
นพพรเสี่ยหมื่นล้านโผล่แจงกับเนชั่น
นพพรเสี่ยหมื่นล้านโผล่แจงกับเนชั่น ยันถูกกลั่นแกล้งพร้อมสู้อยู่ต่างประเทศ
กลายเป็นเรื่องราวที่หลายฝ่ายจับตามอง หลังนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี นักธุรกิจหมื่นล้าน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด หนึ่งในผู้ต้องหาเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ออกหนังสือชี้แจงรายละเอียดลงในเฟซบุ๊กว่า ถูกตำรวจบิดเบือนกลั่นแกล้งทำให้ถูกออกหมายจับทั้งที่ไม่ได้เป็นคนจ้างวานให้อุ้มนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล เพื่อให้ลดหนี้จำนวน 120 ล้านบาท ล่าสุดนายนพพรได้เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการเก็บตกจากเนชั่น โดยมีนายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร บรรณาธิการบริหารเนชั่นทีวี เป็นผู้ดำเนินรายการ
- ตอนนี้อยู่ที่ประเทศใด
ขอไม่เปิดเผยประเทศที่หลบอยู่ เพราะตอนนี้รอฝ่ายกฎหมายของประเทศที่อยู่ว่าจะเปิดเผยที่อยู่ได้หรือไม่
- ทำไมไม่มามอบตัว
สาเหตุหลักที่ตัดสินใจหนี เพราะว่าตำรวจบิดเบือนคดีอย่างตาลปัตร กล่าวหาว่าเป็นลูกหนี้จำนวน 120 ล้าน และพยายามจะขอลดหนี้ เพื่อฟันกำไร 100 ล้าน ซึ่งตรงนี้ตำรวจก็รู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องจริง แล้วนำมากล่าวหา ยืนยันว่าตำรวจไม่มีหลักฐาน เพราะตำรวจไม่สามารถ เนรมิตในสิ่งที่ไม่มีได้ เรื่องนี้ขอชี้แจงว่า เมื่อสิบปีที่แล้วผมเป็นเจ้าของกริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมีผู้ถือหุ้นอีก 3 คนร่วมถือหุ้น โดยนายบัณฑิตถือหุ้นประมาณ 10-20% ซึ่งจำรายละเอียดไม่ได้ แต่เราเป็นเพื่อนสนิทกันสมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ แต่ไม่ถึงสนิทกันมาก เป็นแค่เพียงสนิทพอสมควร จึงมาถือหุ้นร่วมกัน โดยผมเป็นหุ้นใหญ่ ส่วนนายบัณฑิตเป็นหุ้นย่อย โดยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วผมได้ยืมเงินบริษัทมาจำนวน 17 ล้าน
"ในการยืมเงินก็ทำบัญชีกันอย่างถูกต้อง แต่วันดีคืนดี เพื่อนที่สนิทกันกลับไม่เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม จึงมาฟ้องเรียกเงินจำนวน 17 ล้าน ทั้ง 3 คนบอกว่า ไม่ได้ยืมเป็นยักยอก ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอะไร เพราะจุดร่วมจริงๆ คือ ได้เอาเงินจำนวน 17 ล้านไปจริง ต่อมาเมื่อศาลตัดสินว่ามีความผิด จึงได้คืนเงินก้อนแรกจำนวน 8.9 ล้านบาท โดยไม่ได้คืนให้กับหุ้นส่วน 3 คน แต่เอาเงินไปคืนให้แก่เจ้าหนี้ของบริษัทคือสถาบันการเงิน ส่วนเงินก้อนที่สองจำนวน 17 ล้านเท่าที่ได้ยืมไป ส่วน 8.9 ล้านถือว่าเป็นดอกเบี้ย เท่ากับว่าจ่ายไปทั้งหมด 26 ล้าน ส่วน 17 ล้านได้ไปคืนกันที่งานไกล่เกลี่ยของศาลฎีกาในปี 2555 ซึ่งเวลาที่เราไปคืนเงินที่ศาลฎีกา ศาลก็จะบอกว่า เมื่อจำเลยพร้อมจะคืนเงิน โจทก์ก็ควรจะถอนฟ้อง เพราะได้เงินตั้ง 26 ล้าน ซึ่งโจทก์ทุกคนบอกว่า ก็เป็นเรื่องแฟร์ดี และยินดีที่จะถอนฟ้อง แต่เหลือเพียงนายบัณฑิตคนเดียวที่ไม่ยอมถอน"
- เหตุผลที่นายบัณฑิตไม่ยอมถอนฟ้อง มีอะไรพิเศษหรือไม่
อาจจะเป็นเพราะว่า นายบัณฑิตโชคร้ายนิดนึงที่ถูกผมฟ้องในคดีอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ มันเป็นคดีที่ได้นายบัณฑิตไปฟ้องผมเกี่ยวกับเรื่องฟ้องเท็จ ทำให้ต้องฟ้องกลับว่า นายบัณฑิตเบิกความเท็จ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเรื่องโชคดีหรือไม่ที่ชนะทั้ง 2 ศาล ทั้งชั้นต้น และอุทธรณ์ ซึ่งนายบัณฑิตก็มาบอกว่าจะให้ถอนฟ้องก็ได้ แต่ต้องแถมให้ด้วยการให้ผมถอนฟ้องในคดีเบิกความเท็จด้วย
"ผมก็บอกบัณฑิตไปว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา จะถอนฟ้องให้ เพราะเราเป็นเพื่อนกันไม่อยากจะฟ้องร้องกัน แต่บังเอิญมันเป็นเรื่องโชคร้าย เพราะคดีอันเกี่ยวกับการเบิกความเท็จ เมื่อฟ้องร้องกันแล้วมันถอนฟ้องกันไม่ได้ เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ผมก็ถามทนายและผู้พิพากษาที่นั่งอยู่ตรงนั้นว่า มีทางอื่นหรือไม่ เพราะผมอยากช่วยเพื่อนผมว่าจะทำอะไรให้คดีบรรเทาเบาบางลงบ้างหรือไม่"
- สุดท้ายเรื่องลงเอยอย่างไร
ทางทนายแนะนำว่า ให้ทำเรื่องแถลงไม่ติดใจเอาความ เพราะหากศาลฎีกาพิจารณาโทษ เมื่อเห็นว่า ไม่ติดใจเอาความก็อาจจะลดโทษให้เหลือรอลงอาญา แต่นายบัณฑิตอยากจะให้เรื่องจบไม่อยากให้รอลงอาญา ซึ่งทุกคนก็บอกว่า ให้มีเหตุผลกันบ้าง เพราะผมก็ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของคดีก็ต้องว่ากันไปเป็นแต่ละคดี ไม่ใช่นำมารวมกัน ทำให้นายบัณฑิตไม่ยอม และบอกว่า หากคดีของเขาไม่หลุด ก็จะไม่ถอนฟ้องคดียักยอกทรัพย์ ทีนี้ก็กลายเป็นว่า ผมถูกจับเป็นตัวประกัน หากพูดเป็นภาษาเพื่อนคุยกันก็อาจจะบอกว่า มึงไม่หลุดกูก็ไม่หลุด ซึ่งตอนนั้นได้บอกกลับไปว่า มันไม่แฟร์นะที่ทำอย่างนี้
"มาถึงตรงนี้ศาลท่านก็บอกว่า คุณนพพรหากคุณบัณฑิตไม่ถอนคดีมันจะคาอยู่มันไม่จบนะ แม้ว่าโจทก์อีก 2 คนจะถอนก็ถาม พูดง่ายๆ คือคดีแพ่งจบไปฟ้องร้องไม่ได้ แต่ในส่วนคดียักยอกมันไม่จบ เพราะต้องโจทก์ทุกคนถอนฟ้องครบทุกคน ศาลก็ถามผมว่า เข้าใจหรือไม่ ผมก็ตอบศาลไปว่า ผมเข้าใจดี แล้วศาลก็ถามต่อว่า คดีไม่จบแล้วคุณยังจะจ่ายเงินอยู่อีกหรือไม่ ผมได้เรียนไปว่า คดีไม่จบไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือผมเป็นหนี้ ดังนั้น เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องใช้ ส่วนใช้แล้วโจทก์คนไหนจะไม่ถอนฟ้องก็เป็นอีกเรื่อง ศาลท่านก็บอกว่า งั้นโอเคนะ ซึ่งผมบอกว่า ผมเป็นหนี้ก็ต้องใช้ เพราะผมเป็นลูกผู้ชาย ศาลท่านอาจจะนึกสงสารบอกว่า คุณนพพรไม่เป็นไร คดีนี้คุณชำระหนี้แล้ว คุณบัณฑิตไม่ถอน แต่เมื่อถึงวันพิพากษาก็จะโดนแค่รอลงอาญา เพราะมันมีเหตุบรรเท่าโทษเยอะ
- หากเป็นเช่นนี้ถือว่าไม่หนักหนาเพราะแค่รอลงอาญา
ไม่หนักหนา จึงทำให้ใจชื้น ตอนนั้นคิดว่า อย่างมากก็แค่รอลงอาญา อาจจะดูไม่ดีไปบ้างก็ไม่เป็นไร
- แต่ในแง่ของนักธุรกิจเศรษฐีโทษรอลงอาญาอาจไม่ใช่เรื่องดี
ส่วนตัวก็ไม่อยากรับโทษรอลงอาญา เพราะมันอาจจะด็ไม่ดี แต่ไม่ถึงขนาดว่าไม่ได้ แต่อยากกลับมาที่ประเด็นก่อน คือประเด็นอยู่ตรงที่ว่า เรื่องนี้ได้พิสูจน์กัน โดยหลักฐานเอกสารอยู่ที่ศาลอาญายืนยันกันอยู่ และมีผู้พิพากษาศาลอาญายืนยันอยู่ว่า ไม่ได้เป็นหนี้กับนายบัณฑิตแล้ว และจริงๆ แล้ว บัณฑิตก็ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ เนื่องจากบริษัทต่างหากที่เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งหนี้ 20 ล้านถือว่าไม่มีแน่นอน
- คุณนพพกำลังจะบอกว่า ไม่ได้เป็นหนี้ 20 ล้าน แต่คุณนพพรเป็นเจ้าหนี้คุณบัณฑิตใช่หรือไม่
ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เพราะหนี้จำนวนนี้เป็นของบริษัท ในเมื่อเอาเงินไปคืนบริษัท มีหลักฐานเอกสารยืนยันที่ศาล หนี้ทั้งหมดต้องหมดไป ซึ่งตรงนี้มันสวนทาง ตรงข้ามกับทางตำรวจกล่าวหา ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นมันตรงข้ามกับสิ่งที่ตำรวจกล่าวหา และเมื่อผมเข้าไปแสดงหลักฐานแล้ว ซึ่งบัณฑิตเองก็ไม่ได้แย่อะไร เมื่อถูกเรียกตัวเข้าไป บัณฑิตก็ชี้แจงเหมือนที่ผมได้ชี้แจงไป
- ทราบได้อย่างไรว่า คุณบัณฑิตชี้แจงอย่างที่บอก
ตำรวจเป็นคนบอก ตอนนั้นตำรวจบอกว่า บัณฑิตมาชี้แจงเหมือนที่ผมชี้แจง
- แต่ตำรวจบอกวา คุณเป็นหนี้ 120 ล้าน มันดูขัดแย้งกันมาก
อยากถามว่า ถ้าเป็นคุณคุณจะอยู่หรือไม่ เมื่อตำรวจสร้างเรื่องขึ้นขนาดนี้ ในเมื่อเราทั้งสอง หลักฐานที่ศาลก็ยืนยันว่าไม่ได้เป็นหนี้ อย่างนี้มันน่ากลัวหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ทำให้เชื่อว่า ถูกยัดข้อหา 112 อยากให้ฟังดีๆ นะ ถ้าตำรวจยัด 112 ให้ หมายถึงประกันตัวไม่ได้ ถ้าประกันตัวไม่ได้แล้วจะมีโอกาสพูดแก้ตัวเหมือนอย่างปัจจุบันหรือไม่
- มหาเศรษฐี คนมีชื่อเสียงอย่างคุณนพพร ตำรวจคงไม่กล้าทำอย่างนั้น
เชื่อว่า ไม่ได้ประกัน และอยู่ในคุก เมื่ออยู่ในคุก ถ้าเกิดมีใครคิดว่า จะมาเปิดโปงกันอย่างนี้ จะมีใครปล่อยผมหรือไม่ ด้วยตรรกะอย่างนี้ ทำให้ต้องหนี เพราะตำรวจถึงขนาดที่กล้าเอาความจริงมาบิดเบือนกันขนาดนี้ แล้วจะปล่อยให้ผมพูดความจริงหรือ
- แต่ตำรวจบอกว่า มีหลักฐานชัดเจนนะ
เอาอย่างนั้นก็ได้ ตำรวจต้องเอาหลักฐาน 120 ล้านมาโชว์กัน จะมาพูดลอยๆ ได้อย่างไร ซึ่งส่วนตัวก็จะโชว์หลักฐานในคดีอาญาบ้าง โดยจะส่งให้สื่อมวลชนดู ตอนนี้อยากชี้แจงว่าไม่ได้เป็นหนี้
"สิ่งที่เกิดขึ้นมันบอกอะไรได้เยอะว่า เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล และเมื่อเรื่องมันไม่ชอบมาพากลก็ต้องหนีมาตั้งหลัก และต่อไปจะทำให้ความจริงกระจ่าง เพราะผมต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และไม่ขอศิโรราบให้แก่ความไม่ยุติธรรม"
- เมื่อพร้อมจะกลับมาสู้คดีที่เมืองไทยใช่หรือไม่
ไม่ ไม่ จะสู้ที่นี่ จะสู้จากที่ที่อยู่ และความจริงจะปรากฏ คิดว่า เรื่องนี้มันสู้กันที่หลักฐานเอกสาร และข้อเท็จจริง ตอนนี้อยากให้มองทีละเรื่อง อยากให้โฟกัสที่ต้นตอของปัญหาก่อน ต้นตอคือผมไม่ได้เป็นหนี้ หากเคลียร์ได้ว่าไม่ได้เป็นหนี้ อยากรู้ว่าตำรวจจะไปอย่างไรต่อ จึงอยากขอขอบคุณคนที่ให้กำลังใจ ส่วนคนที่คิดว่า ผิด ก็ขอให้ทุกคนให้โอกาสฟังข้อมูลก่อน อย่าด่วนตัดสิน เพราะที่ผ่านมาก็เป็นตัวแทนต่อสู้สิ่งที่ไม่ถูกต้องต่างๆ อยากให้คิดูว่า เศรษฐีคนมีสตางค์โดนขนาดนี้ได้ บ้านเมืองนี้น่ากลัว ทุกคนต้องอย่ายอม ต้องไม่ยอม ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านด้วย



