
รหัสลับ ! 'ไทย = สีเขียว' เซฟเฮ้าส์ทรมาน 'ซีไอเอ'
14 ธ.ค. 2557
รหัสลับ ! 'ไทย = สีเขียว' เซฟเฮ้าส์ทรมาน 'ซีไอเอ' : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ / ทีมข่าวต่างประเทศ
"คณะกรรมาธิการข่าวกรอง วุฒิสภาสหรัฐ เปิดเผยรายงานสุดโหด 6,000 กว่าหน้าที่ได้มาจาก "โครงการคุมขังและสอบปากคำของสำนักข่าวกรองกลาง" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "รายงานทรมานนักโทษของซีไอเอ" ถือเป็นบันทึกประวัติศาสตร์อื้อฉาวของหน่วยสืบราชการลับโด่งดังสุดของโลก โดยใช้เวลาสืบสวนเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2552 ที่สำคัญเนื้อหาในนั้นกระทบถึงไทยเต็มๆ เพราะแค่ฉบับคัดย่อ 528 หน้า ที่อนุญาตให้เปิดเผยนั้น มีการอ้างถึงไทยไม่ต่ำกว่า 10 หน้า...
จุดเริ่มต้นมาจาก "ซีไอเอ" ต้องการไล่ล่าหาผู้สมคบคิดก่อวินาศกรรมโจมตีนิวยอร์กและเพนตากอน หรือที่เรียกว่าเหตุการณ์ 9/11 เมื่อ 13 ปีก่อน ทำให้ต้องไล่ล่าผู้ต้องสงสัยจากทั่วโลกไปรีดเค้นข้อมูล แต่กฎหมายอเมริกาเข้มงวดในการทรมานผู้ต้องหา จึงต้องหลีกเลี่ยงไปทำในประเทศอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรแทน
รายงานฉบับนี้เปิดเผยการทรมานเหยื่อทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้บอกข้อมูลหรือความลับออกมา ทั้งใช้วิธีการ "รัสเซียน รูเล็ตต์" ข่มขู่นักโทษ หรือวิธีที่ไม่ได้อยู่ในเทคนิคการสอบสวน อย่างการใช้สว่านไฟฟ้า
นอกจากนี้ พวกผู้ต้องขังยังถูกลบหลู่ผ่านความเจ็บปวดทางการแพทย์โดยไม่จำเป็น เช่น การสวนทวาร และมีนักโทษคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยสภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิต่ำเกินไป ในสภาพถูกสวมกุญแจมือ ขณะที่บางคนบาดเจ็บแขนขาหัก
แต่ที่น่าสลดใจกว่านั้นคือหลังจากทรมานไปกว่า 100 คน ซีไอเอกลับไม่ได้ข่าวกรองชิ้นสำคัญมาจากเหยื่อเหล่านี้เลย แถมให้ข้อมูลผิดๆ แก่รัฐบาลสหรัฐอมริกา...!
การเปิดเผยรายงานที่มีชื่อว่า "การสอบสวนของซีไอเอ ต่อผู้ต้องสงสัยเป็นอัล-ไกดา" ได้มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยอมรับเมื่อเดือนสิงหาคมว่ามีการทรมานนักโทษบางส่วน
วุฒิสมาชิก ไดแอนน์ ไฟน์สไตน์ ประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาผลักดันให้เผยแพร่รายงาน แม้ว่า จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศ จะเตือนว่าอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดกระแสความโกรธแค้นไปทั่วโลกก็ตาม
วุฒิสมาชิกไฟน์สไตน์ ได้แถลงต่อวุฒิสภาว่ามีนักโทษอย่างน้อย 119 คน ที่ถูกควบคุมตัวภายใต้โครงการนี้ ส่วนใหญ่ถูกสอบสวนโดยเทคนิคการบีบบังคับ ที่บางกรณีถึงขั้นใช้วิธีการทรมาน
"มีบางคนที่อยู่ทั่วโลก พยายามจะใช้เรื่องโครงการทรมานนักโทษของซีไอเอมาสร้างความชอบธรรม ในการก่อความชั่วร้าย หรือกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น และเราไม่อาจป้องกันได้ แต่ประวัติศาสตร์จะตัดสินเราจากความมุ่งมั่นของเรา ในการเป็นสังคมที่อยู่ภายใต้กฎหมาย และตั้งใจจะเผชิญหน้ากับความจริงอันน่ากลัวและยืนยันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก" วุฒิสมาชิกไดแอนน์ ระบุ
ขณะที่ จอห์น เบรนแนน ผู้อำนวยการซีไอเอ ได้ปกป้องวิธีการสอบสวนด้วยเทคนิคที่ทารุณมาใช้ตั้งแต่สมัยอยู่ภายใต้การบริหารงานของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช หลังกลุ่มอัล-ไกดา โจมตีนครใหญ่ของสหรัฐเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544
ถึงแม้จะยอมรับความผิดพลาด แต่เขาก็ยืนยันว่าเทคนิคการทรมาน เช่น วิธีวอเตอร์บอร์ดดิ้ง ที่ทำให้ผู้ถูกทรมานสำลักน้ำ ได้นำมาซึ่งข้อมูลข่าวกรองที่ช่วยขัดขวางแผนการโจมตีต่างๆ จับกุมผู้ก่อการร้ายและปกป้องชีวิตผู้คน
สหรัฐเริ่มใช้ปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นอัล-ไกดา ตั้งแต่เริ่มปี 2554 หลังจากอัล-ไกดา ถล่มอาคารเวิลด์เทรด ในนิวยอร์ก และสร้างความเสียหายให้แก่อาคารกระทรวงกลาโหม จนถึงปี 2552 ซึ่งการสอบสวนมีทั้งที่คุกลับที่ตั้งอยู่ในประเทศพันธมิตร หรือที่เรือนจำในอ่าวกวนตานาโม ของคิวบา
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทยนั้น เป็นการปฏิบัติการเค้นข้อมูลผู้ต้องสงสัยใน "คุกลับนอกดินแดนสหรัฐ" หรือที่เรียกว่า "แบล็ก ไซต์" ยิ่งไปกว่านั้นมีการระบุว่า "ซีไอเอ" จ่ายเงินตอบแทนหลายล้านดอลลาร์แก่ประเทศเจ้าของคุกลับด้วย
จุดพิกัดคุกลับเป็นความลับขั้นสูงสุด แม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอาจไม่รู้ทั้งหมด มี 5 ประเทศที่ถูกพาดพิงว่ามีคุกลับดังกล่าว ได้แก่ 1.โปแลนด์ 2.ลิทัวเนีย 3.โรมาเนีย 4.อัฟกานิสถาน และ 5.ไทย โดยใช้ รหัส "สีเขียว" แทนการเอ่ยชื่อประเทศไทย
"รหัสสีเขียว" คือหนึ่งในไฮไลท์ของรายงาน เพราะเป็นสถานที่ใช้ทรมานและทดลองวิธีสอบปากคำแบบโหดเหี้ยมว่าได้ผลหรือไม่ เหยื่อที่โดนคือ "อาบู ซูไบดา" สมาชิกคนสำคัญของอัล-ไกดา หลังจาก อาบู ซูไบดา ถูกจับเมื่อเดือนมีนาคม 2545 พวกเขาตัดสินใจเลือกสถานที่แห่งหนึ่งในไทย โดยไม่แจ้งหัวหน้าฐานซีไอเอในไทยและทำเนียบขาวให้รับทราบ
แต่เมื่ออาบู ซูไบดา ถูกส่งมาถึงคุกลับ รัฐบาลไทยเริ่มเครียดและตั้งเงื่อนไขขอเข้าถึงข้อมูลข่าวกรองสหรัฐ แต่ผ่านไปไม่นานเจ้าหน้าที่ไทยถูกเปลี่ยนตัวกะทันหัน ผู้มาใหม่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ และเรียกร้องให้ซีไอเอปิดสถานที่คุมขังภายในสามสัปดาห์
ซีไอเอพยายามขอร้องให้ไทยยอมผ่อนปรน แต่เรื่องคุกลับในไทยเกิดรั่วไหลออกไปช่วงเดือนพฤศจิกายน 2545 สื่อมวลชนเริ่มระแคะระคายทำให้คุบลับนี้ถูกสั่งปิด
ตั้งแต่รายงานชิ้นนี้เปิดเผยสู่สาธารณชน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยปฏิเสธเสียงแข็งว่า "ไม่เคยมี" "ไม่เคยอนุญาต" ฯลฯ แต่ดูเหมือนหลายฝ่ายจะไม่เชื่อ เพราะถ้าไม่มีจริงข้อมูลเหล่านี้ไปพิมพ์อยู่ในรายงานข้างต้นได้อย่างไร ?!?
ขณะที่ท่าทีของรัฐบาลไทยออกมาปฏิเสธในเรื่องคุกลับทรมานนักโทษกลุ่มอัล-ไกดาว่าไม่มีแน่นอน และหน่วยงานในไทยก็ไม่เคยมีการปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าว
อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ มองว่า รายงานที่ออกมาเป็นเรื่องภายในของหน่วยงานสหรัฐ ในเรื่องการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเขา ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่กรณีกับใครทั้งสิ้น
"ความร่วมมือของรัฐบาลในปัจจุบันอยู่บนพื้นฐานอำนาจอธิปไตยและไม่มีนโยบายในการปฏิบัติงานใดๆ ที่ขัดกับหลักกฎหมาย"
เรื่องคุกลับในไทยนั้น เคยเป็นประเด็นขึ้นมาบ้างแล้วหลังมีการจุดพลุขึ้นมาในแต่ละครั้ง
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคง ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขยายความว่า ไทยมีความร่วมมือทางการทหารกับสหรัฐอเมริกาในด้านต่างๆ เช่น การส่งกำลัง การฝึก แต่ในส่วนของปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร เช่น การให้ใช้สถานที่คุมขังนักโทษ หรือคุกลับ รัฐบาลในชุดก่อนๆ ก็ได้มีการชี้แจงไปแล้วว่า ไม่ได้ปฏิบัติการในลักษณะดังกล่าว
"หรืออย่างกรณีการจับกุมนายฮัมบาลี เมื่อเดือนสิงหาคม 2546 การจับกุม และการสอบสวนก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ไม่ได้มีรายงานว่านายฮัมบาลีถูกทรมานในระหว่างการสอบสวน"
กระนั้นก็ดีหลายฝ่ายก็อยากให้เกิดความกระจ่างอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความคาใจในอนาคต ซึ่ง ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผอ.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ต่อต้านการทรมานนักโทษมานานกว่า 30 ปี แสดงความเห็นว่า การที่เอกสารสำคัญระดับนี้เอ่ยอ้างถึงไทย แสดงว่าต้องมีข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน พร้อมแนะนำเพิ่มเติมว่า การจะช่วยให้ทั่วโลกหายสงสัยหรือหมดข้อกังขานั้น วิธีที่ดีสุดคือการตั้งคณะกรรมการหลายฝ่าย มาช่วยกันสืบสวนหาข้อเท็จจริง
"การระดมตัวแทนรัฐออกมาบอกว่า ไม่จริง ไม่เคยมีคุกลับ ไม่เคยทรมานใคร ฯลฯ ไม่ได้ช่วยให้คนยอมรับประเทศไทยมากขึ้น สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วนคือ ตั้งคณะกรรมการที่โปร่งใส ผู้ที่คนไทยและคนต่างชาติเชื่อถือไว้ใจได้ เข้ามาช่วยกันสอบสวนว่าข้อมูลอ้างถึงประเทศไทยในรายงานซีไอเอมีต้นตอมาจากไหน อ้างเมื่อไร อย่างไร สืบหาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อมาหักล้างการกล่าวอ้าง ตอบให้ชัดเจนเลยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเอาผู้ต้องสงสัย หรือเหยื่อของซีไอเอเข้ามาเมืองไทยเพื่อซ้อมทรมานหรือทำร้าย"
แต่หากพบว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจยุคนั้นทำผิดพลาด ไปร่วมมือกับซีไอเอทรมานเหยื่อจริง ก็ต้องยอมรับผิด ยอมชดใช้ตามขั้นตอนสากล!
คำแนะนำข้างต้น ถือเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาลไทย คนไทย เหยื่อ ฯลฯ การส่งตัวแทนหน่วยงานต่างๆ มาตอบแค่ว่าไม่มีคุกลับในไทย อย่างที่กำลังทำอยู่ในวันนี้ ไม่ได้ทำให้ประเด็นที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาจบลงอย่างสง่างาม...
-----------------------
สรุป 19 ประเด็น 'จับผิดซีไอเอ'
1.การใช้เทคนิคสอบสวนแบบเข้มข้น ไม่ช่วยให้ได้ข่าวกรองที่ถูกต้อง
2.ซีไอเออ้างประสิทธิภาพของวิธีสอบสวนแบบทรมานเกินจริง
3.การสอบปากคำโหดเหี้ยมและเลวร้ายกว่าที่ซีไอเอรายงาน
4.สถานที่กักตัวย่ำแย่กว่าที่ซีไอเอนำเสนอ
5.ซีไอเอให้ข้อมูลผิดซ้ำซากและขัดขวางการวิเคราะห์โครงการ
6.หลีกเลี่ยงการเข้าไปกำกับดูแลของรัฐสภา
7.ขัดขวางการกำกับควบคุมของทำเนียบขาว
8.ซีไอเอปฏิบัติงานสลับซับซ้อน ขัดขวางภารกิจหน่วยงานอื่นๆ
9.ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกันเองของซีไอเอ
10.การประสานเอกสารชั้นความลับแก่สื่อ อ้างประสิทธิภาพผิดๆ ของเทคนิคสอบปากคำ
11.ไม่เตรียมพร้อม ทำงานล่าช้า 6 เดือนหลังได้รับอนุมัติอำนาจในการคุมขัง
12.ทำงานบกพร่องโดยเฉพาะช่วงปี 2545-2546
13.จิตแพทย์สองคนมีบทบาทสำคัญในการประเมินและบริหารโครงการ มีการจ้างคนนอกรับงานบางชิ้น
14.ผู้ถูกคุมขังหลายคนถูกสอบสวนด้วยวิธีที่ไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ซีไอเอ
15.ไม่มีบัญชีรายชื่อผู้ถูกคุมขังอย่างถูกต้อง
16.ไม่ได้ประเมินเทคนิคสอบปากคำว่าได้ผลจริงหรือไม่
17.ไม่เคยตักเตือนหรือเอาผิดคนทำผิดกฎอย่างร้ายแรง
18.ไม่สนใจกระแสวิจารณ์และคัดค้านโครงการสอบปากคำและคุมขัง
19.โครงการยุติลงปี 2549 เนื่องจากการเปิดโปงของสื่อ
-----------------------
(รหัสลับ ! 'ไทย = สีเขียว' เซฟเฮ้าส์ทรมาน 'ซีไอเอ' : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ / ทีมข่าวต่างประเทศ)



