
รัฐ-เอกชนลงขันตั้งกองทุนยางซื้อล่วงหน้า
ครั้งแรกของโลกภาครัฐ-เอกชนจับมือจัดตั้งกองทุนยาง 420 ล้าน ซื้อในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า เชื่อราคา60บาท/กิโลกรัมได้
เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 11 ธันวาคม2557 ที่ห้องประชุมคอนเฟอร์เร้นท์ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายสุวิทย์ รัตนพงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอำนวย ปะติเส) นายอุทัย หลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศจำกัด ทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงบัณฑิตย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทเกิดวงศ์บัณฑิตย์จำกัด นายกกิตติมศักดิ์สมาคมยางพาราไทย และนายชยันต์ สังขไพฑูรย์ สภาเกษตรกรจังหวัดสงขลา ให้สัมภาษณ์พิเศษ คุณสุทธิชัย หยุ่น ระหว่างการเข้าร่วมเสวนา เวทีพลเมืองปฏิรูปประเทศไทยครั้งที่ 10 พิมพ์เขียว "ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย " อนาคตยางพาราไทยจะไปทางไหน" ที่จัดโดย ทีวีดิจิทัล NOW 26 เรื่องการจัดตั้งกองทุนยาง (รับเบอร์ฟันด์) ระหว่างรัฐบาลกับเอกชนเพื่อเข้าซื้อยางในตลาดสินค้าเกษตรกรล่วงหน้า
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า เป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจับมือกับระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาราคายาง โดยจัดตั้งเป็นกองทุนที่ทางรัฐบาลกับผู้ประกอบการร่วมกัน โดยทางบริษัทเอกชนจ่ายเงินข้าวของกองทุนรายละ 30 ล้านบาท รวม 210 ล้านบาท และทางภาครัฐจ่ายสมทบเข้ากองทุนอีก 210 ล้านบาท รวมเป็น 420 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อยางในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนี้
“เรากำลังจะส่งสัญญาณให้ตลาดโลกรู้ว่าราคายางในปัจจุบันเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะขณะนี้ในโรงงานไม่มียางแผ่นเลย นี่คือความเป็นจริง เพราะเกษตรกรบางส่วนหยุดกรีด ทำให้ผลผลิตลดลง ฉะนั้นเมื่อมีการดำเนินการซื้อยางในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าจะเห็นราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน 80 บาท ผมไม่กล้ารับประกัน แต่ถ้า 60 บาทมีโอกาส หลังจากนั้นก็เข้าสู่ระบบกลไกตลาด”
ส่วนการดำเนินการมาตรการของรัฐบาลที่เป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรัฐบาลก็ทำควบคู่กันไป แต่การดำเนินการให้เป็นไปในลักษณะที่เงียบๆไม่ต้องประกาศ เพราะการประกาศมาตรการแก้ปัญหาบางมาตรหารมีผลกระทบทำให้ราคายางตกต่ำเช่นที่ผ่านมาเรามีการประกาศขายยาง 210,000 ตันประกาศทุกครั้งราคายางลดลงทุกครั้งๆละ 5-10 บาท/กิโลกรัม ที่ผ่านมาเรามีการประกาศขายยางไปแล้วกว่า 10 ครั้ง ราคายางลดลงทุกครั้ง
นายบุญส่ง กล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตยางลดลงเกิดจาก 2 เหตุผล คือ 1.ราคายางตกต่ำทำให้เกษตรกรหยุดกรีด และ 2.มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันผลผลิตยางลดลง ฉะนั้นการดำเนินการมาตรการกองทุนยางเพื่อซื้อยางในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าก็จะทำให้ราคายางปรับขึ้นได้
“ในความเป็นจริงยางตอนนี้ผลผลิตลดลงในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. ผลผลิตยางจะมีประมาณ 400,000 ตันเท่านั้น ซึ่งผลผลิตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จึงเชื่อว่าราคายางจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนในปีหน้า”
ขณะเดียวกันก็อยากฝากรัฐบาลในการดำเนินการสนับสนุนการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการใช้ในประเทศแค่ 14 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ด้วยการนำร่องให้ส่วนราชการนำยางไปใช้เป็นส่วนผสม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น เป็นการดำเนินการควบคู่กันไป
นายเยี่ยม กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศจำกัด ก็มีการประชุมร่วมกันเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีการกำหนดมาตรการเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพราคายางคือ 1.ให้ทั้ง3 ประเทศไม่มีการขยายพื้นที่การปลูกยางในช่วงนี้ เพื่อลดปริมาณการผลิต 2.ให้ทั้ง 3 ประเทศ ชะลอระบายการส่งออกยาง โดยการส่งออกของทั้ง 3 ประเทศจะต้องมีการรายงานข้อมูลการส่งออกทุกเดือน เพื่อมีการประเมินสถานการณ์การส่งออกของทั้งสามประเทศอย่างใกล้ชิด
นายอุทัย กล่าวว่า การดำเนินการของรัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนในมาตรการต่างๆ เนื่องจากราคายางที่เป็นอยู่เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ส่วนการเรียกร้องของเกษตรกรในราคารับซื้อยางที่ 80 บาท/กิโลกรัมมันต้องพิจารณาจากความเป็นจริงด้วย
“หากเรารับซื้อยางในราคา 80 บาท/กิโลกรัม จะทำให้ยางประเทศเพื่อนบ้าน ทะลักเข้ามา เหมือนกับกรณีข้าวที่รับซื้อทุกเมล็ด จะเกิดความเสียหายอย่างมากมหาศาล”
ฉะนั้นการดำเนินการรับซื้อยางจะต้องดำเนินการในลักษณะการชี้นำตลาด ซึ่งราคาที่ 60 บาท/กิโลกรัมเป็นราคาที่มีโอกาสเห็น หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
นายชยันต์ กล่าวว่า ราคาที่เป็นอยู่ เป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ลำบาก เพราะต้นทุนอยู่ที่ 65 บาท/กิโลกรัม ฉะนั้นราคาที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุน และต้องสูงกว่าราคาต้นทุนประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์
“ตอนนี้เกษตรกรเองก็ปรับตัว มีการปลูกผักในสวนยาง เลี้ยงสัตว์ในสวนยาง เพื่อลดค่าใช้จ่าย ถามว่า 60 บาท/กิโลกรัมอยู่ได้ไหม ก็ยังพอรับได้ แต่จะให้ดีต้องไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุน”
นายสุวิทย์ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลก็มีการดำเนินการตามมาตรการต่างๆที่ได้กำหนดไว้ โดยมีการเร่งดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ การจัดตั้งกองทุนยางก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ทำควบคู่กันไปกับมาตรอื่นๆ
ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งดำเนินการทุกมาตรการและแนวทางที่ได้กำหนด
“สุทธิชัย หยุ่น”เปิดเวทีพลเมืองปฏิรูปสัญจรคึกคัก
ทั้งนี้เมื่อเวลา 09.00 น. นังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจร่วมกับสถานีโทรทัศน์ NOW26 ในเครือเนชั่นฯ จัดเสวนาสัญจร ‘เวทีพลเมืองปฏิรูป’ ครั้งที่ 10 เพื่อระดมสมองคนไทยทุกภาคส่วนให้มีความตื่นตัว ร่วมกันคิดและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทยในมิติต่างๆ โดยแนวทางการจัดเวทีครั้งนี้ กำหนดหัวข้อเสวนาเรื่อง "ปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย" ดำเนินรายการโดยสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ในภาคเช้าและในภาคบ่ายเรื่อง "อนาคตยางพาราไทยจะไปทางไหน" ดำเนินรายการ โดยอติชาต วงศ์วุฒิวัฒน์ พิธีกรรายกายโทรทัศน์ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาซึ่งมาจากหลากหลายกลุ่มอาชีพ ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ และเยาวชนคนรุ่นใหม่
บรรยากาศการเสวนาภาคเช้า หัวข้อ “ปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย" มีผู้เข้าร่วมอภิปราย พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักิจการต่างประเทศและอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ,น.พ.อนันต์ บุญโสภณ ,นายกิตติภพ สุทธิสว่าง ผู้ประสานเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ,นายศิริชัย ปิติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี ,โอฬาร กุลวิจิตร ประธานสภาทนายความภาค 9 ,นายจรูญ หยูทอง นักวิชาการอิสระ ฯลฯ
โดยตลอดการจัดกิจกรรมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบกรณีคลื่นกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยซึ่งมีผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ในพื้นที่ อ.จะนะจ.สงขลา เข้าร่วมเสนอมุมมองต่อการแก้ไขปัญหาหลังจากที่นำปัญหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยการยื่นฟ้อนกรมเจ้าท่าที่ได้ก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นยื่นออกไปในทะเลอ่าวไทยซึ่งทำให้กลไกทางสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงนำมาสู่การกัดเซาะพื้นที่อย่างรุนแรงโดยได้มีการต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2551-2554 ซึ่งปัญหาหลายๆมิติที่มีการพูดคุยกันส่วนใหญ่ยังมองว่ากระบวนการยุติกรรมเข้าถึงยากและส่วนใหญ่ยังขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของสังคมไทย
ส่วนในช่วงภาคบ่าย เป็นการเสวนาในหัวข้อ “อนาคตยางพาราไทยจะไปทางไหน" เป็นไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากเป็นประเด็นที่อยู่ในกระแสสังคมที่ราคายางพาราตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 30-32 บาท หรือ 3 โลร้อย โดยมีวิทยากรเข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ,ทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิงวงศ์บัณฑิต กรรมการผู้จัดการบริษัทเกิงวงศ์บัณฑิต จำกัด, นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทร่วมทุนยาวพาราระหว่างประเทศ จำกัด,นายชยันต์ สังขไพฑูรย์ ประธานสภาเกษตรกรจ.สงขลา ฯลฯ
ในวงเสวนาประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุดเป็นเรื่องของกลไกราคายางพาราที่ตกต่ำอย่างหนักเป็นประวัติการณ์ทำให้เกษตรกร โดยเฉพ่าะรายย่อยได้รับความเดือดร้อน ในขณะที่ภาคเอกชนก็แสดงความเป็นห่วงว่าสถานการณ์จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีมุมมองจากภาคเอกชนยืนยันว่าราคายางต่ำที่สุดแล้วคงไม่ต่ำมากไปกว่านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการเข้ามาดูแลและกระตุ้นในส่วนนี้ด้วยเพื่อประคองสถานการณ์
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ กล่าวตอนหนึ่งในวงเสวนาว่า รัฐบาลควรเร่งหามาตรการในการนำยางพารามาใช้ในประเทศให้มากที่สุด โดยเฉพาะการนำน้ำยางพาราไปผสมกับยางมะตอยเพื่อสร้างถนนและสนามฟุตบอลให้เกิดขึ้นเป้นรูปธรรมมากที่สุด เพราะประเด็นเหล่านี้มีการพูดคุยกันมานานและมีผลวิจัยชัดเจนว่าสามารถทำได้และมีปริสิทธิภาพดีกว่ายามมะตอยแต่กลับไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง
นายชยันต์ สังขไพฑูรย์ ประธานสภาเกษตรกรจ.สงขลา กล่าวว่า ประเด็นที่รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ คือ ก่อนหน้านี้มีการพูดว่ายางราคาถูกเพราะปริมาณยางออกสู่ตลาดจำนวนมาก แต่วันนี้ในพื้นที่แหล่งปลูกยางรายใหญ่ของประเทสในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เข้าสู่หน้าฝนทำให้กรีดยางไม่ได้ปริมาณยางที่ออกมาก็น้อยแต่ราคายางกลับตกต่ำอย่างหนัก กลายเป้นคำถามที่เกษตรกรค้างคาใจว่าข้อเท็จจริงเกิดจากอะไรกันแน่



