ข่าว

'ข้าวคุณธรรม' ของคนถือศีลห้า

'ข้าวคุณธรรม' ของคนถือศีลห้า

14 ธ.ค. 2557

คุยนอกกรอบ : 'ข้าวคุณธรรม' ของคนถือศีลห้า : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์

 
                          เดี๋ยวนี้คนหันมาใส่ใจในสุขภาพกันมากขึ้น หากเลือกได้ก็จะบริโภคข้าวอินทรีย์ ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ที่เน้นการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และพึ่งพิงตนเอง 
 
                          อันที่จริงการปลูกข้าวอินทรีย์ ถือว่าเป็นการทำบุญต่อผู้บริโภคอย่างหนึ่ง เพราะทำให้เราได้กินข้าวปลอดสารเคมี 
 
                          หากว่าคนปลูกข้าวถือศีลห้าด้วยเล่า จะน่าสนใจมากขึ้นไหม? 
 
                          พระพรมมา สุภัทโท รองประธานมูลนิธิธรรมะร่วมใจ และรองเจ้าอาวาสวัดป่าสวนธรรมร่วมใจ ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำผู้ริเริ่มผลิตข้าวอินทรีย์และจำหน่ายในแบรนด์ “ข้าวคุณธรรม” ที่มีจุดเด่นคือสมาชิกในกลุ่มผู้ปลูกข้าวต้องถือศีลห้าด้วย และได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบสากล
 
                          กลุ่ม "ข้าวคุณค่า ชาวนาคุณธรรม" หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า "กลุ่มข้าวคุณธรรม" เกิดขึ้นในปี 2549 พระพรมมา สุภัทโท เล่าถึงความเป็นมาว่า เห็นปัญหาของชาวบ้านว่า เวลาทำนาใช้สารเคมีมาก ใช้ปุ๋ยเคมี เมื่อเก็บข้าวเสร็จก็เผาฟาง จึงคุยและรวบกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้เห็นว่า การที่กลุ่มนี้ทำอย่างนี้ก็อยู่ได้ ทำไมต้องซื้อปุ๋ย ซื้อยาใส่นา ทำให้กบและเขียดตาย
 
                          พระอาจารย์เล่าว่า ช่วงแรกก็ยากหน่อย ใช้เวลารวบรวมและทำงานเชิงความคิด 2-3 ปี แต่โชคดีที่ชาวบ้านศรัทธาในพุทธศาสนา ทำให้คุยกันง่ายขึ้น เมื่อคนฟังศรัทธาและอยากทำ หน้าที่ของแกนนำคือ ต้องจัดกระบวนการ หมายถึง สมาชิกชี้ว่าคนไหนมีความสนใจ ท่านก็ไปคุยให้ฟัง ให้เห็นว่า สิ่งที่ทำจะเกิดประโยชน์อย่างไร ถ้าเขาเห็นประโยชน์ก็จะมาที่วัด รวมทั้งมีสวัสดิการคือจำหน่ายปุ๋ยราคาถูกให้แก่สมาชิก 
 
                          ช่องทางหลักคือ การสื่อสารผ่านวิทยุ โดยชักชวนให้คนทำเกษตรอินทรีย์ หลังจากนั้นจึงขายความคิดต่อว่า หากรักษาศีล 5 ด้วยจะดีไหม เพราะเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว 
 
                          "ส่วนหนึ่งเห็นว่า ชาวบ้านมีอบายมุข แม้เรามีอาชีพ ทำงานหาเงินได้ขนาดไหน ถ้ามีอบายมุข ไม่ใช้ธรรมะหรือความดีงามนำวิถีชีวิตก็ไม่รอด"
 
                          จุดเด่นของกลุ่มนี้คือ ผู้ผลิตข้าวเป็นผู้ปฏิบัติศีล ไม่ยุ่งเกี่ยวอบายมุข 
 
                          จริงอยู่ว่าข้าวอินทรีย์แต่ละแห่งรสชาติคงใกล้เคียงกัน แต่การที่ผู้ปลูกข้าวถึอศีล 5 ด้วย นั่นนับเป็นมูลค่าเพิ่มทางจิตใจ
 
                          กับคำพูดที่ว่า เป็นพระมายุ่งกิจชาวบ้าน? รองประธานมูลนิธิธรรมะร่วมใจ ตอบว่า เขาก็พูดกัน ก็ตอบไปว่า เราไม่ได้ลงมือทำเอง แต่ระดมความคิด เป็นแกนนำในการจัดตั้ง 
 
                          "ใช้คำว่าจัดตั้ง เพราะวิธีการทำงาน ผู้ศรัทธาตามหมู่บ้านรวมตัวบ้านละ 10-20 คน เราจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวคุณธรรม แต่ละจุดมีสิบกว่าแห่ง กลุ่มเหล่านี้ทำงานกับสมาชิกด้วย ระดับแกนนำมาต่อกับทางวัด มีงานใหญ่ก็นำสมาชิกมา ส่วนมากสมาชิกคือผู้ฟังวิทยุอยู่แล้ว เราถ่ายทอดความคิดผ่านวิทยุโดยตลอด"
 
                          ปัจจุบันมีสมาชิกอย่างเป็นทางการ 170 ครอบครัว ส่วนที่ไม่เข้าระบบก็มีอยู่มาก เนื่องจากอาจปฏิบัติตนได้ไม่ครบทุกข้อตามเงื่อนไข
 
                          ช่วงแรกสมาชิกในกลุ่มปลูกข้าวกินเอง เพื่อได้ข้าวที่ดี อาหารที่ปลอดภัยอีกส่วนทำเพื่อขาย 
 
                          "เราไม่ได้ส่งออกหรอก ขายในกลุ่มเท่านั้น เราตั้งกลุ่มเรียกว่า เครือข่ายคนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา กลุ่มนี้เขาจัดคนลงมาช่วยดำนา ดูวิถีชีวิต คนมีศีลทำนามีชีวิตยังไง คนที่เป็นแกนนำคือ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ"
 
                          นับถึงวันนี้เป็นเวลาเจ็ดปีกว่าแล้ว ซึ่งพระอาจารย์บอกว่า สมาชิกมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมาก 
 
                          ด้านกายภาพ-มีความหลากหลายของแปลงนา มีปลา กบ เขียดในนา ทำให้อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ส่วนสมาชิกเมื่อก่อนบางคนเล่นการพนัน ทะเลาะทุบตีภรรยา พอเข้ากลุ่มและถือศีล 5 ซึ่งห้ามดื่มเหล้าและเล่นการพนัน ทำให้มีเงินเหลือใช้หนี้ สุขภาพก็ดีขึ้น ในครอบครัวก็อยู่เย็นเป็นสุข 
 
                          "ความเปลี่ยนแปลงเห็นๆ คือ ฐานะดีขึ้น ไม่มีหนี้ แม้หาเงินไม่ได้มาก แต่มีกินโดยไม่ต้องซื้อ เราไม่เน้นว่ามีเงินมาก แต่ให้มีกินในแปลงนา ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหาร"
 
                          คาดหวังอย่างไรกับการเพิ่มสมาชิก? รองประธานมูลนิธิธรรมะร่วมใจ ตอบว่า ให้เติบโตตามสภาพ เอาศรัทธาเป็นหลัก หากขาดศรัทธจะดูแลยาก ปัจจุบันข้าวคุณธรรมเป็นที่รู้จักของคนเมือง ผู้ใส่ใจในสุขภาพ เพราะบริษัท ทีวีบูรพา เข้ามาทำการตลาดให้ ทั้งออกบูธและทำเครือข่ายสมาชิก เพื่อสั่งข้าวเป็นรายเดือน หรือรายปี คนกินสามารถตรวจสอบกลับได้ว่า ใครเป็นผู้ปลูกข้าว เป็นตลาดระดับบน
 
                          ที่มาของชื่อ "ข้าวคุณธรรม" พระพรมมา สุภัทโท ตอบว่าคิดกันเองในกลุ่ม ตอนแรกจะใช้คำว่าข้าวอินทรีย์ แต่เห็นว่าคนปลูกปฏิบัติธรรม ก็ใช้ว่าข้าวคุณธรรม 
 
                          สินค้าตัวใหม่คือ "ข้าว 150 สายพันธุ์" 
 
                          เพราะเราถือว่าข้าวเป็นยา จึงนำข้าวนานาชนิดมารวมไว้ในถุงเดียว เพื่อกินให้เป็นยา พระอาจารย์บอกว่าปีหนึ่งผลิตได้ไม่มากนัก และมีคนกรุงเทพฯ สั่งจองไว้แล้วเกือบหมด 
 
                          แก่นคำกล้า พิลาน้อย ฝ่ายส่งเสริมด้านเมล็ดพันธุ์และการผลิต กลุ่มข้าวคุณธรรม ผู้คิดสูตรข้าว 150 สายพันธุ์ เล่าว่า ส่วนตัวอยากกินข้าวพื้นเมืองหลายชนิดในวันเดียวกัน เมื่อนำไปให้อาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์ได้ทำวิจัยและพบว่ามีแร่ธาตุหลายอย่าง เช่น ข้าวหอมนิลสีม่วงเข้มอมดำ อุดมด้วยทองแดง ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโลหิตจาง มีธาตุสังกะสี บำรุงระบบสืบพันธุ์
 
                          ข้าวสีเหลืองนวล เช่น กล้องหอมมะลิ มีวิตามินบีรวม ช่วยฟื้นฟูแขนขาอ่อนแรง วิตามินบี 1 บี 2 ป้องกันโรคเหน็บชา โรคเส้นประสาทหลงลืม, ข้าวสีแดง เช่น กล้องหอมมะลิแดง ทำให้ดัชนีน้ำตาลในเลือดช้า เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีประสิทธิภาพต้านอนุมูลอิสระสูง เป็นต้น  
 
                          "ตอนแรกทำกินแล้วรู้สึกดี ก็ขายในวงแคบๆ ต่อมาเริ่มขยายพื้นที่ตลาด เพื่อช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองด้วย หากไม่มีผลด้านการค้าชาวนาจะไม่ปลูก ข้าวทั้งหมดเป็นพันธุ์พื้นเมือง อาจเป็นพันธุ์พื้นเมืองโบราณที่คัดจากแปลงเกษตรกร บางตัวปรับปรุงขึ้นมาและกรมการข้าวจัดอยู่ในกลุ่มพื้นมือง"
 
                          ข้าวสูตรนี้ทำกินกันเองในปี 2549-2550 และเริ่มขายปี 2552-2553 
 
                          รองประธานมูลนิธิธรรมะร่วมใจบอกว่า ต้นปี 2558 สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดงาน "มหกรรม 20 ปี การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์วิถียโสธร" (จัดพร้อมกับงานบุญประจำปีของกลุ่มข้าวคุณธรรม) ระหว่างวันที่ 5-7 มกราคม 2558 ณ วัดป่าสวนธรรมร่วมใจ ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการ เวทีเสวนา และการบรรยายพิเศษ อาทิ เกษตรอินทรีย์พึ่งตน พ้นทุกข์ โดยสมณะโพธิรักษ์, สุขภาพดีวิถีพอเพียง โดยหมอเขียว, เกษตรอินทรีย์กับพันธุกรรมท้องถิ่น โดย เดชา ศิริภัทร, โจน จันได เป็นต้น
 
                          "เราคุยกันในเครือข่ายว่า น่าจะทำให้เกิดโครงการนี้บ้าง อยากให้เห็นว่ามีกลุ่มทำเรื่องนี้จริงๆ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาดูได้ แกนนำทั้งหลายบอกว่า หากท่านนายกฯ มา อยากคุยด้วย อยากให้ทำจริงจัง เราไม่ต้องการเน้นราคาข้าว ที่ผ่านมาพลาดเยอะ แม้แต่เกษตรอินทรีย์เน้นราคา มันบีบคั้นแกนนำหนักมาก นโยบายที่ผ่านมาทำพวกเราเกือบเจ๊ง เราต้องกู้เงินไปซื้อชาวบ้าน ถ้าไม่ซื้อชาวบ้านขายเข้าโครงการรัฐบาลก็เสียดายข้าว บางคนบอกว่า เกษตรอินทรีย์ควรมีศักดิ์ศรีหน่อย ก็ต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้นอีกเล็กน้อย"
 
                          "อยากให้ท่านนายกฯ มาเห็น ทำให้เกิดคุณภาพดีกว่า ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ลดปัจจัยการผลิต จะไม่บีบคั้นมาก ผู้บริโภคไม่ต้องซื้อข้าวแพง เดี๋ยวนี้เครือข่ายเกิดไม่ได้มาก เพราะต้องแบกรับภาระ ค่านิยมสมาชิกว่า ทำข้าวอินทรีย์ต้องแพงกว่าตลาดเล็กน้อย อาตมาบอกว่า ถ้าจะทำประชานิยมจริงๆ สมมุติซื้อข้าวตันละหมื่นห้าถึงสองหมื่นบาท แต่เงื่อนไขคือทั้งครอบครัวต้องถือศีล 5 ตรวจสอบได้ว่าครอบครัวนี้ถือศีล 5 ไม่มีอบายมุข ถ้าทำได้สัก 5 เปอร์เซ็นต์ ประเทศจะดีเท่าไร ไม่ต้องทุกหมู่บ้านหรอก อย่าคิดว่าจะทำได้ทุกคน ไม่มีทางเป็นไปได้ อาตมาทำข้าวคุณธรรม เห็นสมาชิกดีขึ้น ครอบครัวดี สังคมดี พึ่งพากันมีความเป็นพี่เป็นน้อง ซึ่งดีมาก"
 
 
-----------------------
 
 
เกษตรอินทรีย์ วิถียโสธร
 
 
                          จังหวัดยโสธร มีพื้นที่ประมาณ 4,100 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ที่ผ่านมามีความโดดเด่นในเรื่องคุณภาพข้าว โดยเฉพาะข้าวเจ้าหอมมะลิ มีทั้งปลูกในระบบปลอดภัยและระบบอินทรีย์ กระจายอยู่ทุกอำเภอ โดยการรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ผลิตข้าว และขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคและผู้ค้าส่ง เพื่อจำหน่ายเป็นข้าวอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีศักยภาพต่างกัน เนื่องจากประสบการณ์และความเข้มข้นของการส่งเสริมไม่เท่ากัน 
 
                          พัฒนาการของเกษตรอินทรีย์ในยโสธรมีมายาวนานกว่า 20 ปี โดยเริ่มที่ อ.กุดชุม เป็นแห่งแรก มีความเคลื่อนไหวสรุปได้ดังนี้ 
 
                          ปี 2545 จัดมหกรรมวันข้าวอินทรีย์ไทยที่จังหวัดยโสธร, ปี 2546 มีกิจกรรมโรงเรียนชาวนา โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มูลนิธิจำเนียร สารนาค, ปี 2547 จังหวัดขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "เกษตรอินทรีย์สู่สากล" เป็นปีที่มีการขยายและส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์จากภาครัฐ สนับสนุนการเกษตรเพื่อปรับเปลี่ยนสู่การทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร แต่ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 
 
                          ปี 2549 เกิดกลุ่ม "ข้าวคุณค่า ชาวนาคุณธรรม" หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า "กลุ่มข้าวคุณธรรม" โดยมีศูนย์รวมที่วัดป่าสวนธรรมร่วมใจ นำโดย พระคุณเจ้าพรมมา สุภัทโท และแกนนำกลุ่ม สมัครขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบสากล, ปี 2550 เกิดศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นชุดเกษตรอินทรีย์ โดยการนำของนักพัฒนาเอกชน ประสานกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นใช้กระบวนการงานวิจัยเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา นับจากปี 2550-2557 มีโครงการวิจัยที่ดำเนินงานภายใต้ชุดเกษตรอินทรีย์กว่า 40 โครงการ 
 
                          กล่าวได้ว่า การทำเกษตรอินทรีย์ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีหลายรูปแบบ ทั้งทำเกษตรแบบพึ่งตนเอง ไม่ได้รับรองมาตรฐาน (ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้) และเกษตรอินทรีย์แบบรับรองมาตรฐาน 1,697 ครอบครัว รวมพื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 28,419 ไร่ นับเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมด ปี 2557 หลายหน่วยงานพยายามขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์จังหวัด สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ธ.ก.ส. งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ 
 
 
-----------------------
 
(คุยนอกกรอบ : 'ข้าวคุณธรรม' ของคนถือศีลห้า : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์)