ข่าว

'นายกฯ'สุนทรพจน์ที่เกาหลี

'นายกฯ'สุนทรพจน์ที่เกาหลี

11 ธ.ค. 2557

"นายกฯ" "ประยุทธ์" กล่าวสุนทรพจน์ ที่เกาหลี ลั่น รบ.มีทีมศก.ขนาดใหญ่ พร้อมดูแลปัญหานักลงทุน-ภาคเอกชน ในทุกด้าน

 
 
          วันที่ 11 ธ.ค.57  เวลา 07.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบหารือกับภาคธุรกิจชั้นนำของเกาหลีใต้ ระหว่างรับประทานอาหารเช้า (Working Breakfast) โดย มีผู้เข้าร่วมจากภาคธุรกิจเกาหลี ได้แก่ ผู้แทนองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนของประเทศเกาหลีใต้ (Korean Trade and Investment Promotion Agency: KOTRA) บริษัท K-water บริษัท Lotte Hotel & Resort ซึ่งดำเนินกิจการโรงแรม รีสอร์ทและร้านค้าปลอดภาษีชั้นนำ บริษัท Hana Tour Service ซึ่งเป็นบริษัททัวร์อันดับ 1 ของเกาหลี บริษัท LG Electronics บริษัท KORAIL ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการด้านคมนาคมและระบบรถไฟ บริษัท Samsung บริษัท Hyundai Motor และบริษัท POSCO ผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เป็นต้น 
 
          โดย รอ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการหารือว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงสถานการณ์การเมืองไทย เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยว่ามีความสงบและมีความมั่นคง โดยขณะนี้ ต้องการเวลาเพื่อพัฒนาไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เพราะยังใช้โอกาสไม่เต็มศักยภาพ และย้ำว่า ไทยยังมีพื้นที่และโอกาสให้เกาหลีใต้ลงทุนได้อีกมาก ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อุตสาหกรรมเกาหลีมีความโดดเด่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษและพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยเองเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญในอาเซียน และมีศักยภาพที่จะเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ให้แก่เกาหลีได้ เพราะไทยมีความพร้อมทั้งแง่ปัจจัยพื้นฐาน ตลาดและความนิยมเกาหลี อีกทั้ง รัฐบาลส่งเสริมให้ภาคเอกชนต่างประเทศเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยให้ความสำคัญ เช่น การบริหารจัดการขยะ พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีดาวเทียม
 
          นอกจากนี้ ไทยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะข้าว ยางพารา มันสัมปะหลัง ซึ่งเกาหลีมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี ช่วยพัฒนาให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสด้านการตลาดให้แก่ไทยได้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ภาคธุรกิจเกาหลีช่วยผลักดันการเปิดตลาดเพิ่มเติมให้แก่สินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะเนื้อไก่ ผลไม้ ข้าว ยางพารา ซึ่งได้มีนักเกาหลีสนใจที่จะแปรรูปผลไม้ โดยเฉพาะมะม่วงไทย เพราะมีรสชาติดี
 
          นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำว่า ภาคเอกชนเกาหลีสามารถใช้บริการสำนักงานส่งเสริมการลงทุนทีกรุงโซลได้ และไทยจะตั้งทีมงานเพื่อสนับสนุนนักลงทุนเกาหลีเป็นการเฉพาะอีกทางหนึ่งด้วย
 
          สำหรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน นายกรัฐมนตรีอยากให้เกาหลีเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ชายแดน รวมถึงโครงการทวาย ซึ่งการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการส่งเสริมพิเศษ และสามารถเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศพื้นบ้านได้ โดยระยะแรกจะตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่ง ใน 18 จังหวัด เชื่อมโยงกับเมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และมาเลเซีย โดยสามารถจ้างแรงงานท้องถิ่นและใช้วัตถุดิบในพื้นที่ได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทเกาหลีในภูมิภาคนี้ โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้เกาหลีส่งคณะผู้แทนภาคธุรกิจเยือนไทย เพื่อพบปะหารือเบื้องลึกกับฝ่ายไทยและดูสถานการณ์จริงในประเทศ
 
          ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไทยมีแผนที่จะพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านคมนาคมอย่างครอบคลุม ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำและทางอากาศ และทราบว่าเกาหลีสนใจในโครงการพัฒนาระบบรางของไทย ซึ่งไทยมีแผนหลักใน 3 รูปแบบ คือ 1. สร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟเดิม 2. สร้างรถไฟเส้นทางขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร ซึ่งมีความเร็วปานกลาง 160 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง และ 3.สร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นแผนระยะต่อไป ทั้งนี้ ไทยเคยลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระบบราง จึงจะใช้กลไกนี้หารือกันต่อไป
 
          สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำ ไทยทราบดีว่า บริษัท K-water มีองค์ความรู้และประสบการณ์ในการบริหารจัดการน้ำ อย่างไรก็ดี รัฐบาลกำลังทบทวนและปรับแผนงานให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการศึกษาดังกล่าวใกล้จะเสร็จแล้วและเมื่อมีความชัดเจนจะแจ้งให้ฝ่ายเกาหลีทราบ
 
          นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นอื่น ๆ ที่อยู่ในความสนใจของภาคเอกชนเกาหลี อาทิ นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจว่ายังไม่มีการปรับเปลี่ยน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และรัฐบาลจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนของต่างชาติ แต่จะอำนวยความสะดวกและปรับสิทธิประโยชน์ของ BOI ให้เหมาะสมและมีความจูงใจ และจะมีการพิจารณาผ่อนปรนให้มัคคุเทศก์ชาวเกาหลีทำงานในไทยได้ชั่วคราว เป็นต้น ซึ่งภายหลังการหารือกับนายกรัฐมนตรี ภาคเอกชนเกาหลีมีความมั่นใจต่อการลงทุนในไทยและได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
 
          นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ภาคธุรกิจเกาหลีในประเทศไทย ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาและแรงงานไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ประสบการณ์และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี ของบุคลากร เช่น ทุนการศึกษาด้านอาชีวะศึกษา การฝึกงานในโรงงานต่าง ๆ เพื่อยกระดับความสามารถของแรงงานขึ้นสู่ระดับหัวหน้างานต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีย้ำ การทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น และพร้อมจะดำเนินการ หากมีการเรียกร้องผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย


"ประยุทธ์" กล่าวสุนทรพจน์ ลั่นพร้อมดูแลปัญหานักลงทุน-ภาคเอกชน ในทุกด้าน
 
          เมื่อเวลา 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN-ROK CEO Summit ณ ห้อง Hall 2A ชั้น 1 อาคาร Exhibition Center I ศูนย์ประชุม BEXCO และกล่าวสุนทรพจน์ภายใต้หัวข้อ “Global Economic Outlook and the Role of Asia” ในการประชุม ASEAN-ROK CEO Summit ช่วงที่ 1
 
          ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดภาคธุรกิจอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี เป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลีสมัยพิเศษ จัดโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมสาธารณรัฐเกาหลี มีหัวข้อหลักคือ “Innovation and Dynamism: A New Takeoff for ASEAN and Korea” มีวัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเรื่องนโยบายเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชีย ระหว่างผู้นำและภาคธุรกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี รวมประมาณ 400 คน
ในครั้งนี้ นาย Yongmaan Park ประธานสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมสาธารณรัฐเกาหลีได้เชิญนายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์ ภายใต้หัวข้อ “อนาคตของเศรษฐกิจโลกและบทบาทของเอเชีย”และได้เชิญนักธุรกิจไทย จำนวน 100 คน เข้าร่วมด้วย
 
          พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับเชิญเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์เป็นคนแรก จากนั้น ศาสตราจารย์ พอล โรเมอร์ (Paul Romer) แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เป็นผู้กล่าวในลำดับต่อไป สำหรับผู้ร่วมบรรยายอื่นๆ  ได้แก่ U Win Aungประธานสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมาร์ และ Tae-hyeong Ha, CEOสถาบันวิจัย Hyundai Research Institute เป็นต้น
 
          โดยภายหลังการประชุม รอ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้มากล่าวในการประชุมสุดยอดผู้บริหารอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของการฉลองครบรอบ 25 ปี ของความสัมพันธ์อาเซียน-เกาหลีใต้ ในปีนี้ หลายปีที่ผ่านมา ศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกได้ค่อยๆ เคลื่อนย้ายมาทางเอเชีย โดยมีเกาหลีใต้เป็นกลจักรที่สำคัญ แม้ว่าภูมิภาคนี้จะประสบกับสิ่งท้าทายด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็สามารถก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจได้โดยบุกเบิกนวัตกรรม ไม่ว่าจะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัฒนธรรม หรือแนวทางการพัฒนาชนบท
 
          การประชุมในวันนี้ จึงเป็นจังหวะเหมาะสมที่ภาคธุรกิจชั้นนำของอาเซียนและเกาหลีใต้จะมาร่วมกันขบคิดว่า ในยุคที่มีสิ่งท้าทายใหม่ๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราควรร่วมมือกันต่อไปอย่างไร  และจะช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียและของโลกได้อย่างไร 
 
          ในเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจโลก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนในสภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน แนวโน้มสำหรับเอเชียยังคงเป็นไปในทางที่ดี ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียได้คาดการณ์ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียสำหรับปี 2014 และ2015 ไว้ที่ 6.2% และ 6.4% ตามลำดับ โดยในส่วนของเอเชียตะวันออกคาดว่าจะเติบโต 6.7% ในปี 2014 และ 2015 ถือได้ว่าในภาพรวมแล้วเอเชีย-แปซิฟิกจะยังมีการเติบโตต่อเนื่องประมาณการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขธนาคารโลกที่คาดการณ์ว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะเติบโตร้อยละ 6.9 ในปีนี้และปีหน้า แม้ว่าจะลดลงจากปี 2556 ซึ่งเติบโตร้อยละ 7.2  ทั้งนี้ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ก็ยังคงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก
 
          อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายมิอาจจะนิ่งนอนใจได้ ในเอเชียเองยังมีปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อเศรษฐกิจของภูมิภาค ได้แก่ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การขึ้นลงของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าเกษตรชะลอตัว ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนของรัฐที่ไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาระหนี้สินของครัวเรือน รวมถึงการค้าโลกที่ขยายตัวได้ในระดับต่ำและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ การก่อการร้าย และโรคระบาดร้ายแรง เช่น อีโบลา
 
          นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องคำนึงถึง อาทิ การเข้าสู่สังคมคนชราในหลายๆ ประเทศ ซึ่งภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้สำหรับการบริหารจัดการ ในขณะที่ประชากรวัยทำงานมีจำนวนลดน้อยลง ทำให้ฐานภาษีลดขนาดลง จำกัดความสามารถของรัฐในด้านงบประมาณและผลกระทบต่อภาคการผลิต เนื่องจากค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น และเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน
 
          ดังนั้น เอเชียควรเร่งดำเนินมาตรการเพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับภาคเศรษฐกิจ โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของภูมิภาคให้เต็มที่ เช่น การส่งเสริมความเชื่อมโยง การบูรณาการทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการค้าเสรีและขจัดอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุน การใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมประโยชน์
นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่เป็นจุดแข็งของแต่ละประเทศ โดยในส่วนของเกาหลีใต้ ได้แก่ การศึกษา  ICT  SMEs อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และบันเทิง  พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก การเติบโตสีเขียว การลดก๊าซเรือนกระจก   การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยน แปลงของสภาพภูมิอากาศ และการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน เป็นต้น
 
          บทบาทของเอกชนและธุรกิจสาขาที่มีศักยภาพ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในปี 2015 อาเซียนจะเป็นประชาคมที่เป็นทั้งตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ๆ มากมายทางธุรกิจและการลงทุน นายกรัฐมนตรีจึงขอเชิญชวนภาคธุรกิจของเกาหลีใต้ให้ใช้ประโยชน์จากประชาคมอาเซียนอย่างเต็มที่ในสาขา ดังนี้
1.ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังปรากฏว่า เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด จนกระทั่งกลายเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจชั้นแนวหน้าของโลก ผลิตภัณฑ์มากมายของเกาหลีใต้ได้รับการยอมรับในคุณภาพและได้รับความนิยมสูงในตลาดโลก  ดังนั้น ไทยและอาเซียนจึงสนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ของเกาหลีใต้ในด้านนี้ ตลอดจนต้องการให้เกาหลีใต้ขยายการลงทุนด้าน IT  ICT อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และอื่น ๆ ในอาเซียนให้มากขึ้น ทั้งการลงทุนขนาดใหญ่และ SMEs
 
          2.ด้านพลังงานทดแทน อาเซียนสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของเกาหลีใต้ในเรื่องเทคโนโลยีพลังงานทดแทน และแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศเกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบ สนองความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เรายังสามารถร่วมมือกันสร้างศูนย์กลาง ซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Trading Hub) เพื่อสนับสนุนการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดโลก
 
          3. ด้านการเกษตร เพราะเป็นภาคเศรษฐกิจพื้นฐานที่สำคัญของอาเซียน และเกี่ยวข้องกับประชากร 17 ล้านคนของไทย หรือ 43% ของแรงงานทั้งหมด นายกรัฐมนตรีจึงขอเชิญชวนให้นักธุรกิจเกาหลีใต้และอาเซียน เข้ามาร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสำหรับภาคเกษตร ซึ่งนอกจากจะใช้ศักยภาพทางเกษตรกรรมและอาหารของภูมิภาคแล้ว ยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรอย่างทั่วถึง และช่วยลดความเหลื่อมล้าทางสังคมได้อีกทางหนึ่งด้วย
 
          เรื่องนโยบายและมาตรการเศรษฐกิจของไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องอาศัยบทบาทของภาคธุรกิจเอกชนเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายที่สร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุน ที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
 
          ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ SMEs จนถึงกิจการขนาดใหญ่ ทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน จึงพยายามปรับแก้กฎระเบียบเพื่อให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน ล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาค และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการปรับแก้กฎหมายด้านภาษี และขั้นตอนการขออนุญาตเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติ
 
          รัฐบาลไทยยังได้ประกาศให้ SMEs เป็นวาระแห่งชาติพร้อมกับกำหนดแผนการปฏิรูปกลไกและหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่อง SMEs ให้รองรับนโยบาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับ SMEs ไทย และหวังว่าไทยจะสามารถเรียนรู้จากเกาหลีใต้ซึ่งมีภาค SMEs ที่เข้มแข็งได้ ทั้งนี้ หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจระยะยาวของไทย นอกเหนือไปจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังมีเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งเกาหลีใต้เป็นต้นแบบของการใช้ ICT เป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ซึ่งครอบคลุมการปฏิรูปกระบวนการผลิต การประกอบธุรกิจการค้า การลงทุน การบริการ และการศึกษา ไทยจึงหวังว่า ภาคเอกชนของเกาหลีใต้จะเข้ามาลงทุน หรือร่วมทุนในด้านต่างๆ ที่จะช่วยเร่งให้ไทยและอาเซียนใช้ระบบเศรษฐกิจดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ
 
          นอกจากนี้ ไทยให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน เกาหลีใต้ซึ่งมีความก้าวหน้าสูงในด้านนี้ จึงอยู่ในฐานะที่จะให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ ไทยต้องการเห็นการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะที่มาพร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาศักยภาพ ทั้งในเรื่องของทักษะฝีมือแรงงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
 
          ในเรื่องความเชื่อมโยง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 9 ที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการสร้างความเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและสมดุลของเอเชีย ซึ่งก็คือการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค ไทยมีแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะ 8 ปีข้างหน้า ซึ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม 5 ด้าน ได้แก่ โครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง   โครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร โครงข่ายทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โครงข่าย  การขนส่งทางน้ำ และการพัฒนาขีดความสามารถในการขนส่งทางอากาศ  โดยที่เกาหลีใต้มีศักยภาพสูงด้านการสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในโครงการด้านการพัฒนาที่มีมูลค่าสูง จึงน่าจะเป็นประโยชน์ร่วมกันหากภาคเอกชนเกาหลีใต้จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในไทยและในภูมิภาค รวมทั้งการนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ในเรื่องการพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาค แนวทางการระดมเงินทุน   การแบ่งปันเทคโนโลยี องค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ
 
          ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีตระหนักดีว่า การจะให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ต้องคำนึงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจหรือ ผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงผลักดันนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ใน 5 จังหวัดชายแดน ภายใต้แนวคิด “เส้นเขตแดนเป็นเส้นแห่งความร่วมมือ” ในทุกมิติ โดยเฉพาะตามแนวระเบียงเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และตอนใต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพเชิงพาณิชย์ให้แก่พื้นที่ตามแนวชายแดน กระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค สนับสนุนการพัฒนาประเทศทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และนำไปสู่การต่อยอดเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับภูมิภาคอื่น ๆ เช่น เอเชียใต้ โดยผ่านถนนสามฝ่ายไทย-เมียนมาร์-อินเดีย
 
          รัฐบาลไทยมีทีมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ พร้อมที่จะดูแลปัญหาของนักลงทุนและภาคเอกชนในทุก ๆ ด้าน  และจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สำหรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนนี้ จะได้เร่งรัดดำเนินการให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งด้านการค้า การลงทุน บริการ  และสถานประกอบการรูปแบบต่าง ๆ โดยจะให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุน การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว  การใช้แรงงานต่างด้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้
 
          โดยนายกรัฐมนตรีได้สรุปว่า ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด คืออนาคตที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในไทยและในภูมิภาค ทำให้นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ยังมีศักยภาพอยู่อีกมากที่อาเซียนกับเกาหลีใต้ รวมทั้งระหว่างไทยกับเกาหลีใต้จะร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ที่มีร่วมกัน และเชื่อว่าอาเซียนและเกาหลีใต้ จะทำหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนหัวรถจักรแห่งเอเชีย ในการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของภูมิภาคและของโลก