ข่าว

'โภคิน'ถกกมธ.ยกร่างรธน.

'โภคิน'ถกกมธ.ยกร่างรธน.

12 ธ.ค. 2557

'โภคิน' เสนอปัดฝุ่นห้ามเขียนนิรโทษฯคนล้มล้างสถาบัน-รัฐธรรมนูญไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ กันรัฐประหารเกิดอีก ชูรธน.ปี40 เป็นหลัก

 
               12 ธ.ค.57 เมื่อเวลา 09.00 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม กมธ. เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ คือ รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากนายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย, นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย และ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ และพิจารณารายงานของคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่3 ว่าด้วยแนวนโนบายพื้นฐานแห่งรัฐ, รัฐสภา และ คณะรัฐมนตรี ที่นายสุจิต บุญบงการ ประธาน อนุ กมธ.ฯ นำเสนอ
 
               โดยก่อนเข้าแสดงความเห็นต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นายโภคินให้สัมภาษณ์ว่า ข้อเสนอต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศที่จะนำเสนอนั้นเป็นข้อเสนอชุดเดิมที่แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ให้ศึกษาก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยส่วนแรกจะมีความยาว 8 หน้ากระดาษ ที่ระบุถึงระบอบประชาธิปไตยไทยในระยะ 82 ปีที่ผ่านมา โดยช่วงแรก ปี 2475 - 2538 ที่เป็นช่วงของการต่อสู้ประชาธิปตย และมีข้อสรุปที่ตกผลึกแล้วคือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง, ส.ส.ควรสังกัดพรรคการเมืองไม่เช่นนั้นจะไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัย, ผู้ที่อายุ 18 ปี ถือเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เตรียมเสนอคือให้ยึดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นหลัก เพราะได้ให้ความสำคัญกับการเมืองภาคพลเมืองและทำให้การเมืองภาคพลเมืองมีความเข้มแข็ง ให้โอกาสประชาชนเสนอร่างกฎหมาย ถอดถอนฝ่ายการเมือง เน้นสิทธิและบทบาทประชาชน ผู้ด้อยโอกาสและสตรีมากขึ้น ส่วนตัวมองว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ต้องใช้เวลาการในการตกผลึก
 
               นายโภคิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาที่ควรนำมาปรับใช้ อาทิ บทว่าด้วยนิรโทษกรรม ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2517 ที่เขียนไว้อย่างดี ในมาตรา 4 ว่า “การนิรโทษกรรมแก่ผู้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้” แต่ต่อมาหลักการดังกล่าวไม่เคยถูกนำมาเขียนไว้ ทำให้ผู้ล้มล้างการปกครองเขียนนิรโทษกรรมความผิดให้กับตัวเอง ก่อนหน้านั้นเขียนนิรโทษกรรมเป็นกฎหมายรายฉบับ แต่นับจากปี 2519 ได้เขียนการนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประเด็นดังกล่าวต้องนำมาพิจารณาใหม่หรือไม่ เพื่อป้องกันการรัฐประหาร และให้การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมีความต่อเนื่อง
 
               “การนิรโทษกรรมบุคคลที่ยึดอำนาจรัฐธรรมนูญต้องเขียนว่าทำไม่ได้ ให้ถือเป็นประเพณีปกครองไทย หากไม่ผลักดันและไม่เขียน เมื่อบุคคลเกิดความไม่พอใจก็แก้ปัญหาแบบนี้อีก และนำไปสู่ความไม่เข้าใจ และความแตกแยก ต้องยอมรับว่าความเห็นไม่ตรงกันสามารถมีได้ แต่เราต้องแก้ปัญหาบนพื้นฐานประชาธิปไตย ที่มีความศรัทธาและเชื่อในการตัดสินใจของประชาชน แม้ประชาชนจะยกจน หรือ ไร้การศึกษา แต่เขาไม่ได้โง่ ดังนั้นการปลูกฝังจิตสำนึกประชาธิปไตยและการเรียนรู้ประชาธิปไตยต้องเรียนจากวิถีชีวิตที่เป็นจริง ต้องให้มีส่วนร่วมไม่ใช่แค่การแสดงออกตอนเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นการเขียนรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาว่าเราจะเชื่อในสติปัญญาประชาชนหรือไม่ หากไม่ไว้ใจ มองว่าประชาชนจะเลือกคนโกงไปตลอด ก็จบ” นายโภคิน กล่าว
 
               นายโภคิน กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ในปี 2550 ที่คณะรัฐประหารยุคนั้นมุ่งกำจัดหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคการเมืองอย่างเต็มที่ มีบันไดสี่ขั้น และวางกลไกที่ย้อนยุค และให้มีองค์กรอิสระที่มาใช้อำนาจอย่างไม่ตรงไปตรงมา ไม่สุจริต ไม่เป็นธรรม และยังมีอคติ จึงสร้างความแตกแยกมากขึ้น ดังนั้นเมื่อคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ว่าอยากเห็นการปรองดอง เป็นธรรมกับทุกฝ่าย สังคมเดินหน้า ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างใหม่ต้องพิจารณาหลายด้านประกอบกัน เช่น ปัญหาเกิดจากระบบ, กฎหมาย หรือตัวบุคคล
 
               “การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องพิจารณาถึงเหตุปัญหาด้วยว่า ที่ผ่านมามีปัญหาจากระบบ จากกฎหมาย หรือจากคน ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเกิดจากกฎหมายให้แก้ไขกฎหมายส่วนที่เป็นปัญหา แต่หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเกิดจากคน ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่มาก โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 19ฉบับ เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว ทั้งนี้คนอเมริกันไม่มีความเก่าแก่ อพยพมาจากทั่วโลก แต่เขาสามารถตกผลึกเป็นชนชาติ และความเป็นปึกแผ่น และบังคับใช้มาหลายร้อยปี แต่ทำไมไทยไม่สามารถก้าวผ่านสิ่งดังกล่าวได้ ดังนั้นต้องผลักดันให้เรื่องนี้ผ่านไปให้ได้” นายโภคิน กล่าว
 
 
"เลิศรัตน์"เผยข้อเสนอ"โภคิน"


              พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงถึงผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากพรรคการเมืองต่างๆ และกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง โดยนายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา ซึ่งให้ข้อคิดเห็นในฐานะส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ว่านายโภคินได้ชี้แจงและให้ข้อคิดเห็นแนวทางเพื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ 4 ประการ ได้แก่ 1.การปกป้องและส่งเสริมระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

             2.ให้บัญัติในรัฐธรรมนูญว่า การนิรโทษกรรมในการล้มล้างรัฐธรรมนูญไม่อาจทำได้ 3.ศาลและกระบวนการยุติธรรมตลอดจนองค์กรอิสระต่างๆต้องยึดโยงอำนาจอธิปไตยของปวงชน และยังเห็นควรให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้จัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีองค์ประกอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระมีหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญเป็นหลัก และมีอำนาจหน้าที่จำกัดเฉพาะที่มีบัญญัติใว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น และ5.ในส่วนของการเสริมสร้างความปรองดองและความยุติธรรม

             นายโภคินเห็นควรให้สร้างระบบความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรมของผู้พิพากษา และตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสร้างระบบและกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติงานของศาล และกระบวนการยุติธรรมทุกประเภทเพื่อให้ปราศจากอคติอย่างแท้จริง ออกกฏหมายให้ประชาชนสามารถวิพากณ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลได้ หากเป็นไปโดยสุจริตไม่ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล อย่างไรก็ตาม นายโภคินยังได้เสนอให้ยกเลิกการการตัดสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการทำผิดของพรรคหรือกรรมการบริหารบางราย ขณะเดียวกัน ยังเห็นควรให้ขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ทั้งในส่วนบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระต้องเปิดเผยทรัพย์สินต่อสาธารณะ ทั้งยังได้เสนอให้ขยายความคำว่าทุจริตคอร์รัปชั่น โดยให้รวมถึงการใช้อำนาจขององค์กรต่างๆ โดยมีอคติหรือเลือกปฏิบัติ ซึ่งนายโภคิน เห็นว่าองค์กรที่เลืกปฏิบัติหรือมีอคติมีผลเสียต่อสังคมมากกว่าการทุจริตคอร์รัปชั่น

             พล.อ.เลิสรัตน์ กล่าวว่า มีข้อเสนอใหม่ให้ตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติของภาคเอกชน โดยนำระบบรายได้และภาษีมาใช้ ส่วนประเด็นสุดท้ายคือการปฏิรูปประเทศในระยะเฉพาะหน้า 1 - 4 ปี ซึ่งนายโภคินระบุไว้ 5 ด้าน ได้แก่ 1.สร้างและส่งเสริมให้สังคมไทยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 2.การเสริมสร้างความสมานฉันท์ และความยุติธรรม 3.การขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น 4.การสร้างโอกาส และ5.ลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างเป็นธรรม


เผยข้อสรุปคณะอนุกมธ.จัดทำร่างรธน.คณะที่3

    
             พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวถึงผลสรุปเบื้องต้นในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ คณะที่ 3 ที่มีนายสุจิต บุญบงการ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยควรยังเป็นระบบรัฐสภา การแบ่งแยกหน้าที่และถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจซึ่งกันและกันของรัฐสภา ในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ และคณะรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร ที่ไม่ใช่การแบ่งแยกอำนาจโดยเด็ดขาด ซึ่งกรรมาธิการฯ ส่วนใหญ่เห็นว่าการแบ่งแยกอำนาจโดยเด็ดขาดใช้กับระบบเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งไม่เหมาะกับประเทศไทย และยังเห็นควรให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนมีอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ให้วุฒิสภามีอำนาจเปิดอภิปรายโดยไม่ลงมติต่อรัฐบาลได้ ทั้งยังคงอำนาจยุบสภาไว้ที่นายกรัฐมนตรี

             พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า คณะกมธ.ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาเพิ่มมากขึ้น เช่น กำหนดให้รัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้ของฝ่ายนิติบัญญัติ และเสนอให้ประธานคณะกมธ.วิสามัญ งบประมาณประจำปี เป็นผู้ที่มาจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เพื่อถ่วงดุลในการจัดสรรงบฯ นอกจากนี้ คณะกมธ.ยังได้เสนอให้ ส.ส.มีอิสระในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเป็นการการลงคะแนนลับ ทั้งนายกรัฐมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 วาระ วาระละไม่เกิน 4 ปี ส่วนวาระที่อยู่ไม่ครบเทอมให้ถือเป็นหนึ่งวาระ อย่างไรก็ตาม ยังเสนอให้เพิ่มกระบวนการยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี โดยประชาชนได้โดยตรง เช่น ประชาชนสองหมื่นรายชื่อยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎร

             พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า มีการเสนอให้มีการออกกฏหมายคณะรัฐมนตรี (Carbinet Law) ซึ่งจะกำหนดวิธีการประชุมคณะรัฐมนตรีให้ครม.มีความรับผิดชอบร่วมกัน รวมถึงการถูกตรวจสอบ "ในอนาคตถ้ามีกฏหมายนี้ รัฐมนตรีก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องใดที่เข่้ามาสู่ที่คณะรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบร่วมกัน" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
    
             พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนรัฐสภายังคงใช้แนวคิดของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ 2550 โดยให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสัดส่วน 1 ต่อประชากร 200,000 คน ไม่บังคับให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง รับรองความเป็นอิสระของส.ส.ในการทำหน้าที่ ห้ามไม่ให้พรรคลงมติขัดกับส.ส. และเห็นควรให้มีการเลือกตั้ง 2 แบบ คือแบ่งเขต กับบัญชีรายชื่อ โดยในแบบบัญชีรายชื่อต้องยกเลิกเกณฑ์ที่ปิดกั้นพรรคการเมืองขนาดเล็ก และการเพิ่มจำนวนส.ส.ให้พรรคการเมืองใหญ่ที่เกินจริง ซึ่งจะมีวิธีการคิดคะแนนโดยยึดถือสัดส่วนที่ได้จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อหลักมาปรับให้สัดส่วนนี้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน รวมถึง การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จะปรับให้เป็นสัดส่วนแบบผสม

             นอกจากนี้พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาดำรงตำแหน่งวาระละ 6 ปี ห้ามดำรงตำแหน่ง 2 วาระติดกัน และยังได้เสนอให้มีศาลเลือกตั้ง โดยให้มีการอุทธรณ์ได้จนถึงชั้นฎีกา เพื่อให้การตรวจสอบทำได้โดยฝ่ายตุลาการ
 
 
"วันชัย"เผยกรอบรับฟังความเห็นกมธ.ปฏิรูป15-17ธ.ค.

                นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิปสปช.)แถลงผลการประชุมว่า ในวันที่ 15-17 ธ.ค.ที่สปช.จะมีวาระพิจารณารับฟังความเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปทั้ง 18 ด้าน เพื่อส่งไปยังกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 กำหนด โดยวันที่ 15 ธ.ค.นั้น ที่ประชุมจะพิจารณาความเห็นของกมธ. 7 คณะในด้านสังคม อาทิ กมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค กมธ.การปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในวันที่ 16 ธ.ค.ที่ประชุมจะพิจารณาความเห็นกมธ.ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง กมธ.การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กมธ.การปฏิรูประบบสาธารณสุข ส่วนในวันที่ 17 ธ.ค.จะพิจารณาความเห็นของกมธ.ปฏิรูปการเมือง


“วิชา”ยันไม่จำเป็นต้องรอรธน.ใหม่ถึงถอดถอน

                นายวิชา มหาคุณกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีอดีต ส.ว. และ ส.ส. รวม 308 คนที่เข้าชื่อกันแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของวุฒิสภา ว่า ภายหลังชี้มูลความผิด ส.ว. ไปแล้ว 38 คน ขณะนี้ยังเหลือไต่สวนข้อเท็จจริงในส่วนของ ส.ส. จำนวน 268 คน โดยแต่ละคนได้ทยอยเข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากันบ้างแล้วแต่ยังไม่ครบทั้งหมดนอกจากนี้ยังต้องหาข้อมูลบางอย่างมาเพิ่มเติมประกอบในสำนวนคดีอยู่ ดังนั้นคงต้องรอรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จก่อนจึงจะสามารถชี้มูลความผิดส.ส. ที่เหลืออยู่ได้

                เมื่อถามว่า สามารถชี้มูลความผิด ส.ส.ในขณะนี้และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนได้เลยหรือไม่ หรือต้องรอให้สถานการณ์ปกติ มีรัฐธรรมนูญใหม่ และมี ส.ว.เข้ามาทำหน้าที่แทนก่อน นายวิชา กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องรอ เพราะเราทำงานไปตามพยานหลักฐาน