
เปิดโครงสร้าง'เจรจาสันติสุข'ดึงทุกกลุ่มเข้าพูดคุย
เปิดโครงสร้าง'เจรจาสันติสุข'ดึงทุกกลุ่มเข้าพูดคุยดับไฟใต้ : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามในคำสั่งที่ 230/2557 ในการจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะมีคณะกรรมการ 3 ระดับ คือ 1.คณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (The Steering Committee for Peace Dialogue) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ 2.คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (The Peace Dialogue Panel) โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย และ 3.คณะประสานงานระดับพื้นที่ (The Area-based Inter-agency Coordination Working Group) โดยมี ผอ.รมน.ภาค 4 เป็น หัวหน้าคณะประสานงาน
กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กำหนดเป้าหมาย และทิศทางเป็น 3 ระยะ โดยจะเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของนานาประเทศ ระยะแรกคือ การพูดคุยเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ ระยะที่สองคือ การบรรลุข้อตกลงแนวปฏิบัติสองฝ่าย (Code of Conduct) ที่นำไปสู่การลดการเผชิญหน้า และยุติการใช้ความรุนแรง และระยะที่สามคือ การบรรลุฉันทามติของทางออก (Road Map) จากความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
สำหรับคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขดังกล่าว นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานที่ปรึกษากองทัพบก เป็นหัวหน้าคณะ ร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กองทัพบก และผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะประสานงานระดับพื้นที่ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง
พล.อ.อักษรา เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นผู้กำหนดกรอบและบทบาทในการพูดคุยสันติสุข และมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำหน้าที่เป็นเลขาฯ ของคณะกรรมการ ดังนั้นจะต้องรอรายละเอียดจาก สมช.ก่อน การพูดคุยถึงจะขับเคลื่อนได้
“ไม่ใช่ว่าเราจะไปดำเนินการเองได้เหมือนกับชุดที่แล้ว ดังนั้นในหลักการจะต้องกำหนดกรอบให้ชัดเจนแล้วหัวหน้าทีมที่จะไปพูดคุยเพื่อสันติสุขมีหน้าที่ตามที่ทาง สมช.ดำเนินการ ไม่ได้เป็นหัวหน้าแล้วไปดำเนินการได้เลย ตอนนี้ต้องรอการจัดทีมการพูดคุยเพื่อสันติสุขก่อน โดยจะต้องรอกำหนดตัวบุคคลที่จะเข้ามาร่วมเป็นทีมในการพูดคุยเสียก่อน ตอนนี้ทุกคนไปวาดภาพเก่าๆ ทั้งหมด ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ จะคุยกับใคร สำเร็จหรือไม่ หรือผลจะออกมาอย่างไร ผมเป็นเพียงตัวบุคคลที่จะเป็นหัวหน้าทีมในการพูดคุย ส่วนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถือเป็นออฟฟิศ ในการตั้งเรื่องทั้งหมด ตอนนี้ผมรอรายละเอียดอยู่ ซึ่งรายละเอียดทาง กอ.รมน. และ สมช.จะทราบดี แต่นายกฯ ได้อธิบายแล้วว่าคณะทำงานจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ แต่ไม่มีใครสนใจ เพียงแต่ไปพุ่งประเด็นการพูดคุยกันเท่านั้น”
พล.อ.อักษรา กล่าวด้วยว่า ทางเราจะต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ก่อน ต้องรอการประชุมของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เราจะไปดำเนินการได้ ซึ่งการพูดคุยสันติสุขในรอบใหม่นี้จะมีความชัดเจนมากกว่าเดิมและเป็นระบบมากขึ้น สามารถวัดผลได้ในเรื่องของการพูดคุย
ทั้งนี้ การทำงานมี 3 ระดับ คือ 1.ระดับตัดสินใจ ซึ่งสามารถที่จะนำประเด็นที่หารือไปสู่การปฏิบัติ หรือไปสู่ข้อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นได้ 2.ระดับทีมการพูดคุยจะเป็นคนที่เอาประเด็นที่ไม่ขัดแย้งต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และจะต้องไม่นำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ เพื่อนำไปสู่สันติสุข และ 3.ระดับในพื้นที่ จะเป็นตัววัดผล ซึ่งจะทำให้เห็นว่า จากการพูดคุยกันแล้วในกลุ่มต่างๆ เหตุการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้นอย่างไร สามารถตรวจสอบและวัดความก้าวหน้าของการพูดคุยกันได้
“จากเดิมการพูดคุยกันของคณะทำงานชุดก่อนเป็นทีมเดียว และไปพูดคุยโดยต่างฝ่ายต่างยื่นข้อเรียกร้อง ซึ่งถ้ามีความเห็นต่างก็จะไม่ได้ข้อยุติ เรื่องนี้จะต้องมีความใจเย็น นายกฯ ได้เน้นอยู่เสมอว่าเรื่องนี้อย่าไปเร่งรัดหรือรีบร้อน เพราะจะไปสร้างความกดดันให้แก่ทั้งสองฝ่าย ดังนั้น การทำงานจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน อย่ากดดันและเร่งรัด เพราะมันไม่เป็นผลดีกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้"
พล.อ.อักษรา ยอมรับว่า กลุ่มที่ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและเห็นต่าง ดังนั้นเราจะไปพูดคุยกับกลุ่มเดียวคงไม่ได้ การทำงานเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ซึ่งจริงๆ จะต้องทำงานให้สำเร็จก่อนแล้วค่อยมาเปิดเผย ตอนนี้มีหลายคนมากพยายามสอบถามถึงเรื่องดังกล่าว แต่ก็เข้าใจว่าทุกคนอยากรู้ อยากทราบ อยากเห็นความก้าวหน้าในการทำงาน ทั้งนี้สื่อมวลชนสำคัญมาก และจะต้องมาช่วยกันในการนำเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติให้มาก
ส่วนการเข้ามาเป็นผู้ประสานงานของมาเลเซียในครั้งนี้ เราต้องขอบคุณมาเลเซีย เป็นเพื่อนบ้านที่ติดกับประเทศไทย และยินดีที่จะเข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหา และในอนาคตเส้นเขตแดนก็จะเป็นเส้นแห่งความร่วมมือไม่ใช่เส้นแห่งความขัดแย้ง เพราะจะต้องมีอีกหลายโครงการที่จะต้องร่วมมือกันของทั้งสองประเทศ นายกรัฐมนตรีเยือนประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา ได้ไปสร้างความมั่นใจในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนเพื่อเชื่อมโยงในภูมิภาคระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน การพูดคุยกับสันติสุขเป็นเพียง 1 ใน 10 เรื่องที่นายกรัฐมนตรีหารือกับมาเลเซีย
“จากประเมินสถานการณ์แล้วถือว่าอยู่ในทิศทางที่ดี ทุกกลุ่มทุกฝ่ายกำลังรอท่าทีของฝ่ายเราอยู่ ถ้าฝ่ายเรามีความชัดเจน ฝ่ายอื่นก็พร้อม ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี การพูดคุยดีกว่าไม่คุย อย่างน้อย พล.อ.ประยุทธ์ และ นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็ส่งสัญญาณให้ภูมิภาคหรือทั่วโลกได้เห็นแล้วว่าเราจะร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค เพื่อเข้าสู่การประชาคมอาเซียน ตอนนี้มีคนพยายามโจมตีว่าเราไม่ยอมรับ ซื้อเวลา ไม่อยากได้ทหารเข้ามาทำงาน ทั้งที่การทำงานของเราไม่ได้มีการยื้อเวลาหรือซื้อเวลา แต่ทุกอย่างจะต้องไปตามขั้นตอน พูดง่ายๆ จะประกอบรถยนต์คันหนึ่ง จะต้องประกอบนอตทีละตัว และนำตัวถังมาเชื่อมใส่ก่อนที่จะมาเป็นรถยนต์วิ่งได้ ทุกคนอย่าใจร้อน”
พล.อ.อักษรา กล่าวถึงหลายฝ่ายมองว่าเวลาการทำงานค่อนข้างจำกัดของรัฐบาลชุดนี้ ตนมองว่าเป็นโอกาสอันดี เพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง ดังนั้นไม่มีประเด็นแอบแฝงผลประโยชน์อย่างอื่น เพียงแต่ต้องการความสงบสุขในพื้นที่ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะพูดคุยกับเพื่อนบ้านในหลายๆ เรื่อง ทั้งที่ผ่านมาไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะมีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นเมื่อมีระยะเวลาอันสั้นทุกคนก็จะต้องทำให้สู่สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว ถ้าเรามัวไปทำแบบเก่า ที่ว่าเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ตอนนี้บ้านเมืองกำลังจะเดินหน้า และทุกคนก็อยู่ในเรือลำนี้ หากไม่ช่วยกันพายก็ไม่ไหว เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วทุกคนจะต้องช่วยกัน
สำหรับการพูดคุยกับกลุ่มที่เห็นต่างในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น เป็นเรื่องภายในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 4 ที่จะต้องดำเนินการ ส่วนตนรับผิดชอบคือการเป็นหัวหน้าพูดคุยสันติสุข ทั้งนี้การทำงานตนไปในนามคนในพื้นที่ 3 จังหวัด และคนไทย 65 ล้านคนให้กำลังใจที่จะให้ทีมเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ เพราะปัจจุบันในพื้นที่ความรุนแรงยังเกิดขึ้นอยู่ ถ้าเหตุการณ์สงบ การค้า การลงทุน และนำการศึกษาเข้าไปก็จะดีขึ้น ตอนนี้ไม่ได้เป็นในเรื่องของเอกราชหรืออธิปไตยแบบเดิมแล้วที่จะต้องต่อสู้แย่งชิง ถ้าการแก้ไขปัญหามีความเข้าใจกัน และมีการชักชวนกลุ่มต่างๆ เข้ามาร่วมเรื่อยๆ ก็จะเป็นผลดี ส่วนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเป็นหน้าที่ของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่จะต้องดำเนินการไป
"การแก้ไขเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นเราจะต้องดำเนินการให้ดีที่สุด และประชาชนในพื้นที่คือหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหา ที่ทำทุกอย่างเพื่อลดความสูญเสีย ลดความรุนแรง ลดเหตุร้ายของผู้บริสุทธิ์ ทั้งนี้มั่นใจถึงการพูดคุยสันติสุขในรอบใหม่นี้ แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลา" พล.อ.อักษรา กล่าวทิ้งท้าย
จับตาตั้ง"สำนักงานขับเคลื่อน"ในไทย
กระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มเดินหน้าแล้ว ภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเยือนมาเลเซียเมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2557 และได้หารือเรื่องดังกล่าวกับ นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในการพบปะกันระหว่างสองผู้นำ ทางฝ่ายไทยได้แนะนำ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย ขณะที่มาเลเซียแจ้งว่าจะมอบหมายให้ ดาโต๊ะ สรี อาหมัด ซัมซามิน ฮาชิม อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองมาเลเซีย ทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการทำหน้าที่ต่อเนื่องจากเมื่อครั้งที่ไทยเปิดโต๊ะพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำบีอาร์เอ็น เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
สำหรับกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งผู้นำของสองประเทศได้ตกลงกันไว้มี 3 ข้อ คือ 1.ยุติความรุนแรงและไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา 2.พูดคุยกับผู้เห็นต่างทุกกลุ่ม ไม่ชูหรือเน้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ และ 3.นำความต้องการของทุกกลุ่มในพื้นที่มาดำเนินการให้เป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวว่า พล.อ.อักษรา จะเดินทางไปมาเลเซียอีกครั้งช่วงกลางเดือนนี้ เพื่อพบปะทำความรู้จักและหารือเกี่ยวกับกรอบการพูดคุย รวมถึงตัวแทนของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่จะเข้าร่วมโต๊ะพูดคุย
อย่างไรก็ตาม มีรายงานอีกกระแสหนึ่งว่า พล.อ.อักษรา พร้อมคณะ ประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.ท.กิตติ อินทสร แม่ทัพน้อยที่ 4 และผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้เดินทางไปมาเลเซียแล้วเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อทำความรู้จักกับคณะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยอย่างเป็นทางการ โดยได้พบกับดาโต๊ะซาซามินและคณะ พร้อมได้หารือกันเกี่ยวกับกรอบการพูดคุยสันติสุข
โดยเฉพาะการยกร่างทีโออาร์ หรือขอบเขตภารกิจที่เป็นรายละเอียดของการพูดคุยฉบับใหม่ โดยฝ่ายมาเลเซียมีข้อเสนอให้ตั้ง "สำนักงานขับเคลื่อนการพูดคุย" ขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และพร้อมเข้ามาร่วมขับเคลื่อนด้วย หากทำได้คาดว่าจะจัดทำข้อตกลงหยุดยิงได้ภายในกลางปี 2558
แต่มีข้อสังเกตว่าพบปะกับคณะของดาโต๊ะซัมซามิน เป็นทางการหรือไม่ เพราะคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็ยังไม่ได้ประชุมกันแม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งทีโออาร์ที่จะยกร่างใหม่ก็ไม่ชัดว่าซ้ำซ้อนกับทีโออาร์ที่ทีมงาน สมช.ของไทยกับมาเลเซียได้จัดทำไว้แล้วก่อนที่นายกฯ ประยุทธ์เดินทางเยือนมาเลเซียหรือไม่
ด้านแหล่งข่าวในรัฐบาลเปิดเผยว่า นโยบายเปลี่ยนก็ต้องปรับทีโออาร์ใหม่ หลังจากนี้จะมีการประสานให้ผู้เห็นต่างทุกกลุ่มที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ ส่งตัวแทนมาร่วมพูดคุย ขณะที่การประสานงานกันระหว่างไทยกับมาเลเซียจะมีเป็นระยะๆ ต่อไป และมีความเป็นไปได้ที่จะใช้พื้นที่ประเทศไทยในการพบปะและทำงานร่วมกัน
ขณะที่ "องค์กรพูโล" ที่นำโดย นายกัสตูรี มาห์โกตา หนึ่งในกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่เคลื่อนไหวปลดปล่อยปัตตานี ได้ออกแถลงการณ์แสดงท่าทีในเว็บไซต์ puloinfo.net ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางเยือนมาเลเซียและแถลงเดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุข โดยประกาศว่าพูโลยืนหยัดสนับสนุนกระบวนการเจรจาที่จะมีขึ้นอย่างเต็มที่



