420 เดือน จะได้เงินบำนาญชราภาพ แต่หากจ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 420 เดือน จะได้รับบำเหน็จพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่ สปส.ประกาศในแต่ละปี
ส่วนสิทธิประโยชน์ทีได้รับกรณีประสบอันตราย/เจ็บป่วย เมื่อนอนโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยในตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้จำนวน 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 30 วันต่อปี กรณีทุพพลภาพ รับเงินทดแทนการขาดรายได้จำนวน 500-1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลานานถึง 15 ปี กรณีเสียชีวิตจะได้รับค่าทำศพจำนวน 2 หมื่นบาทต่อราย กรณีชราภาพ (เงินบำเหน็จ) ผู้ประกันตนสามารถรับเงินก้อนเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เงื่อนไข มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน



