
ร่างพ.ร.บ.การยางฯผ่านวาระแรกสนช.
11 ธ.ค. 2557
ร่างพ.ร.บ.การยางฯ ผ่านวาระแรกของสนช. ที่ประชุมแนะเจรจาจีนทำบราเดอร์เทรด
11 ธ.ค.57 เมื่อเวลา 10.15 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาวาระการประชุมเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยนายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ รายงานหลักการและเหตุผลว่า ยางพาราและผลิตผลจากยางพารามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ การปฏิรูประบบการบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพารา รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา การรักษาเสถียรภาพระดับราคายางพารา การดำเนินธุรกิจ และจัดสรรประโยชน์อย่างเป็นธรรมยั่งยืนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง จึงจำเป็นต้องจัดให้มีองค์กรกลางคือ การยางแห่งประเทศไทย เพื่อรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร มีเอกภาพ เป็นอิสระ คล่องตัว และใช้ยางพาราและผลิตผลจากยางพาราให้เกิดประสิทธิภาพ
ด้านนายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล สนช. ลุกขึ้นอภิปรายว่า ในพื้นที่ภาคใต้ปลูกยางพารามากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออก และภาคอีสาน ทำให้มีพื้นที่ปลูกหลายล้านไร่แต่กลับไม่มีมาตรการดูแล ซึ่งราคายางพาราที่พูดกันว่าขณะนี้ 3 กิโลกรัมได้ 100 บาทนั้นทำให้เกษตรกรเดือดร้อน อยากให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงหรือประกันราคา 80 บาท ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านทางภาคใต้กำหนดไว้ว่าจะเป็นประเทศผลิตปาล์มน้ำมันของโลกหรือเด่นที่สุดในเรื่องนั้น ๆ ดังนั้น อยากให้การผลิตยางมีการกำหนดให้ต้องเป็นหนึ่งในอาเซียนว่า ถ้ายางพาราต้องศึกษาในประเทศไทย ทำไมเราทำไม่ได้ ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ไทยมีรายได้จากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจจริงๆ อยากให้ดูว่าจะทำอย่างไรให้ยางเหมือนราคาข้าวที่ไทยเคยครองอันดับหนึ่งของโลก และทำอย่างไรให้ประเทศที่ผลิตยางพารามาพูดคุยกันเพื่อความเป็นเอกภาพด้วย
ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. อภิปรายว่า กยท.ต้องมีข้อมูลเพียงพอว่าจะขยายพื้นที่ปลูกยางเพิ่มหรือไม่ หากไม่มีข้อมูลเพียงพอจะไม่สามารถส่งเสริมเกษตรกรได้ ดังนั้น ควรจัดทำโซนนิ่งด้วย เพราะหากไม่ดำเนินการก็จะส่งผลเลวร้ายต่อเกษตรกรเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ นอกจากนี้ ต้องมีข้อมูลเพียงพอต่อการส่งเสริมเกษตรกรว่าจะให้ปลูกยางพาราใหม่หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ไทยตกลงกับจีนในการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางกทม.-หนองคาย ดังนั้นน่าจะเป็นโอกาสดีในการตกลงทำบราเดอร์เทรด หรือการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งน่าจะตกลงกันได้ แต่เราก็ต้องกระตุ้นดีมานต์ด้วย โดยใช้สัดส่วนยางพาราทำถนน ซึ่งรัฐมนตรีต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน
จากนั้นนายพรเพชร กล่าวว่า ฝากให้คณะกรรมาธิการฯ โดยเฉพาะตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอย่างละเอียด และตรวจดูเรื่องเทคนิคทางกฎหมายด้วย เพราะต้องยกเลิกกฎหมายเก่ากว่า 8 ฉบับ ซึ่งเกรงว่าอาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้
นายอำนวย ลุกขึ้นชี้แจงว่า เป็นข้อสำคัญเชิงกฎหมายเชิงเทคนิคการรวมกฎหมายทั้ง 8 ฉบับไว้ที่เดียวกัน ต้องพยายามไม่ให้เกิดช่องโหว่ เพราะหากทำกฎหมายไม่รอบคอบสิ่งที่เกิดขึ้นจะแก้ไขยากในภายหลัง สำหรับประเด็นที่สมาชิกตั้งข้อสังเกตเรื่องกฎหมายควบรวมองค์กรภาครัฐที่อยู่ในอุตสาหกรรมยางในขณะนี้มีอยู่ 3 องค์กร โดย 2 องค์กรเป็นรัฐวิสาหกิจคือ องค์การสวนยาง (อสย.) สำนักกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และอีก 1 องค์กรเป็นราชการคือ สถาบันวิจัยยางของกรมวิชาการเกษตร โดยทั้ง 3 หน่วยงานดังกล่าวทำงานภายใต้กรอบการทำงานของตัวเอง ซึ่งอสย.เป็นหน่วยผลิต ทำโรงงานยางและค้าขาย เทียบเท่ากับเป็นหน่วยประกอบธุรกิจการค้ายางของรัฐ ส่วนสกย.ทำหน้าที่ส่งเสริมทดแทนการผลิตเพื่อให้ต้นทุนต่ำลง ขณะที่สถาบันวิจัยทำหน้าที่วิจัย ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนสงเคราะห์ 5 % เรื่องนี้เราไม่ได้ควบรวมกิจการของภาคเอกชน เพราะเราไม่สามารถออกกฎหมายใด ๆ ไปบังคับเอกชนให้มาร่วมได้ แต่เรามีวัตถุประสงค์คือ เราจะร่วมกันกับเอกชน
นายอำนวย กล่าวอีกว่า ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมาย ในชั้นกรรมาธิการฯสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้แทนของรัฐซึ่งอยู่ในกรรมาธิการฯด้วย ดังนั้นได้รับฟังประเด็นทั้งหมดและรายละเอียดทั้งหมดว่าหลักการเป็นอย่างไร และการบริหารองค์กรนี้ ถ้ารวมกันโดยไม่ปรับแนวคิดจะไม่เกิดประโยชน์อะไร วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้คือเป็นองค์กรกลางจัดการยางพาราครบทั้งระบบ ให้ประเทศเป็นศูนย์กลางผลิตยางพารา ดังนั้นยุทธศาสตร์การจัดการของมาเลเซียจากวัตถุดิบเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า เป็นการสร้างความสมดุล แต่กฎหมายฉบับนี้ชัดเจนว่า นำกองทุนไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม และจะขยับตัวการผลิตในชั้นเกษตรกร เป็นอุตสาหกรรมการค้า ผลิตภัณฑ์จะราคาสูง อาทิ ยางล้อเครื่องบิน ความมั่นคงยั่งยืนจะเกิดขึ้นแน่นอน
จากนั้นที่ประชุมมีมติในวาระ 1 เห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 174 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเพื่อพิจารณาจำนวน 25 คน



