ข่าว

ยางร่วง'3โล100' ชะตากรรม'เผาจริง'!

ยางร่วง'3โล100' ชะตากรรม'เผาจริง'!

10 ธ.ค. 2557

ยางร่วง'3โล100' ชะตากรรม'เผาจริง'! : สุพิชฌาย์ รัตนะ, ภูชิสส์ พิรุณละออง, สุวรรณี บัณฑิศักดิ์รายงาน

               อุ๊ตะ... "3 โล 100" !!

               เสียงร้องแสดงถึงความตกใจของชาวสวน ที่คาดเดาราคายางในช่วงส่งท้ายปีมะเส็งรูดมหาราชลงมาไม่แตกต่างจาก เงาะ ลองกอง มังคุด ผลไม้ร่วมภาคตามฤดูกาล 

               ก่อนหน้านี้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาภาคใต้ เคยพยากรณ์เอาไว้ว่า ราคายางจะตกต่ำตามเกณฑ์นี้ในราวต้นปีหน้า

               ทว่า ข่าวร้ายของเกษตรกรชาวสวนยางกลับมาเร็วกว่ากำหนด !

               นี่คือ ความเจ็บปวดรวดร้าวลึกสุดใจของชาวสวนยางปักษ์ใต้ แหล่งปลูกยางอันดับหนึ่งของประเทศยามนี้ รอยยิ้มปัจจุบันช่างผิดแผกกับเมื่อครั้งที่ราคายางทะลุเกือบ 200 บาทต่อกิโลกรัม ราวฟ้ากับดิน

               แม้จะพอมีความหวังอยู่บ้าง หลังมีชาวสวนยางกลุ่มใหญ่เริ่มออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐ กระทั่งทำให้ อำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ ต้องเร่งดับไฟแต่ต้นลม ในทำนองว่า เตรียมออกมาตรการระยะสั้น 4 มาตรการ เพิ่มเข้าไปในยุทธศาสตร์การแก้ปัญหายางพารา จากเดิม 12 มาตรการ เป็น 16 มาตรการ รวมเป็นเงิน 5.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะขับเคลื่อนได้ในอีก 1 สัปดาห์

               มาตรการที่ 2 คือ ยุทธศาสตร์การซื้อจากกองทุนมูลภัณฑ์กันชน (Buffer Fund) มีเงินอยู่ 2 หมื่นล้านบาท ให้เบิกครั้งละ 6,000 ล้านบาท โดยได้สั่งซื้อเพื่อการส่งออกและพยุงราคา ซึ่งตอนนี้เพิ่งจะใช้ไปเพียง 200 ล้านบาท มาตรการที่ 3 มาตรการให้สินเชื่อ 1 แสนบาท ให้เกษตรกรกู้ไปทำอาชีพเสริม และมาตรการที่ 4 การพัฒนาตลาด โดยจะใช้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้ใช้มาเป็นเวลา 10 กว่าปี มาใช้ เพื่อเป็นกลไกในการอ้างความเป็นธรรมในระบบตลาด และกลไกในการเพิ่มมาตรฐาน และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ

               ในมุมมองของ กิตติศักดิ์ วิโรจน์ ตัวแทนชาวสวนยาง จ.สุราษฎร์ธานี ชี้ว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตยางพาราสูงกว่าในอดีตมาก เมื่อหักลบต้นทุนแล้ว ชาวสวนยางแทบจะไม่ได้อะไรเลย ก่อนหน้านี้เป็นแกนนำชาวสวนยางที่นำพาผู้ชุมนุมเรียกร้องราคายาง จนกระทั่งมีการปิดถนนและถูกออกหมายจับกุมมาครั้งหนึ่งแล้ว และเห็นว่าเกือบทุกครั้งทางรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด ทั้งนี้ อยากให้มีการปฏิรูปทั้งระบบ เชื่อว่าทางรัฐบาลทราบปัญหาดี

               ขณะที่แกนนำชาวสวนยางอีกราย บอกเช่นกันว่า ต้องมีการปฏิรูปเป็นห่วงโซ่ โดยมองทั้งระบบ ตั้งแต่การปฏิรูปฐานข้อมูลเกษตรกร, ตัวเกษตรกรในแต่ละกลุ่ม/ประเภท, อุตสาหกรรมการเกษตรที่ต่อเนื่อง ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่างๆ (ที่ดิน น้ำ ป่า ฯลฯ) ปัจจัยการผลิต (พันธุ์ ปุ๋ย ยา สารเคมี), ระบบการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่ต่างๆ, สินเชื่อเพื่อการเกษตร เยาวชนเกษตร, ระบบการตลาด นอกจากนี้มีการแสดงความคิดเห็นร่วมแก้ไขปัญหาต่างๆ

               นอกจากนี้จะต้องมีการพิจารณากลั่นกรองให้ละเอียดก่อนนำมาทำเป็นกรอบ/แนวทางในการปฏิรูปการเกษตรของประเทศต่อไป ต้องมีการระดมสมองทั้งในส่วนภาคการเกษตรในส่วนอื่นๆ ทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่เป็นลำดับ

               ด้าน สุนทร รักษ์รงค์ ผู้ประสานงานแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง เสนอแนวทางแก้ว่า รัฐบาลชุดนี้ได้บริหารจัดการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำอย่างผิดวิธี อีกทั้งได้ใช้งบประมาณเป็นเงิน 85,000 ล้านบาท ก็ไม่สามารถทำให้ราคายางพาราสูงขึ้นได้

               ที่สำคัญ ผลประโยชน์ไม่ได้ตกไปถึงเกษตรกรชาวสวนยางอย่างทั่วถึง เช่น การช่วยปัจจัยการผลิต 1,000 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิและคนกรีดยาง ไม่ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการนี้

               ผู้ประสานงานแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง ยืนยันที่จะเสนอแนวทางการแก้ปัญหาตามมติที่ประชุมใหญ่ให้รัฐบาลรับซื้อยางพารากิโลกรัมละ 80 บาท โดยชดเชยส่วนต่างเป็นพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมาตรการนี้ช่วยเหลือชาวสวนยางได้ทุกคน

               ทั้งนี้ ทางแนวร่วมฯ ได้ประมาณการงบประมาณในการรับซื้อยางพาราไว้ที่ 1 ล้านตัน จนถึงปิดฤดูกรีดตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม 2558 โดยชดเชยส่วนต่างกิโลกรัมละ 30-40 บาท เป็นเงินงบประมาณที่ออกเป็นพันธบัตร 30,000-40,000 ล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้ได้ผลแน่นอน และรัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินให้ชาวสวนยางจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาของพันธบัตร

               หากรัฐบาลเห็นชอบตามที่แนวร่วมฯ เสนอ จะได้เชิญชวนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางร่วมออกแบบปฏิรูปยางพาราทั้งระบบต่อไปด้วย

               นี่คือปรากฏการณ์ "เผาจริง" ของแท้ !!
 
เสียงครวญจากสวนยาง  

               ชีวิตยามนี้ของ "สำรวย แก้วจินดา" อายุ 64 ปี ชาวสวนยางพารา หมู่ 2 บ้านวังปริง ต.เขามีเกียรติ อ.สะเดา จ.สงขลา ที่พยายามหันมาเอาดีในการเปิดร้านขายของชำเพื่อหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง หลังจากพบว่าราคายางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นความเดือดร้อนที่ตามมาเป็นลูกโซ่

               "ชาวสวนยางน้ำตาร่วงเพราะยางราคาตก พ่อค้าแม่ค้าก็ต้องทนทุกข์ ขาดทุนเพราะไม่มีคนซื้อ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือชาวสวนยาง เมื่อไม่มีเงินใช้จ่าย การซื้อขายก็ไม่เกิดขึ้น ข้าวของที่เคยขายได้ก็ขายไม่ออก ขาดทุนกันทุกคน ครั้นจะเลิกขายของกลับมากรีดยางก็ไม่ได้ เงินลงทุนก็จมลงไป ชีวิตวันนี้ต้องทน กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ตราบใดที่ยางราคาไม่ดีขึ้นเศรษฐกิจทุกอย่างก็แย่ตามไปหมด"

               ไม่ต่างจาก สมพล พรุเพ็ชรแก้ว เจ้าของโรงยางจุดรับซื้อน้ำยางพาราในพื้นที่บ้านวังปริง บอกว่า นับเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายมากสำหรับชาวสวนยางที่ยางกิโลกรัมละ 33-34 บาท และยังมีแนวโน้มว่าราคาจะร่วงลงไปอีกอยู่ที่ 25 บาท เพราะทุกวันนี้ราคาลดลงเฉลี่ยวันละ 1 บาท ทำให้เดือดร้อนทั้งคนซื้อและคนขาย

               ในการซื้อขายยางมีหลายขั้นตอนที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า การขายยางกิโลกรัมละ 34 บาทนั้น กว่าจะได้เงินต้องลำบากอย่างไร ยกตัวอย่างง่ายๆ ลูกค้าหนึ่งขายน้ำยางสด 56 กิโลกรัม เมื่อตรวจสอบความเข้มข้นของยางหรือการตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ยางวัดได้ 35 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า ต้องนำมาคำนวณเป็นค่ายาง โดยการนำจำนวนกิโลกรัมคือ 56 คูณด้วย 35เปอร์เซ็นต์ จะได้น้ำยางแห้งที่เป็นสัดส่วนยางจริงๆ เพียง 19.6 กิโลกรัม จึงจะนำยางส่วนนี้ไปขายกิโลกรัมละ 34 บาท ซึ่งจะได้เป็นมูลค่ายาง 666 บาท ในจำนวนนี้นำมาแบ่งระหว่างเจ้าของสวนและคนกรีดในอัตรา 5.5 : 4.5 (เจ้าของสวน 5.5 คนกรีด 4.5) จะพบว่าคนกรีดยางจะได้ส่วนแบ่งเพียง 300 บาทเท่านั้น

               "ชาวสวนต้องตื่นตี 3 มากรีดยาง ขายได้วันละ 300 บาท จึงเป็นที่มาว่าทำไมจึงเดือดร้อน โดยอัตราค่าตอบแทนระหว่างเจ้าของสวนและคนกรีดยางนั้น ปัจจุบันถือว่ามีการปรับใหม่แล้ว จากเดิมคือ 60:40 เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพออยู่รอดได้ไปวันๆ แต่ก็ไม่พอใช้จ่าย เพราะราคายางมันถูกมาก และที่สำคัญในช่วงหน้าฝนไม่สามารถกรีดยางได้ทุกวัน ยิ่งทำให้ความเดือดร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น"

               ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อชาวสวนยางไม่มีเงินใช้ก็ต้องกู้และที่ง่ายสุดคือ กู้นอกระบบ เพื่อให้มีประทังชีวิตไปวันๆ

               ขณะที่ กิตติชัย แก้วจินดี ชาวสวนยางอีกรายที่ได้รับความเดือดร้อน สะท้อนว่า ลำพังรายได้จากการขายยางวันละ 500 บาท ต้องเลี้ยงดูครอบครัวที่มี 6 ชีวิต คือ พ่อ แม่ ภรรยา และลูกอีก 2 คน ที่อยู่ในวัยเรียนเป็นภาระที่ต้องแบกรับอย่างหนัก แม้จะพยายามกรีดยางให้ได้ปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่รายได้ที่เข้ามาก็ไม่พอกับรายจ่าย แม้จะพยายามประหยัดที่สุดแล้วก็ไม่เพียงพอ ทำให้วันนี้ต้องหยิบยืมเงินจากโรงยางมาก่อนล่วงหน้าแล้วให้หักเมื่อนำน้ำยางไปขาย 

               "วันนี้เดือดร้อนมาก เพราะไม่ได้มีอาชีพเสริมอย่างอื่น ตลอดชีวิตที่ผ่านมาก็กรีดยางขายเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว เมื่อยางราคาถูกก็ต้องก้มหน้ารับกรรม ถามว่าให้ไปประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยหรือไม่ ก็อยากไป แต่ไม่มีเงินเป็นค่าเดินทาง เพราะลำพังเงินซื้อกินก็ยังไม่มี"