
'บวรศักดิ์'เปรียบปฎิรูปเหมือนดอกบัวเกิดในตม
'บวรศักดิ์'เปรียบปฎิรูปเหมือนดอกบัวเกิดในตม 'ปรองดอง-เหลื่อมล้ำ'โจทย์ใหญ่ทำไม่ได้เสียของ กมธ.ศก.สปช.ชู 5 ประเด็นปฎิรูป 'ตั้งองค์กรอิสระคุมรัฐใช้จ่าย'
เมื่อเวลา 16.40 น.วันที่ 11 ธ.ค.2557 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาเรื่อง “การปฎิรูปและสร้างความปรองดอง ตามแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ตอนหนึ่งว่า การปฎิรูป ซึ่งไม่ใช่โจทย์ที่คสช.ให้ แต่เป็นโจทย์ที่คนไทยคิดเห็นร่วมกัน สิ่งที่คนไทยคาดหวังว่า ทำอย่างไรจะเข้าสู่สังคมที่สงบสันติเหมือนเดิม ซึ่งในปี 2558 อาเซียนจะเริ่มอย่างจริงจัง ถ้าไทยยังไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ เราคงจะอยู่ในลำดับท้ายของอาเซียน ดังนั้นโจทย์ใหญ่คือ ทำอย่างไรจะเกิดการปรองดองการปฎิรูปประเทศ เพื่อให้ประเทศก้าวต่อไป ไม่ติดหล่ม กับดักความขัดแย้ง ที่ดูท่าจะรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่าทำอย่างไรให้ปฎิรูปลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม เชิงโครงสร้าง เพราะเป็นความขัดแย้งของคนมีมหาศาลกับคนไม่มี ถ้าให้ฝ่ายการเมือง ทำคงยาก เพราะคนมีอำนาจการเมือง จะมีอำนาจเงินในมือ เป็นการเอาเงินคนมีไปช่วยคนไม่มี พรรคการเมืองทั้งหลายคงไม่อยากทำ จึงใช้นโยบายประชานิยม เอาเงินอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน บิดาของระบบอุปถัมที่แท้จริง คือ ประชานิยม เมื่อเราจะทำการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ต้องจัดสรรทรัพยากรให้คนที่ไม่มี ต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากคนที่มี ไปช่วยคนที่ไม่มี
“การปฎิรูปครั้งนี้ จะพิสูจน์ว่า ดอกบัว ซึ่งเป็นดอกไม้บริสุทธิ์ เกิดความโคลนตมฉันใด กระบวนการปฎิรูปประเทศก็เกิดจากกระบวนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้ฉันนั้น ซึ่งแปลว่า สปช. สนช. ครม. กมธ.ยกร่างฯ มีหน้าที่ใหญ่ 1 ข้อ คือ ลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม เชิงโครงสร้าง ทำในสิ่งที่คนมั่งมีในพรรคการเมืองไม่ทำ ถ้าพูดกันดีๆไม่ได้ ก็ต้องบังคับให้มาพูดกัน เราต้องทำจริงจัง จากที่จะทำ 1-100 หาก 100 คือนิรโทษกรรม นิรโทษกรรม ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการปรองดอง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่วางโครงสร้างที่ดี ก็จะไปเริ่มที่ 100 ก็ไม่จบ แต่รัฐธรรมนูญ ไม่พูดเรื่องการปรองดองก็ไม่ได้ ” นายบวรศักดิ์ กล่าว
นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทำอย่างไรจะแก้ระยะสั้นเรื่องความปรองดองให้ได้ แต่การเริ่มต้นที่พรรคการเมือง ก็เป็นการเริ่มต้นพูดคุยกัน เราจึงต้องสานต่อ สื่อเป็นตัวสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง ดังนั้นโจทย์ใหญ่ 2 โจทย์ ตนยังไม่มีคำตอบ แต่ถ้าหาไม่ได้ กระบวนการสปช. กมธ.ยกร่าง หรือการยึดอำนาจ ก็เสียของ เพื่อไม่ให้เสียของ จึงอยากเชิญชวน เสนอความเห็น ช่วยกันขยับและเห็นต่างได้ แต่มองอนาคตไปด้วยกัน ผลักดันปฎิรูปอย่างไร แม้จะมีกฎอัยการศึก แต่การเสนอความคิดเห็นก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะการปฎิรูปก็จะเป็นการทำของคนไม่กี่คนและไม่เป็นที่ยอมรับ
อย่างไรก็ตามทำอย่างไรให้คน ทั้งสังคมเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด เป็นส่วนร่วมที่มีคุณภาพ สร้างความเป็นธรรมลดความเหลี่ยมล้ำได้อย่างไร ดังนั้นปัญหาเฉพาะหน้า คือทำให้เกิดความปรองดองในบ้านเมืองนี้ได้อย่างไร โดยใช้ สปช. กมธ.ยกร่างฯ เป็นเครื่องมือ หากมีข้อเสนออะไรยินดีรับฟัง
“สมบัติ”ชี้การมีส่วนร่วมคือหัวใจ
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ปธ.กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นหัวใจสำคัญ โดยปัญหาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของไทย ผู้จัดงานมักจะมีวาระของตัวเองไว้แล้ว ซึ่งมันไม่ใช่กระบวนการที่เป็นไปตามเป้าประสงค์ของการจัดเสวนาประชาชน เพราะผู้จัดงานควรเป็นผู้สนับสนุนมากว่า อีกทั้งเวลาพูดคุยกันต้องมีเป้าหมายของประเด็นที่ชัดเจนและต้องไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้วย หากอยากเป็นประชาธิปไตยต้องเคารพความเห็นที่แตกต่าง ทุกคนเห็นแตกต่างได้แต่ไม่ใช่ศัตรู ใส่เสื้อคนละสีไม่ใช่ต้องฆ่ากัน ต้องไม่ประหัตประหารคนที่เห็นต่าง เพราะไม่ไช่วิสัยของคนที่เจริญแล้ว หากการจัดเวทีสานเสวนาทำได้ถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์ และทำให้ประชาชนได้พัฒนาเสริมสร้างทางความคิดด้วย
ด้านนายดิเรก ถึงฝั่ง รองปธ.กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวว่า นับจากนี้ถอยหลังไป 5 ปี เราเคยมีคณะกรรมการสมาฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เสนอในวันนี้ได้เชื่อมโยงในอดีตและปัจจุบัน ปี 2552 การแตกแยกและความขัดแย้งได้เริ่มต้นขึ้น นายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภาในขณะนั้นได้ระบุว่าต้องเอาคู่กรณีมาคุยกัน ตนเป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ เคยคิดวิธีทำให้คู่ขัดแย้งสามารถคุยกันได้ ภายใต้ปรัชญา ความเป็นธรรมไม่มี ความสามัคคีจะเกิดขึ้นไม่ได้ การสร้างความปรองดองเราต้องเปลี่ยนความคิดเก่าๆ พรรคของเรา พวกของเรา ใครจะมาแตะต้องไม่ได้ ความคิดแบบนี้ต้องเลิก ต้องถอยหลังคนละก้าวเอาชาติที่เป็นตัวตั้งแล้วจะเดินหน้าต่อไปได้ อีกทั้งต้องลดวิวาทะและอคติ จากอดีตได้ผลักดันเรื่องความปรองดองมาโดยตลอด ต้องทำให้จบ และสุดท้ายเมื่อพูดคุยกันอย่างดีแล้วต้องนิรโทษกรรม ตนดีใจในสิ่งที่ทำไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ถูกดำเนินการต่อในขณะนี้ ถือว่าเดินมาถูกทางแล้วและควรสานต่อไปข้างหน้า
ขณะที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานอนุกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 กล่าวว่า โอกาสที่สังคมไทยจะปรองดองกันได้มีอยู่จริง พอพูดเรื่องนิรโทษกรรมก็อาจถูกมองในแง่ลบทันที คนวิจารณ์ก็อาจวิจารณ์ด้วยใจที่บริสุทธ์ หลายฝ่ายกลัวว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้จะเป็นฉบับสุดซอย ซึ่งย้ำหลายครั้งแล้วว่าไม่ใช่ แต่มั่นใจว่าหนทางสู่การปรองดองมี ต้องช่วยกันทำให้เสียงนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ต้องเริ่มจากพื้นฐานขึ้นข้างบน คนที่เป็นเหยื่อ คู่ขัดแย้ง ต้องขับเคลื่อน เพราะถ้าเริ่มจากตัวแทนพรรคการเมืองจะเป็นไปได้ยาก เพราะใจยังพ้นความขัดแย้ง การปรองดองแม้จะเขียนในรัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิดขึ้นจริงถ้าไม่มีการคุยกัน ต้องปลุกใจว่าการปรองดองนั้นทำได้ อย่าให้แผ่นดินไทยแตกหักพินาศ อย่าบอกลูกหลานรุ่นหลังว่าคนไทยคืนดีกันไม่ได้ วิธีปรองดองที่ดีสุด คือ อย่าหาข้อสรุปที่ชัดเจนเกินไป แต่ควรให้มีพื้นที่ให้ทุกฝ่ายพูด ไม่ต้องไปบีบบังคับ ใช้เวลาแล้วความจริงจะออกมาทีละน้อย
ส่วนการปฏิรูปเรื่องการปรองดองจะปฏิบัติได้อย่างไรนั้น ได้เสนอให้มีองค์กรที่ไม่อยู่ในรัฐบาล อาจเป็นองค์กรอิสระอยู่ในรัฐสภา มี 3 ฝ่าย ที่เป็นคู่ขัดแย้งและฝ่ายที่เป็นกลาง ซึ่งฝ่ายที่เป็นกลางต้องเป็นที่ยอมรับจากอีกสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม 2-3 วันนี้ ตนจะไปคุยกับนายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสปช. ว่าให้หาโอกาสไปคุยกับแม่น้ำทั้ง 4 สายอีกครั้งคือคณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
กมธ.ศก.สปช.ชู5ประเด็นปฎิรูป
นายสมชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงข้อสรุปการประชุมของคณะอนุกรรมการว่า ในวันนี้คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอเสนอประเด็นปฏิรูปใน 5 ประเด็น ได้แก่การเงิน การคลัง ความเหลื่อมล้ำ ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ และตลาดทุน สิทธิการเสียภาษี โดยได้มีการกำหนดให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิจะรู้ข้อมูล และไม่ต้องเสียภาษีเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อไม่เห็นด้วยกับพนักงานประเมินก็สามารถอุทธรณ์ค้านการประเมินภาษีได้
ประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า สำหรับข้อมูล สิทธิ ความลับส่วนบุคคล ก็สามารถปกปิดได้ ยกเว้นแต่จะเปิดเผยเมื่อจำเป็นต่อการเสียภาษี นอกจากนี้ทางคณะอนุกรรรมการได้กำหนดหน้าที่ของผู้เสียภาษีว่าต้องเสียภาษีตามกฎหมาย รัฐมีหน้าที่ต้องทำให้ถูกทำให้ดี กม. ภาษีที่ออกควรเป็นไปตามความสามารถ ความเป็นกลางและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลือมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม
นายสมชัย กล่าวว่า กรรมาธิการฯจะเสนอให้ตั้งองค์กรอิสระขึ้นชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังและภาษีอากรแห่งชาติ จากหน่วยงานภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อวิเคราะห์การกำหนดนโยบายภาษี ซึ่งจะทำให้การกำหนดนโยบายไม่ได้ถูกกำหนดโดยข้าราชการ แต่นักธุรกิจจะมามีส่วนร่วมเสนอข้อกำหนดการเสียภาษีด้วย นอกจากนี้ในส่วนของภาครัฐ ได้มีการเสนอให้จัดตั้งสำนักงบประมาณแห่งรัฐสภาซึ่งสังกัดรัฐสภาเพื่อทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์การจัดทำงบประมาณของหน่วยงานรัฐ และศึกษาถึงนโยบายการใช้จ่ายภาครัฐ ว่ามีผลกระทบระยะยาวและกระทบเศรษฐกิจอย่างไรซึ่งจะดึงเอานักวิชาการมาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา และเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ
ประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ ยังได้เสนอให้จัดระบบภาษีออกเป็น 2 ระดับให้ชัดเจน คือ ภาษีระดับชาติและภาษีระดับท้องถิ่น เพราะในปัจจุบันนั้นมีการเน้นในด้านการกระจายอำนาจ ดังนั้นองค์กรปกครองท้องถิ่น ต้องมีบทบาทและมีอิสระในการกำหนดการเก็บภาษีท้องถิ่น ผู้เสียภาษีสามารถร้องเรียนได้หากทราบว่าภาษีท้องถิ่น ไม่ได้ถูกนำมาใช้พัฒนาตามเหมาะสม มีการเสนอให้จัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี หารายรับและรายจ่ายประจำปีอย่างชัดเจนและเหมาะสม ซึ่งมีข้อเสนอว่าเป็นงบประมาณประจำปี คำนวณรายได้ต่อไปและหาว่าใช้จ่ายเท่าไร หากคิดว่ารายได้ไม่พอรายจ่ายก็สามารถกู้เงินได้ แต่เมื่อกู้ก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะหาเงินจากไหนและจะใช้คืนเมื่อไร ซึ่งจะสร้างวินัยในการคลังมากขึ้น สำหรับการป้องกันการใช้ประชานิยมที่เกินควรนั้น ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ได้หารือถึงการป้องกัน โดนจะให้มีกฎหมายป้องกันการดำเนินนโยบายประชานิยม ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งรายละเอียดจะมีการเปิดเผยในภายหลัง สำเหรับเรื่องกระบวนการงบประมาณ
นายสมชัย กล่าวว่า ได้เสนอว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องมีความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและการเมือง บริหารอย่างโปร่งใสมีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่เพื่อประเทศอย่างแท้จริง และกำหนดให้ทางสถาบันการเงินสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินโดยอิสระ มีการแข่งขันอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ในด้านการบริการประชาชน ส่งเสริมการออมเผื่อชราภาพอย่างเป็นระบบ โดยมีความรู้ทางการเงิน มีนิสัยในการออม มีความเข้าใจในเกี่ยวกับการบริการและมีวินัยทางการเงิน
ส่วนทางด้านตลาดทุนนั้น ประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า รัฐจะต้องมีหน้าที่ส่งเสริมและขจัดอุปสรรคต่างๆเพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งทุนของกิจการทุกขนาด อย่างมีธรรมาภิบาล และเป็นช่องทางในการออมและการลงทุนของภาคประชาชน กับภาคครัวเรือน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในระดับสากล นอกจากนี้รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนทุกระดับมีความรู้ทางการเงิน การลงทุน และต้องปลูกฝังให้ประชาชนมีความสามารถ ในการบริหารการเงินของครัวเรือนได้อย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยจัดให้มีหน่วยงานอิสระรับผิดชอบในเรื่องนี้
นายสมชัย กล่าวว่า 3. รัฐต้องจัดให้มีระบบบำเหน็จบำนาญของประชาชน โดยคำนึงถึงความเพียงพอในการยังชีพหลังเกษียณ และไม่เป็นภาระทางการคลังของรัฐ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้ต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางเป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแล และ 4. รัฐต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ ทั้งในแง่ความจำเป็นในการดำรงอยู่ ความมีประสิทธิภาพ การแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับภาคธุรกิจ การกำหนดเป้าหมายดำเนินการที่ชัดเจน การยกระดับธรรมาภิบาลให้เทียบเท่าสากล โดยให้แยกหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจรายสาขาเศรษฐกิจและหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจแทนประชาชนอย่างชัดเจน โดยรัฐต้องจัดองค์กรซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจแทนประชาชน ที่มีความเป็นอิสระ ซึ่งต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานในฐานะเป็นตัวแทนของเจ้าของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง
ประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯได้เสนอให้ทำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติ เพื่อตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืน มีระบบการรวมศูนย์การบริหารการเชื่อมต่อเศรษฐกิจกับต่างประเทศ ทั้งในภูมิภาคและในโลก ซึ่งรัฐจะต้องปรับปรุงกฎหมายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เอื้อต่อการดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทย ภายใต้การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคและในโลก
นายสมชัย กล่าวว่า สำหรับการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่า รัฐควรจะรับผิดชอบให้มีหน่วยงานกลางแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำในประเทศอย่างบูรณาการ มีอำนาจกำหนดยุทธศาสตร์กำหนดกรอบนโยบาย เป้าหมายระดับความยกจนและระดับความเหลื่อมล้ำ ของประชาชนที่ชัดเจนตลอดจนรับผิดชอบ ในการประสานงานและประเมินผล การดำเนินงานของภาครัฐเพื่อดำเนินการลดปัญหาอย่างต่อเนื่อง
“รัฐต้องดำเนินการเพื่อสร้างความเท่าเทียมในเชิงโอกาสให้กับประชาชนในกลุ่มต่างๆ ทั้งด้านการศึกษาภาคบังคับและอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ การเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐาน อาทิ ผ่านกองทุนการออมชุมชน สหกรณ์ชุมชน และระบบธนาคารตลอดจนเข้าถึงสาธารณูประโภคสำคัญด้านต่างๆ ทั้งนี้การจัดสรรงบประมาณประจำปี รัฐต้องให้ผู้ที่ยากจนกว่าได้รับการดูแล จัดสรรงบประมาณพัฒนาพิเศษอย่างต่อเนื่องตามความเพมาะสม เพื่อช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, การศึกษา และอาชีพ ช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุน เกิดชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับฐานะในระยะยาวให้ทัดเทียวกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ” นายสมชัย กล่าว
ประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า รัฐต้องปฏิรูปและเพิ่มประสิทธิภาพภาคการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยสำคัญทางการผลิตรวมถึงการปฏิรูปที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับสหกรณ์ทางการเกษตร แปรรูปสินค้าภาคเกษตร ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่องและต้องดำเนินการเอื้อให้เกษตรกรโดยรวม สามารถเข้าถึงที่ดินทำกิน และรักษาที่ดินทำกินไว้ได้ โดยใช้มาตรการต่างๆประสานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์สูงสุดจากที่ดิน อาทิ การจัดตั้งธนาคารที่ดิน ภาษีที่ดิน ออกโฉนดชุมชนและจำกัดจำนวนที่ดินที่บุคคลธรรมดาสามารถถือครองได้ และรัฐต้องจัดเก็บภาษีโดย ใช้จ่ายงบประมาณอย่างเป็นธรรมมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
นายสมชัย กล่าวว่า รัฐต้องไม่ให้เกิดการผูกขาดตัดตอนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในการทำธุรกิจต่างๆ โดยส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ในกรณีที่ต้องมีการผูกขาด รัฐต้องกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และต้องจัดให้มีระบบสวัสดิการพื้นฐานให้กับประชาชน โดยดูแลให้เกิดการออมในประเทศ ให้ผู้สูงอายุมีรายได้ที่พอเพียงกับการเลี้ยงชีพและดูแลให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถดำรงชีพอย่างเหมาะสม ดังนั้นต้องสนับให้ภาคเอกชนและประชาชนให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ ด้วยการใช้มาตรการทางภาษีและกม.ที่เหมาะสมเพื่อจูงใจให้มีส่วนร่วม



