ข่าว

กระชากหน้ากากหมอรับจ้างซีไอเอ คิดค้นทัณฑ์ทรมานผู้ก่อการร้าย

กระชากหน้ากากหมอรับจ้างซีไอเอ คิดค้นทัณฑ์ทรมานผู้ก่อการร้าย

14 ธ.ค. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : กระชากหน้ากากหมอรับจ้างซีไอเอ คิดค้นทัณฑ์ทรมานผู้ก่อการร้าย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                          แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ที่มีการเปิดโปงว่าซีไอเอได้ใช้วิธีสุดโหดไร้มนุษยธรรมทรมานนักโทษก่อการร้ายกลุ่มอัล-ไกดา จนนักโทษตายคาทัณฑ์ทรมานก็มี แต่โลกก็ยังไม่วายตกตะลึงอึ้งไปตามๆ กัน เมื่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภาสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดเอกสารลับ 525 หน้า ที่ถูกลดชั้นให้เผยแพร่ได้เกี่ยวกับเทคนิคการเค้นปากคำนักโทษก่อการร้ายช่วงหลังเหตุการณ์ 9 กันยายน แม้จะเปิดเผยเพียงแค่ 500 หน้า ซึ่งเปรียบแล้วก็เหมือนกับยอดภูเขาน้ำแข็งเล็กๆ จากภูเขาเอกสารกว่า 6 ล้านหน้าที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ใช้เวลาอ่านและวิเคราะห์นานถึง 5 ปี แต่ก็สามารถกระชากหน้ากากแท้จริงของซีไอเอว่าเป็นร่างแปลงตัวจริงของจอมมารร้ายแห่งยุค 
 
                          ในเอกสารลับ 525 หน้า ช่วยให้สามารถจับผิด 8 โกหกคำโตของซีไอเอ อาทิ รายงานเท็จว่าไม่มีการทรมานระหว่างสอบปากคำ หรือบอกว่าควบคุมตัวนักโทษก่อการร้ายไม่ถึง 100 คนแต่จริงๆ แล้วมีถึง 119 คน หรือโกหกว่าไม่เคยอัดวิดีโอการสอบสวน แต่จริงๆ แล้วมีการบันทึกการทรมานทุกขั้นตอน แต่ซีไอเอได้ทำลายหลักฐานเหล่านี้ในภายหลัง ที่สำคัญก็คือการโกหกว่ามีเฉพาะผู้เชี่ยวชาญมือหนึ่งเท่านั้นที่เป็นคนสอบสวน โดยแต่ละคนจะต้องผ่านการฝึกอบรมพิเศษอย่างน้อย 250 ชั่วโมงก่อนจะได้รับอนุญาต แต่ความจริงก็คือคนสอบสวนหลายคนมีประวัติว่านิยมใช้ความรุนแรงและไม่ผ่านเกณฑ์การอบรม ท้ายสุดก็คือการโกหกว่าข้อมูลที่รีดเค้นมาได้นั้น สามารถช่วยชีวิตชาวอเมริกันได้จำนวนมาก เป็นต้น
 
                          นอกจากนี้ เอกสารลับนี้ยังได้เปิดเผย 8 ทัณฑ์ทรมานนักโทษอย่างไร้มนุษยธรรมที่สุด อาทิ การทำร้ายร่างกายและข่มขู่ว่าจะทำร้ายหรือสังหารหรือข่มขืนคนในครอบครัว การสร้างสภาพตึงเครียดจนจิตใจแทบพังทลาย การบังคับให้อดหลับอดนอนติดต่อกันถึง 180 ชั่วโมง โดยต้องอยู่ในท่ายืนหรือในอิริยาบถที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้สะดวก และต้องวางมือทั้งสองข้างเอาไว้บนศีรษะตลอดเวลา การบังคับให้เปลือยกายและอดอาหารจนนักโทษเหมือนกับตายทั้งเป็น การบังคับให้อาหารทางทวารหนัก การขังในโลงศพเล็กๆ เป็นเวลานาน การจับเปลือยกายแล้วล่ามโซ่ขังไว้ในห้องที่เย็นจัดและเป็นพื้นคอนกรีต จนนักโทษคนหนึ่งเสียชีวิต การบังคับให้เล่น "รัสเซียน รูเล็ตต์" หรือการทรมานด้วยวิธีที่รู้จักกันดีในชื่อ “วอเตอร์บอร์ดิง’’ ซึ่งก็คือการใช้ผ้าขนหนูโปะบนหน้าของนักโทษที่ถูกมัดบนแผ่นกระดานในท่าเอียงเอาหัวลง จากนั้นก็รินน้ำเย็นลงไปช้าๆ จนนักโทษเกิดความรู้สึกคล้ายสำลักหรือกำลังจมน้ำ
 
                          แต่ที่ทำให้ทั่วโลกเหลือจะรับได้ก็คือการเปิดโปงว่าผู้คิดค้นทัณฑ์ทรมานสุดโหดแบบแปลกๆ เหล่านี้ก็คือหมอที่ไร้จรรยาแพทย์ คิดแต่จะหาประโยชน์จากซีไอเอที่ไฟเขียวให้ใช้คนเป็นหนูทดลองเหมือนกับที่ ดร.ซิกมุนด์ ราสเชอร์ แพทย์นาซีเยอรมันที่ใช้นักโทษชาวยิวค่ายเอาชวิทซ์และค่ายนรกอีกหลายค่ายเป็นหนูตะเภาทดลองโครงการวิปริตผิดมนุษย์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ นพ.อิชิอิ ชิโร ชาวญี่ปุ่นผู้ก่อตั้งหน่วยปฏิบัติการ 731 ขึ้นที่เมืองฮาร์บินในแดนมังกรหลับจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วจับชาวจีนหรือรัสเซียเป็นหนูทดลองโครงการพัฒนาการใช้สารพิษและอาวุธชีวภาพ 
 
                          อะตุล กาวันเด ศัลยแพทย์และนักเขียนของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กเกอร์ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมจากรายงานผลการสอบสวนชิ้นนี้ว่าการทรมานสุดโหดด้วยเทคนิคทางการแพทย์ที่ไม่ให้มีบาดแผลมาฟ้องโลกนี้มีแพทย์ร่วมมือด้วยราว 10 คน และในหลายๆ กรณี แพทย์เป็นคนลงมือทรมานนักโทษด้วยตัวเอง นอกเหนือจากการรักษานักโทษไม่ให้ตายคาเครื่องทรมาน และให้คำปรึกษาว่าจะเริ่มกระบวนการทรมานใหม่ได้เมื่อไรหลังเยียวยานักโทษแล้ว หลักฐานที่เห็นได้ชัดก็คือมีนักโทษอย่างน้อย 5 คน ถูกบังคับป้อนอาหารทางทวารหนัก ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ใช้ทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าต้องใช้ความชำนาญทางการแพทย์เท่านั้นจึงจะได้ผล   
 
                          จากผลการศึกษาเรื่องการทรมานของเจสเปอร์ ซอนน์แท็ก ที่เผยแพร่เมื่อปี 2551 ระบุว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เคยมีประสบการณ์ถูกทรมานมาก่อนล้วนมีแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้อง บางรายทำหน้าที่ฉีดยาหรือให้ยาหรือตรวจร่างกายนักโทษว่าพร้อมจะถูกทรมานครั้งใหม่เมื่อใด และเกือบ 1 ใน 10 ของผู้ที่ถูกทรมานจนสลบจนหมอต้องช่วยผายปอดด้วยวิธีเม้าท์ทูเม้าท์ ก่อนจะถูกทรมานต่อไป
 
                          ผลการศึกษายังพบว่า เหตุผลที่แพทย์หลายคนเข้ามาช่วยเหลือซีไอเอในการทรมานนักโทษแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าขัดกับหลักจริยธรรมทางการแพทย์อย่างร้ายแรงที่สุด ส่วนใหญ่เป็นเพราะอยู่ในภาวะเสี่ยง อาทิ อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการหรือถูกข่มขู่คุกคามชีวิต แต่เจสเปอร์ ซอนน์แท็กให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าผลการศึกษายังพบว่าจริงๆ แล้วแทบจะไม่มีความแตกต่างระหว่างแพทย์ใต้ระบบเผด็จการกับแพทย์ในระบอบประชาธิปไตย เพราะทั้งสองระบอบนี้ต่างสามารถหาเหตุผลจูงใจหรือสร้างสถานการณ์ที่จะดึงแพทย์ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทรมานได้ ไม่ว่าจะด้วยการยกเรื่องความรักชาติหรือการใส่ร้ายป้ายนักโทษว่าชั่วช้าเกินมนุษย์
 
                          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือกระทรวงกลาโหมสหรัฐได้จัดทำบันทึกฉบับหนึ่งเมื่อกลางปี 2548 ว่าด้วยข้อพึงปฏิบัติของโครงการทางการแพทย์ในการดูแลและรักษานักโทษ ซึ่งอาจตีความได้ถึงการไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ด้วยวิธีปกติและเหมาะสม ต่อกรณีนี้ ลีโอนาร์ด รูเบนสไตน์ ได้ให้ข้อคิดในนิตยสารทางการแพทย์อเมริกัน (จามา) ว่าข้อปฏิบัตินี้ทำให้เกิดช่องโหว่ทางด้านจรรยาแพทย์ จนทำให้แพทย์ทหารและบุคลากรทางการแพทย์สามารถให้ความร่วมมือและสังเกตการณ์การสอบสวนที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ ซึ่งตลอดช่วงที่ผ่านมาสหรัฐยืนกรานว่ามีอำนาจในการกระทำ แม้ว่าในกฎบัติขององค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้ห้ามไว้ก็ตาม ขณะที่รายงานของคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องแยกจรรยาแพทย์ออกจากการเมือง แตในทางปฏิบัติแล้วมักจะหลีกเลี่ยงได้ยากจนกลายเป็นรอยด่างพร้อยในวงการแพทย์อเมริกัน
 
                          ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยชื่อของแพทย์อย่างน้อย 2 คนว่าใช้นามแฝงว่า ดร.เกรย์สัน สวีเกิร์ท และดร.แฮมมอนด์ ดันบาร์ ซึ่งได้รับจ้างซีไอเอด้วยเงินค่าจ้าง 81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,511 ล้านบาท) เพื่อช่วยพัฒนาโครงการระยะ 7 ปี ด้วยการคิดค้นเทคนิคการยกระดับการสอบปากคำให้ได้ผลมากขึ้น อย่างเช่น ใช้วิธีวอเตอร์บอร์ดิง หรือการสร้างแรงกดดันนักโทษให้รุนแรงที่สุด 
 
                          จากเอกสารลับระบุว่า แพทย์ทั้ง 2 คนซึ่งยังไม่มีใครรู้จักว่าตัวตนที่แท้จริงเป็นใคร แต่นิวยอร์กไทมส์รายงานว่าแท้ที่จริงก็คือนพ.เจมส์ มิตเชลล์ และนพ.บรูซ เจสเซน ได้ช่วยกันวางโครงการเมื่อปี 2545 ช่วงที่ซีไอเอเริ่มสอบปากคำอาบู ซูเบย์ดาห์ ชาวซาอุฯ ที่ถูกจับที่ปากีสถานในข้อหาเป็นสมาชิกอัล-ไกดา และถูกพาตัวไปสอบปากคำที่คุกลับในประเทศหนึ่งซึ่งเชื่อว่าเป็นคุกลับในประเทศไทย และสถานกักกันนี้ก็กลายเป็นสถานที่ทดลองวิธีทรมานโดยอาศัยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ที่ดัดแปลงมาจากโรงเรียนสอนวิธีการเอาตัวรอด การขัดขืนและการหลบหนีของกองทัพอากาศสหรัฐที่แพทย์ทั้ง 2 คนเคยประจำการมาก่อนว่าได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่
 
                          สื่อหลายสื่อรายงานว่าหมอรับจ้างซีไอเอเหล่านี้ล้วนแต่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเค้นปากคำผู้ต้องหา รวมทั้งไม่เคยรู้เรื่องอัล-ไกดามาก่อน อย่างไรก็ดี นพ.สวีเกิร์ทเคยศึกษามาก่อนในเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ภาวะการหมดหนทางช่วยเหลือหรือไร้อำนาจจนไม่สามารถขัดขืนและเกิดหดหู่สิ้นหวังในการตอบสนองเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือวิธีกระตุ้นผู้ต้องหาให้ยอมร่วมมือและยอมคายข้อมูลต่างๆ และนายแพทย์ผู้นี้ก็ได้พัฒนาเครื่องมือทรมานหรือที่ใช้ชื่อสวยหรูบังหน้าว่า "เทคนิกการกระตุ้นการสอบปากคำ" เพื่อสร้างแรงกดดันสุดขีด อาทิ วอเตอร์บอร์ดิง การจับยัดในโลงศพขนาดพอตัว การบังคับให้อดนอน การให้อาหารทางรูทวาร เป็นต้น
 
                          ที่สำคัญก็คือหลังจากรู้ลู่ทางดีแล้ว ทั้งสวีเกิร์ตและดันบาร์ก็ได้ตั้งบริษัทบังหน้ารับจ้างซีไอเอคิดค้นการทรมานนักโทษให้ได้ผลแลกกับสัญญาว่าจ้าง 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,580 ล้านบาท) และทั้ง 2 คนก็ได้รับเงินกว่า 81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดลงในปี 2552 นอกเหนือจากที่ซีไอเอได้ทำสัญญาจะให้การคุ้มครองบริษัทและแพทย์ทุกคนไม่ให้ถูกดำเนินคดีทางกฎหมายที่อาจมีขึ้นหลังหมดสัญญา
 
 
 
 
 
-----------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : กระชากหน้ากากหมอรับจ้างซีไอเอ คิดค้นทัณฑ์ทรมานผู้ก่อการร้าย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)