
กระแส'ไอเอส'ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(2)
กระแส'ไอเอส'ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(2) : โลกมุสลิม โดยศราวุฒิ อารีย์
ประมาณการกันว่า กลุ่ม "รัฐอิสลาม" หรือ "ไอเอส" มีนักรบที่มาจากประเทศต่างๆ กว่า 80 ประเทศทั่วโลก และมีจำนวนรวมกันมากกว่า 15,000 คน ที่ปฏิบัติการอยู่ในซีเรียและอิรัก ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น นักรบส่วนใหญ่มาจากประเทศมุสลิมอย่างอินโดนีเซีย (ประมาณ 200 คน) และมาเลเซีย (40 คน) แต่ก็มีบางส่วนที่มาจากฟิลิปปินส์ (100 คน) และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีมุสลิมเป็นคนส่วนน้อย ตัวเลขเหล่านี้นับเฉพาะคนที่เดินทางตรงเข้าไปยังสมรภูมิรบในซีเรียและอิรัก หากรวมคนที่เดินทางเข้าร่วมผ่านประเทศตุรกี หรือเข้าไปในสนามรบผ่านวิธีการอื่นๆ จำนวนนักรบที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คงมีมากกว่านี้
ที่น่าสนใจคือ การระดมพลเข้าร่วมรบกับกลุ่มไอเอสในภูมิภาคนี้ ไม่ได้เกิดจากการชักชวนโดยตรงจากแกนนำไอเอสที่อยู่ในตะวันออกกลาง แต่ผ่านทางนักการศาสนาท้องถิ่นที่มีใจฝักใฝ่กลุ่มไอเอสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความจริงนับตั้งแต่ปี 2012 กระแสของไอเอสก็เริ่มแพร่ขยายในภูมิภาคผ่านทางกลุ่มประชาสังคมทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ดำเนินกิจกรรมระดมทุนช่วยเหลือชาวซีเรียที่ตกทุกข์ได้ยากจากสงครามกลางเมืองอยู่แล้ว ภายในไม่ถึงหนึ่งปีก็เริ่มปรากฏภาพนักรบไอเอสจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อสู้อยู่ในสมรภูมิซีเรียและอิรัก
ลักษณะเช่นนี้คงไม่แตกต่างจากสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในสงครามอัฟกานิสถานเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ที่แตกต่างกันก็คือ ขณะที่การต่อต้านสหภาพโซเวียตในสงครามอัฟกานิสถานโดยอาสาสมัครมุญาฮิดีนครั้งนั้น เป็นฉันทามติที่ได้รับการยอมรับในหมู่มุสลิมทั่วไป แต่การกำเนิดของกลุ่มไอเอสครั้งนี้ โลกมุสลิมยังมีทัศนะที่แตกต่างกันอยู่มาก บางฝ่ายให้การยอมรับสนับสนุนไอเอส แต่หลายฝ่ายก็ปฏิเสธความชอบธรรมและประณามกลุ่มไอเอส
แม้แต่กลุ่มญามาอะฮ์ อิสลามมียะฮ์ หรือ "เจไอ" ที่รู้จักกันดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า เป็นฝ่ายหัวรุนแรง ยังไม่เอากลุ่มไอเอส พร้อมทั้งตีตรากลุ่มนี้ว่า เป็นกลุ่ม "ตักฟิร" (ชอบตัดสินให้มุสลิมที่คิดต่างจากตนเป็นพวกนอกศาสนา) และเรียกเหล่าสมาชิกที่เข้าร่วมกับไอเอสว่า เป็นพวก "คอวาริจ" หรือพวกสุดโต่งที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นประวัติศาสตร์อิสลาม และยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนั้น องค์กรที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมอย่าง "สภามุญาฮิดีนอินโดนีเซีย" (Majelis Mujahidin Indonesia) ยังได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความลึกลับของกลุ่มไอเอส พร้อมทั้งระบุให้กลุ่มไอเอสมีสถานะเป็นเพียงองค์กรติดอาวุธหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถเรียกตนเองถึงขั้นเป็นสถาบันเคาะลีฟะฮ์ที่โลกมุสลิมต้องเข้ามาร่วมสวามิภักดิ์ทั้งหมดอย่างเป็นเอกภาพ ขณะที่กระบวนการประกาศตั้งให้ อบูบักร อัล-บัฆดาดี เป็นเคาะลีฟะฮ์ก็ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายอิสลาม เพราะไม่ได้ผ่านการสรรหาโดยสภาศาสนา ที่มีนักวิชาการมุสลิมทั่วโลกเป็นตัวแทนประกอบอยู่ในสภานี้
ความแตกต่างอีกประการระหว่างการเข้าร่วมรบในสงครามอัฟกานิสถานเมื่อทศวรรษที่ 1980 กับสงครามในอิรักและซีเรียปัจจุบันคือ การใช้เครื่องมือสื่อสาร ในยุคสงครามเย็นนั้น การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างจำกัด แต่ในปัจจุบันปรากฏว่า กลุ่มไอเอสได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถแพร่กระจายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในการระดมพลได้อย่างรวดเร็ว การสกัดกั้นกระแสแนวคิดสุดโต่งจึงเป็นไปได้อย่างยากลำบาก
ตรงกับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่มองว่า แม้กลุ่มไอเอสจะรุกคืบยึดดินแดนในอิรักและซีเรียได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็คงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการโค่นล้มรัฐบาลอิรักและซีเรียได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและการแพร่ขยายแนวคิดรุนแรงในโลกมุสลิมที่อาจหยุดยั้งได้ยาก



