ข่าว

'บิ๊กตู่'ลั่น'ไม่รู้ ไม่ทราบ'เลือกตรงนายกฯ

'บิ๊กตู่'ลั่น'ไม่รู้ ไม่ทราบ'เลือกตรงนายกฯ

09 ธ.ค. 2557

'บิ๊กตู่'ลั่น'ไม่รู้ ไม่ทราบ'เลือกตรงนายกฯ ยันไม่อยากเป็นนักการเมืองปีใหม่ไม่ปรับครม. กมธ.ปฏิรูปการเมืองสรุปเสนอเลือกตรงนายกฯ- ครม.เช่นเดิม

              9ธันวาคม2557 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง ว่า "ไม่รู้ ไม่ทราบผมไม่ได้อยู่ในคณะทำงานหรือคณะกรรมาธิการ (กมธ.) รัฐธรรมนูญ" เมื่อถามย้ำว่า แต่ทุกคนก็อยากทราบความเห็นของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคสช. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า วันนี้เขาสรุปมาหรือยัง ในเมื่อยังแสดงว่าตนยังไม่สรุป ตอนนี้เพียงแค่รับและรับทราบซึ่งมีวิธีการหลายแบบและต้องรับฟังต่อไป

             เมื่อถามว่าถ้ามีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงจะลงเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวสวนทันทีว่า "ไม่มีถ้า ยังไม่จบ ไม่ต้องมีสมมุติ ไม่ต้องถาม ไม่มีถ้า ไม่มี ไม่ลง ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่อยากเป็นนักการเมืองอยู่แล้ว"

             เมื่อถามว่าจะขอร้องกลุ่มที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ว่าให้หยุดวิจารณ์ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ให้สื่อไปช่วยกันเขียน ตนคงไม่ไปขอร้อง แต่ถ้าสื่ออยากจะขอร้องก็ทำไป ตนจะไปขอเขาทำไม วันนี้มีอยู่ 2 อย่างถ้าไม่ให้คนเหล่านี้พูดก็จะหาว่าไปปิดกั้น แต่เมื่อท่านอยากพูดก็ต้องรับผิดชอบกันเอาเอง

             เมื่อถามว่าเป็นการโยนหินถามทางหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า โยนหินถามทางเพื่อถามใคร ถ้าใครอยากจะถามก็ไปถามกันเอง สำหรับตนยังไม่มีคำตอบ เพราะยังไม่ได้สรุปสุดท้ายก็ยังไม่ได้คำตอบ ตนเคยบอกหลายครั้งแล้วว่าทุกอย่างมีขั้นตอนรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไว้แล้วว่าต้องผ่านครม.และคสช. ซึ่งคสช.มีสิบกว่าคน ก็คงต้องรอฟัง

             ส่วนการที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมายเปรียบเทียบว่าการร่างรัฐธรรมนูญเหมือนลงเรือแป๊ะ ก็ต้องตามใจแป๊ะนั้น แป๊ะคือใคร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า "เขาเป็นการเปรียบเทียบ แล้วมาถามส่งเรื่อยเปื่อยทำไม ทำเป็นไม่รู้เรื่อง" ต่อข้อถามว่ามีการเปรียบเทียบว่าแป๊ะคือคสช.ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ใครล่ะ มันไม่เกี่ยวพูดกันไปเรื่อย ใครคือแป๊ะมาถามผมแล้วผมจะไปรู้หรือ วันนี้ต้องไปถามคนพูด ซึ่งในสมัยก่อนก็มีแป๊ะแจวเรือจ้าง สื่อปัจจุบันมักไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้ มัวแต่ไปสนใจแต่คำแปลกๆ เช่น โว ฟุ้ง โม้ ซึ่งผมเองไม่รู้จักศัพท์พวกนี้ เพราะเป็นศัพท์สมัยใหม่ ผมไม่รู้จักหรอก เพราะผมรู้จักแต่ศัพท์เก่าๆ เช่นแป๊ะแจวเรือจ้าง"

             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนให้ระวังเรื่องการปฏิวัติซ้ำ ว่า "อย่าไปตอบโต้ท่านเลย ท่านอายุมากแล้วท่านก็เหงาๆ ของท่าน ซึ่งผมเองเคารพท่านอยู่แล้วและอย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นกังวลเลย เพราะท่านก็ฟังคนโน้นคนนี้มาในลักษณะของผู้ใหญ่ก็เป็นห่วงเด็ก ก็ไม่เป็นไรอย่าไปโกรธ ผมไม่เคยโกรธท่าน"

             เมื่อถามว่าถือเป็นการบั่นทอนกำลังใจในการทำงานหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ไม่มี ผมเต็มร้อย ไม่ต้องกลัว ก็ถือซะว่าเป็นคำแนะนำทั่วๆ ไปของผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะดีหรือไม่ดีอย่าไปถือเป็นกังวล วันนี้ประเทศชาติกำลังพยายามเดินไปข้างหน้าอย่ามาจับให้ถอยหลังไปอีก ไม่เอา ผมขี้เกียจไปตอบ"

             ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้ทหารยังมีความแน่นแฟ้นกันอยู่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ทำไม ทหารไม่ปึ๊กกันตรงไหน ทหารไม่เคยมาทะเลาะกัน แล้วถ้าจะมีการเรียกมาปรับทัศนคติมาปรับกับสื่อดีกว่า ยืนยันว่าทหารไม่มีปัญหาซึ่งกันและกัน อย่างไรก็เป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว"

             เมื่อถามว่าวันนี้เสถียรภาพรัฐบาลยังดีอยู่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เห็นมีอะไรทุกคนก็ทำงานขอร้องว่าอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์จนเกิดความเสียหาย ในความรู้สึกตนในฐานะรุ่นน้องถึงแม้จะเป็นนายกฯ ก็เห็นว่าพี่ๆ ทุกคนช่วยกันทำงานไม่ว่าจะสั่งอะไรท่านก็ทำทั้งหมด ในที่ประชุมครม.ทุกคนต่างแสดงความเห็นแม้บางคนไม่ค่อยอยากพูด บางคนพูดไม่เก่งแต่ท่านก็ทำงานและส่วนใหญ่ตนเองเป็นคนนำเสนอผลงานต่างๆ ออกมา รัฐมนตรีไม่ค่อยได้พูดเพราะ โดยระบุว่าเมื่อนายกฯพูดแล้วก็ไม่อยากพูดซ้ำ แต่ตนก็ได้บอกว่าขอให้ไปพูดในรายละเอียดด้วย ยืนยันว่าการทำงานที่ผ่านมาต่างก็ช่วยกัน ขอร้องสื่อว่าอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีคนนี้อ่อน คนนี้ไม่พูด ผลงานไม่เข้าตา ยืนยันว่าผลงานเข้าตาทุกคนก็เดินไปทางยุทธศาสตร์ที่วางไว้และให้รอฟังหารแถลงผลงานรัฐบาล 3 เดือนว่าเราทำอะไรไปบ้างแล้ว

             เมื่อถามว่านายกฯ แสดงความมั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่มีการปฏิวัติซ้ำพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่มีหรอกใครจะมาปฏิวัติ ไหนลองหามาสิ ว่าเป็นใครการปฏิวัติมันง่ายนักหรืออย่างไร"

             เมื่อถามว่าการบริหารงานของนายกฯ อาจไม่เป็นที่พอใจของคนในกองทัพ นายกฯ กล่าวว่า "ก็ไม่รู้ ไม่ทราบถ้าอยากให้โดนใจก็ไปรอรัฐบาลหน้าก็แล้วกัน ไปหาเอาเองว่าจะมีใครจะทำให้ได้อย่างที่ผมทำหรือเปล่า ไม่ดูมาสิว่าผมทำอะไรมาบ้าง หลายอย่างที่ได้ทำไปแต่พวกเราไม่รู้ไม่เคยเข้าใจว่าทำอะไรกันไป ว่าสิ่งที่ทำไปมันง่ายนักหรือ ถ้ามายืนตรงนี้แล้วสั่งให้ทำเลยก็จะถูกใจแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้เพราะมีทั้งข้อกฎหมาย มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องซึ่งมันไม่ง่ายนักที่จะทำ ไม่งั้นพวกตนจะประชุมกันครั้งละ 4-5 ชั่วโมงทำไม มันยากมีทั้งเอกสารที่ต้องพิจารณา มีเรื่องที่ต้องหาข้อมูลไม่ใช่ทำงานปากเปล่าที่ใครขออะไรมาก็ให้ เหมือนการใช้จ่ายงบประมาณก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบถ้าไปเทเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ว่าจะเป็นราคายางหรือข้าวแล้วในส่วนอื่นจะทำอย่างไร จะเอาเงินที่ไหนใช้ ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันยกระดับความเดือดร้อนหรือเรียกกันว่าต้องแบ่งปันทุกข์ เวลาเรามีความสุขก็ต้องแบ่งสุขถึงจะเรียกว่าเป็นคนไทยด้วยกัน วันนี้ต้องยอมรับในกติกากันบ้างที่ผ่านมาเราปล่อยปละละเลยกันมามากแล้ว จะต้องวางกฎระเบียบให้ได้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ถ้าไปทำอย่างฉาบฉวย แต่สุดท้ายปัญหาจะกลับมา

             เมื่อถามว่ากองทัพจะมีศักยภาพในการกดดันที่จะเปลี่ยนตัวนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไร้สาระ ไม่มีหรอก ไม่มี" เมื่อถามว่าหลังปีใหม่จะมีการปรับครม.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ปรับหรอก
เมื่อถามว่าประเมินผลงานของครม.ผ่านหมดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ผ่านทั้งหมด เมื่อถามย้ำว่าเหตุผลอะไรจึงให้ผ่าน นายกฯ กล่าวว่า "เพราะท่านตั้งใจทำงานเกินร้อย"

 

นักวิชาการเห็นต่างเลือกนายกฯโดยตรง

              นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง เนื่องจากจะทำให้นายกฯได้รับฐานอำนาจจากประชาชนโดยตรง จะส่งผลให้กลุ่มทหาร หรือกลุ่มบุคคลต่างๆที่จะใช้กำลังทำการยึดอำนาจต้องพิจารณาอย่างหนักและการก่อการรัฐประหารในอนาคตจะทำได้ยาก

              ด้าน ศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ยังไม่เข้าใจว่าผู้ที่เสนอให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง รวมถึง สนช.ต้องการแก้ไขปัญหาอะไรให้กับสังคม หากที่ผ่านมาคิดกันว่า รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการรวบอำนาจมากแล้วเสนอให้เลือกตั้งนายกฯโดยตรงก็ยิ่งกลับเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับนายกฯหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาจะคิดเช่นไรก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญขณะนี้ทางผู้ที่เสนอ รวมถึง สนช.ควรมีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าข้อเสนอที่เสนอออกมานั้น ต้องการแก้ไขปัญหาอะไรให้กับสังคม

              ทั้งนี้ โดยส่วนตนแล้ว เห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญควรเปิดกว้างเปิดโอกาสให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์ ฉะนั้น ควรยกเลิกกฎอัยการศึก คืนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้กับสังคม ซึ่งตอนนี้เราฟังสิ่งที่คนที่อยู่บนหัวเราต้องการพูดให้เราฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะมันอาจเกิดปัญหาตามมาในอนาคตหากไม่เปิดกว้างให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์ให้ทุกคนมีส่วนร่วม อีกอย่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ควรมีการทำประชามติ และควรระบุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องแก้ไขตามกรอบกติกาที่ถูกธรรมนองครองธรรม


กมธ.ปฏิรูปการเมืองสรุปเสนอเลือกตรงนายกฯ- ครม.

              ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง นำโดย นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นายดิเรก ถึงฝั่ง นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ และนายบุญเลิศ คชายุทธเดช ร่วมกันแถลงถึงการแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการเมืองต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

              นายสมบัติ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯได้สรุปรูปแบบการเลือกตั้งโดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี(ครม.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งต้องมีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง โดยนำพรรคที่ได้คะแนนอับดับหนึ่งและสอง มาเลือกใหม่อีกครั้งให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงลงได้ โดยพรรคการเมืองเป็นผู้เสนอรายชื่อนายกฯและครม. เพื่อให้นายกฯ ได้รับการสนับสนุนในการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ จาก ส.ส.ในสภา แต่หากเสียงส.ส.ไม่พอก็สามารถชักชวน ส.ส.พรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลได้ ด้วยข้อเสนอรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รูปแบบดังกล่าวนี้ถือเป็น นวัตกรรมทางการเมืองรูปแบบใหม่ ที่อาจจะได้ใช้เป็นประเทศแรกในโลก

              ส่วนข้อกังวลว่าการเลือกนายกฯโดยตรง จะทำให้มีการเหิมเกริมไปเทียบกับประมุขประเทศนั้น เชื่อว่าคนไทยมีความจงรักภักดีก็จะเลือกบุคคลที่มีความจงรักภักดีมาทำหน้าที่อยู่แล้ว แต่หากคนที่มาเป็นนายกฯไม่มีความจงรักภักดี ไม่ว่าการเลือกตั้งรูปแบบใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ทั้งนี้ยังออกแบบให้ช่วงเวลาระหว่างการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง ให้มีรัฐบาลรักษาการณ์ โดยให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรี แล้วก็ให้ปลัดกระทรวงเลือกกันเองมา 1 คน เพื่อทำหน้าที่นายกฯ คอยทำหน้าที่โปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่

              นายสมบัติ กล่าวต่อว่า สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติให้มี 2 สภา เหมือนเดิม โดย ส.ส. ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 350 คน ที่มาจากแบบแบ่งเขตทั้งหมด เขตละไม่เกิน 3 คน ประชาชน 1 คน เลือก ส.ส.ได้ 1 คน จากนั้นก็ให้ผู้มีคะแนนมากที่สุดตามลำดับ 1 - 3 ได้เป็น ส.ส. ไม่มีรูปแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันการอุปถัมภ์จากหัวหน้าพรรค ส่วน ส.ว. ให้มีทั้งหมด 154 คน แบ่งเป็นเลือกตั้ง 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 คน และสรรหาจากกลุ่มอาชีพอีก 77 คน โดยทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย แต่งตั้งองค์กรอิสระ ตลอดจนการถอดถอนที่ต้องออกแบบให้ถอดถอนได้สำเร็จต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอ ส่วนกรรมธิการยกร่างฯทั้ง 36 คน จะนำไปพิจารณาหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ

              นายดิเรก กล่าวว่า ได้มีการเสนอปรับโครงสร้าง ป.ป.ช. ให้ควบรวม ปปท. ป.ป.ง. ส่วนคณะกรรมการให้มีวาระการดำรงตำแหน่งลดจาก 9 ปี เหลือ 5 ปี และให้ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว และป.ป.ช.ควรมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตต่อศาลได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องผ่านอัยการ ทั้งยังควรจัดตั้งศาลว่า ด้วยคดีการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พร้อมทั้งให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ ส่วนองค์กรอัยการจะมีการปรับเปลี่ยนหาวิธีลดการแทรกแซงทางการเมือง และจะดึงเรื่องการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้อัยการดำเนินการเอง

              นายดิเรก กล่าวต่อว่า จะให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นต่อการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 และระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ ให้เกิดประสิทธิภาพ และจะมีการประเมินผลโครงการสำคัญของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจว่า มีการทุจริตหรือไม่ เพื่อให้โครงการมีความโปร่งใส และหากมีการทุจริตก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป

              นายบุญเลิศ กล่าวว่า พรรคการเมืองจะต้องมีความเข้มแข็งทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ ส่วนการยุบพรรคก็จะไม่สามารถทำได้โดยง่าย เว้นแต่จะมีการกระทำผิดที่มีความร้ายแรงกระทบต่อสถาบันฯ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือทำให้ผลประโยชน์แห่งชาติได้รับความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างเหมาะสมและยุติธรรม ส่วนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น จะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่สังกัดพรรคการเมืองก็ได้

              นายวรวิทย์ กล่าวว่า ผู้ลงสมัครเลือกตั้ง จากเดิมจะต้องรอให้คดีถึงที่สิ้นสุดให้จำคุกก่อนถึงจะขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. แต่ทางกรรมาธิการเสนอใหม่ให้ แค่คำตัดสินว่า ผิดและให้รอลงอาญา รวมทั้งความผิดคดีภาษีก็ถือว่าขัดคุณสมบัติ และผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป เว้นแต่เป็นคดีหมิ่นประมาทและคดีลหุโทษ โดยแนวทางดังกล่าวนี้ จะมีผลบังคับใช้ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ แต่จะไม่มีผลย้อนหลังไปเพิกถอนสิทธิของผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิไปแล้ว อาทิ นักการเมืองบ้านเลขที่ 109 และ 111 เป็นต้น

             ทั้งนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส ทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย บุตร หรือบุตรบุญธรรม แต่ไม่ห้ามพี่น้องร่วมสายโลหิต อย่างไรก็ตาม สำหรับ กกต. ก็เสนอให้ลดวาระดำรงตำแหน่ง จาก 7 ปี เหลือ 5 ปี มีอำนาจตรวจค้นระหว่างการให้หาเสียงเลือกตั้ง โดยไม่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน และให้มีอำนาจเฉพาะแจกใบเหลืองเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่วนใบแดงให้เป็นอำนาจของศาลเพราะเกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิของผู้สมัครฯ 

              พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า การปรองดอง เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งในช่วงที่สถานการณ์ปกติ และช่วงที่เป็นอันตรายสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลายทางการเมือง ก็ให้คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจทางกฎหมายเชิญคู่ขัดแย้งมาเจรจากันทุกฝ่ายเพื่อให้ความขัดแย้งคลี่คลายลง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วม    


กมธ.ยกร่างรธน.ไร้ข้อสรุปปมนิรโทษกรรม

              นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมซึ่งพิจารณารายงานของคณะอนุกมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 ว่าด้วยการสร้างความปรองดอง ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน อนุฯ ว่า ทางคณะอนุฯ ได้เสนอหลักการที่สำคัญที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ เป็นองค์กรกึ่งนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระ และอยู่ภายใต้รัฐสภา คล้ายกับสถาบันพระปกเกล้า เพื่อมาดำเนินการพิจารณาศึกษาและแสวงหาแนวทางเพื่อลดและยุติความขัดแย้งทางการเมืองทุกระดับ, ทำแผนและเสิรมสร้างความปรอดองระยะสั้น, ระยะกลาง และระยะยาว โดยต้องมีการประเมินผลการทำงานด้วย

              นายคำนูณ กล่าวด้วยว่าสำหรับประเด็นนิรโทษกรรมนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาในรายละเอียด แต่ได้มีการอภิปรายให้ข้อสังเกตคือหากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนรัฐธรรมนูญให้ยุติธรรมกับทุกฝ่าย ร่างรัฐธรรมนูญปราศจากอคติ และไม่ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อให้ฝ่ายใด หรือกีดกันฝ่ายใด จะเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่ความปรองดองได้ อย่างไรก็ตามการประชุมของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ข้อสรุปหรือมีมติใด ๆ ต่อแนวทางข้อเสนอของคณะอนุฯ


นายกฯเผยเตรียมเซ็นเอ็มโอยูรถไฟกับจีนในการประชุมจีเอ็มเอส

              พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วปานกลาง(180/ชม.)กับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า ในช่วงที่มีการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 19-20 ธ.ค.ที่กรุงเทพฯ นายหลี เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน จะให้เกียรติ มาเซ็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือเอ็มโอยู ซึ่งเป็นการร่วมกันพัฒนาในโครงการรถไฟความเร็วปานกลาง 160 - 180 /ชม. เป็นการคอนเน็กติวิตีหรือการเชื่อมโยงเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่อนาคตและสร้างความเชื่อมโยงของอาเซียน โดยจีนให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ในรูปเงินกู้


สั่งเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยาง

              พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงการแก้ไขปัญหายางพาราราคาตกต่ำ ว่า มีการพูดคุยกันแล้ว ซึ่งจะมีผู้แทนชาวสวนยางมาร่วมหารือและจะนำเรื่องที่ยังไม่เข้าใจกันมาอธิบายให้เข้าใจกัน ซึ่งมาตรการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเงินที่มีการอุดหนุนนั้น มีปัญหาว่าเงินลงไปไม่ทันเวลา ไม่พร้อมกันเนื่องจากอยู่ที่ขั้นตอนกระบวนการ งบประมาณที่กำลังเร่งรัดลงไปด้วย ซึ่งเขาเข้าใจในเรื่องนี้ เรื่องสองคือการทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนขึ้นและการแก้ปัญหาในปัจจุบัน นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะตั้งคณะกรรมการมาทำงานในเรื่องนี้ แต่ราคายางก็เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันด้วย ซึ่งทั้งโลกก็มีปัญหาราคาน้ำมันเช่นเดียวกัน ทั้งนี้จะเร่งเรื่องเงินช่วยเหลือลงไปก่อนหรือเงินที่จะรับซื้อ เชื่อว่าต่อจากนี้ไปจะดีขึ้นทั้งราคายางพาราและราคาน้ำมัน
 

โยนสื่อไม่ช่วยประชาสัมพันธ์ประกันสังคม

              พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนสมัครเข้าโครงประกันสังคมตามมาตรา 40 จนทำให้มีการแห่ไปสมัครในวันที่ 8 ธ.ค.ที่เป็นวันสิ้นสุดการรับสมัครเป็นจำนวนมากว่า เรื่องนี้ทำไมสื่อถึงไม่ช่วยนำเสนอให้ประชาชนรู้เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำ มัวแต่ไปเขียนเรื่องรัฐธรรมนูญอะไรเลอะเทอะไปเรื่อย ส่วนจะมีการขยายเวลาหรือไม่ขณะนี้ยังพิจารณาอยู่

              ผู้สื่อข่าวถามว่า ควรจะมีการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้มากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ประชาสัมพันธ์โดยใคร ผมพูดไม่มีใครฟัง โฆษกฯพูดก็ไม่มีใครฟัง ประชาชนซื้อสื่อของท่าน ก็ไปช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผมด้วย ทางผมก็ทำอยู่แล้ว ถ้าประชาชนรับรู้ไม่ทั่วกันแสดงว่าสื่อเสนอเรื่องอื่น เรื่องที่เป็นประโยชน์ไม่เสนอ”


ชี้ปีใหม่ขายแอลกอฮอล์ได้แต่ขอให้รับผิดชอบกันเอง

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่เสนอให้งดจำหน่ายสุราในช่วงปีใหม่ ว่า ให้จำหน่ายได้เป็นปกติ เมื่อมาถามส่วนตัวก็บอกว่าขายได้ ส่วนสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอนั้นก็เป็นเรื่องของสาธารณสุข ไปถามกันเอง แต่สำหรับตนยืนยันว่าให้จำหน่ายได้ตามปกติ แต่ก็ขอให้รับผิดชอบกันเองว่าขับรถต้องไม่ดื่มสุรา ส่วนปีใหม่จะไปเที่ยวที่ใดตนยังไม่ทราบ

 

ไทย-อียิปต์แลกเปลี่ยนการใช้วัฒนธรรมแก้ขัดแย้ง

              นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐอาหรับระหว่าง 4-9 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเปิดงานการแสดงทางวัฒนธรรมเนื่องในโอกาสฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 60 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-อียิปต์ ในโอกาสนี้ มีโอกาสหารือกับDr. Gaber Asfour (เกเบอร์ แอสโฟร์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอียิปต์ และ Dr. Mamdouh Mohamed Gad El-Damati (แมมดู โมฮาเหม็ด แกด เอลดามาติ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณคดี (Minister of Antiquities) เกี่ยวกับการเตรียมจัดบันทึกความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งอียิปต์มีความโดดเด่นด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ วิถีชีวิต

              นายวีระ กล่าวว่า ทั้งนี้ระหว่างการหารือกับ รมว.กระทรวงวัฒนธรรมของอียิปต์นั้น ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม ซึ่งอียิปต์มีประสบการณ์ความสำเร็จในการใช้วัฒนธรรมแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม แม้ประชาชนส่วนใหญ่ของอียิปต์จะนับถือศาสนาอิสลามแต่ก็มีหลากหลายความเชื่อ นำไปสู่ความแตกแยก แต่อียิปต์พยายามใช้วัฒนธรรมมาเป็นตัวลดความขัดแย้ง ดังนั้นจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การใช้วัฒนธรรมแก้ปัญหาความขัดแย้งในสัง
คมกับอียิปต์