
ประธานกมธ.ตำรวจสภาสูงหนุนพธม.ต่อสู้ข้อกล่าวหาในชั่นศาล
ปธ.กมธ.ตำรวจสภาสูง ชี้ พันธมิตรฯ อย่ากลัวข้อหาก่อการร้าย หากพิสูจน์ได้ศาลก็ยกฟ้อง ชี้คดี กษิต ขั้นตอนดำเนินการยังอีกไกล
นายสมัคร เชาวภานันท์ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหารุนแรงเกินไปกับกลุ่มพันธมิตรฯและนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ว่า กระบวนการดำเนินการตามวิธีพิจารณาความอาญา จะดูที่เจตนาเป็นหลักว่าการเข้าไปชุมนุมในสนามบินมีเจตนาจะก่อการร้าย ก่อความไม่สงบ หรือไปกดดันรัฐบาล การที่ตำรวจจะตั้งข้อหาอย่างไร รุนแรงเกินไปหรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาจะแก้ข้อกล่าวหานั้น
"หากตั้งข้อกล่าวหาแรงแล้วมีการพิสูจน์ได้ภายหลังว่าไม่มีเจตนาจะให้รุนแรงขนาดนั้น ศาลก็อาจพิจารณายกฟ้องได้ ซึ่งผู้ต้องหาก็ไม่ต้องไปตกใจ เพราะหากตั้งข้อหาไม่สมเหตุสมผลก็ไปต่อสู้ได้ "นายสมัคร ระบุ
ประธานคณะกรรมาธิการการยุติธรรมฯ กล่าวอีกว่า ตนรุสึกเห็นใจและเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ เพราะในสภาวะเช่นนี้ไม่ว่าตำรวจจะดำเนินการอย่างไรก็ต้องถูกม็อบทั้ง 2 ฝ่ายโจมตี แต่ตำรวจก็ต้องดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย อย่าไปกลั่นแกล้งในลักษณะบีบบังคับ ควรตั้งข้อหาตามข้อเท็จจริง ส่วนตัวเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่ตำรวจจะตั้งข้อหารุนแรงเกินไป เพราะหากไปละเมิดสิทธิผู้อื่นก็โดนเช่นกัน
เมื่อถามต่อว่า มองกรณีของนายกษิตอย่างไร นายสมัครกล่าวว่า นายกษิตก็ต้องเข้ามอบตัวสู้คดีแล้ว จึงอยู่ที่ขั้นตอนดำเนินการที่ตำรวจจะต้องพิจารณาว่าจะส่งฟ้องต่ออัยการหรือไม่ หากส่งฟ้องอัยการก็ต้องพิจารณาว่าจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ หากส่งฟ้องก็อยู่ที่ศาลจะตัดสิน แต่หากอัยการสั่งไม่ฟ้องก็ต้องส่งเรื่องกลับไปให้ผบ.ตร.พิจารณาหากยังยืนยันสั่งฟ้อง ก็ต้องให้อธิบดีอัยการพิจารณา ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ยังอีกไกล
ส่วนที่ทางทีมทนายของผู้ถุกกล่าวหาระบุว่าอาจฟ้องกลับตำรวจ นายสมัครกล่าวว่า เรื่องของทางทนาย ตนไม่ทราบรายละเอียด จึงไม่สามารถวิจารณ์ได้ แต่หากเขาเห็นว่าโดนกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรม ก็เป็นสิทธิที่จะฟ้องร้องตำรวจได้ แต่กลับกันหากพิสูจน์ความจริงได้ว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหา ทางทนายก็อาจถูกตำรวจฟ้องร้องกลับได้อีกเช่นกัน



