
อสส.ยังไม่สรุปส่งฟ้อง'ปู'จำนำข้าว
'อัยการสูงสุด'ยังไม่สรุปส่งฟ้อง 'ยิ่งลักษณ์' คดีทุจริตรับจำนำข้าว ให้สอบเพิ่มประเด็นซื้อขายข้าวจีทูจี ยันทำหน้าที่ตรงไปตรงมา
12ธ.ค.2557 ที่ห้องประชุม 303 สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เวลา 14.00 น. นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงผลความคืบหน้า การพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์สำนวนคดีโครงการจำนำข้าว ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการปราบปรามทุจริตฯ มาตรา 123/1 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ที่ละเลยไม่ดำเนินการระงับ ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท หลังจากเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วม ระหว่างอัยการและ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาสอบเพิ่มเติมใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือไม่ 2.เรื่องการละเว้นปฏิบัติหน้าที่นั้นให้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหา ได้ดำเนินการตรวจสอบหรือไม่ อย่างไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร และ 3.เรื่องการทุจริตให้ไต่สวนพยานเพิ่มเติมว่า หากมีการทุจริตพบในขั้นตอนใดและอย่างไร
นายสุรศักดิ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ของคณะทำงานอัยการที่ร่วมประชุมกับ ป.ป.ช. กล่าวว่า ตามที่คณะทำงานผู้แทนอัยการสูงสุดและคณะทำงานผู้แทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ร่วมประชุมพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์กันครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยผลการประชุมสรุปว่า คณะทำงานฝ่ายอัยการสูงสุดเห็นว่า ควรสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติม และส่งพยานเอกสารให้ครบถ้วนตามที่ได้แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ไว้ทุกประเด็น แต่คณะทำงานฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่า จะส่งพยานเอกสารเพิ่มเติมและสอบพยานบุคคลบางปากที่เกี่ยวข้องกับเอกสารเท่านั้น โดยคณะทำงานแต่ละฝ่ายจะนำประเด็นที่พิจารณากันไปเสนอนายตระกูล ในฐานะอัยการสูงสุด และ ป.ป.ช.ว่าจะเห็นพ้องด้วยกับแนวทางของฝ่ายใดอย่างใดนั้น ทางอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า หากมีการรวบรวมพยานเอกสารเพิ่มเติม และมีการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามประเด็นที่คณะทำงานฝ่าย ป.ป.ช.เห็นชอบด้วย และมีการสอบเพิ่มเติมในประเด็นของคณะทำงานฝ่ายอัยการสูงสุด เรื่องการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ให้สิ้นกระแสความแล้ว คดีก็น่าจะมีพยานหลักฐานสมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีอาญาในชั้นศาล ซึ่งนายตระกูล อัยการสูงสุด ได้ยึดหลักกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม อำนวยความยุติธรรมให้แก่ทุกฝ่าย เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากนี้คณะทำงานร่วมฯ จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งคณะทำงาน ป.ป.ช.จะกำหนดวันนัดประชุม โดยอย่างเร็วที่สุดคาดว่าภายในเดือนธันวาคม ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าอัยการกับ ป.ป.ช. มีแนวทางแตกต่างกัน ในการทำงานทุกฝ่ายพยายามหาหลักฐานให้ดีที่สุด ซึ่งแนวทางของคณะทำงานอัยการ มองว่า หากจะมีการดำเนินคดีในชั้นศาล หลักฐานทั้งหมดก็ควรต้องครบถ้วนสมบูรณ์ และการร่างฟ้องจะต้องมีสาระสำคัญครบถ้วนตามที่มีการกล่าวหา
"ขณะนี้ยังติดขัดในรายละเอียด การซื้อขายข้าวแบบจีทูจี เนื่องจากพยานในสำนวนการไต่สวน ป.ป.ช. ที่ส่งถึงอัยการสูงสุด มีถ้อยคำของพยานที่ให้การในส่วนของรายละเอียดการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งมีความเห็นขัดแย้งไม่ชัดเจน โดยพยานบางปากให้การว่า ไม่มีการซื้อขายแบบจีทูจี แต่ขณะที่พยานอีกส่วนหนึ่งยืนยันว่า มีการซื้อขายข้าวด้วยวิธีดังกล่าว จึงต้องหาข้อสรุปให้ได้ข้อชัดเจนเสียก่อนว่า มีการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีจริงหรือไม่อย่างไร ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นประเด็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งในสำนวนคดีนี้ อย่างไรก็ดี คาดว่าคณะทำงานร่วมฯ จะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน แต่ก็ไม่น่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้" นายสุรศักดิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าพยานหลักฐานเท่าที่มีอยู่ขณะนี้ สามารถสั่งฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติตามมาตรา 157 ได้หรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องพิจารณาการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้เสร็จสิ้นก่อน คาดว่าคงจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.ในครั้งหน้า



