
UNยกย่อง'CEO-วันดี'ผู้บุกเบิกโซลาร์ฟาร์มสำเร็จ
UNยกย่อง'CEO-วันดี'ผู้บุกเบิกโซลาร์ฟาร์มสำเร็จคนแรกชาวไทย
ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู วันที่ 10 ธ.ค.2557 เมื่อเวลา 19.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) องค์การสหประชาชาติ (United Nation : UN ) ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลก (UN Climate Change:UNFCC ) ประจำปี 2014 โดยมี ผู้นำ ผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร NGO จากประเทศสมาชิกทั่วโลกร่วมสัมมนา โดย ดร.บัน คิม มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ยกย่องผู้ได้รับรางวัลในฐานะผู้มีส่วนสำคัญในการดูแลโลกให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ UN ได้พิจารณาคัดเลือกสตรีที่ประสบความสำเร็จในการทำงานที่ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ (MOMENTUM For CHANGE: Change for Good) ซึ่งปีนี้ UN โดย Mr.Charly Alberti ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารมูลนิธิ R21 ได้มอบรางวัล Leading a Woman Powered Solar energy Transformation ให้กับ ดร.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ในฐานะเป็นผู้นำในการบุกเบิกการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นคนแรก โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ขึ้นเวทีในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จ
UN ยกย่อง ดร.วันดี ในฐาะสตรีผู้นำการบุกเบิก เป็นคนแรกที่เห็นโอกาส และพัฒนาโครงการผลิตไฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แห่งแรกในประเทศไทย และในประชาคม ASEAN ที่เป็นพลังงานสะอาดปราศจากมลพิษ ช่วยลดสภาวะโลกร้อน สามารถช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้เทียบเท่า 200,000 ตันต่อปี
โดย SPCG ของ ดร.วันดี ได้สร้างรูปแบบธุรกิจที่ดีของการพัฒนาโครงการผลิตไฟ้ฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จากข้อมูลของงบการเงินที่ได้เปิดเผยแล้ว ถือเป็นแบบอย่างที่ดี ในการที่จะนำรูปแบบของ SPCG ที่ประสบความสำเร็จแล้ว ไปขยายโอกาสทางธรุกิจให้มากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังสามารถปลดล๊อคเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ นับเป็นแบบอย่างของธุรกิจที่ดี
นอกจากนี้ SPCG มีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันให้ประเทศไทย ขึ้นแท่นเป็นผู้นำการผลิตและการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในภูมิภาค ASEAN เป็นผู้นำการใช้พลังงานสะอาด ผู้นำในด้านการลดโลกร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ลดสภาวะความยากจนในภูมิภาคอันเนื่องมาจากการจ้างงาน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเนื่องจากการลงทุน ช่วยรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นเกิดความยั่งยืนส่งผ่านไปยังอนุชน
ทั้งนี้ SPCG สามารถพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม 36 แห่ง กำลังผลิต 250 เมกะวัตต์ ด้วยเงินลงทุนกว่า 25,000ล้านบาทสำเร็จตามแผน เป็นโครงการที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานสะอาด ไม่มีมลภาวะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างงานแก่สตรีในท้องถิ่น และช่วยสร้างแรงบันดาลใจแก่สตรีทั่วภูมิภาค ในการก้าวรุกขึ้นมาทำธุรกิจพลังงานสะอาด เพื่อส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อม
ดร.วันดี กล่าวว่าได้เริ่มพัฒนาการพลังงานแสงอาทิตย์ โดยการขอรับการสนับสนุนเงินลงทุนจาก International Finance Corporation(IFC) Member of World Bank Group และเงินกู้จาก กองทุนพลังงานสอาด (Clean Technology Fund) ชื่อย่อว่า CTF มาผสมผสานกับเงินกู้ของสถาบันการเงินในประเทศ ทำให้สามารถพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม 36แห่ง แล้วเสร็จ ส่งผลทำให้สถาบันการเงินและนักลงทุนทั้งในประเทศและจากทั่วโลก ให้ความสนใจมาลงทุนพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทย เนื่องจากมีความเข้มแสงอาทิตย์ที่ดี มีสถาบันการเงินสนับสนุนเงินกู้ มีนักลงทุนเป็นจำนวนมากต้องการลงทุน มีรัฐบาลที่ให้ความสำคัญ โดยมีนโยบายภาครัฐที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม การลดโลกร้อน
ดร.วันดี กล่าวว่า การบุกเบิกของ SPCG ทำให้ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนโดยการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเสริมสร้งความมั่นคงด้านพลังงานที่บุกเบิกโดยภาคเอกชน ที่มีแผนการลงทุนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 60,000 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายปี 2556 ปริมาณการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เติบโตกว่า 10 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีเพียง 500 เมกะวัตต์ และจากแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกของประเทศไทย ที่กำหนดให้ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือกอื่นๆภายในปี 2564 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 3,000 เมกะวัตต์
ดร.วันดี กล่าวด้วยว่า SPCG ได้ให้ความสำคัญในการขยายรูปแบบ ธุรกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ไปยังประเทศพม่า ซึ่งมีประชากรเพียง 13%ที่มีไฟฟ้าใช้จากการปักเสาพาดสาย ส่วนอีกกว่า 43 ล้านคน ยังใช้ไฟฟ้าจากเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมีต้นทุนสูงแลัทีมลภาวะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบ Mini Grid สามารถพัฒนา ได้ด้วยความรวดเร็ว และกระจายการผลิต การใช้ได้รวดเร็วในทุกพื้นที่ของประเทศพม่า อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความยากจนได้ด้วย



