ข่าว

ดึงผู้พ้นโทษสู่ตังเกคลี่วิกฤติแรงงานจริงหรือ?

ดึงผู้พ้นโทษสู่ตังเกคลี่วิกฤติแรงงานจริงหรือ?

09 ธ.ค. 2557

ดึงผู้พ้นโทษสู่ตังเกคลี่วิกฤติแรงงานจริงหรือ? : สุพิชฌาย์ รัตนะ/ภูชิสส์ พิรุณละอองรายงาน


              พลันที่กระทรวงแรงงาน มีแนวคิดสร้าง "ทางเลือกใหม่" โดยให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษ หรือใกล้พ้นโทษถึง 3.2 แสนคน แบ่งช่วงอายุที่อยู่ในวัยกำลังแรงงานคือระหว่างอายุ 18-25 ปีประมาณ 8 หมื่นคน เพื่อจูงใจให้เข้าไปทำงานในภาคประมง

              ปัญหากิจการประมงขาดแคลนแรงงานเป็นวิกฤติใหญ่ให้ภาคอุตสาหกรรมประมงต้องขบคิดและหาทางการแก้ไขมาเป็นเวลานาน กระทั่งเป็นช่องทางให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านหลั่งไหลเข้ามาทดแทนคนไทย

              ด้วยแนวคิดดังกล่าวของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน ที่ต้องการสร้างอาชีพให้นักโทษในเรือนจำทั่วประเทศ เพื่อให้มีงานทำหลังพ้นโทษกลับคืนสู่สังคมโดยอาชีพแรงงานประมงเป็นเป้าหมายที่จะนำนักโทษชั้นดีที่กำลังจะพ้นจากเรือนจำป้อนให้เรือประมง

              เมื่อดูไปก็คล้ายกับโครงการวิวัฒน์พลเมืองของกองทัพบกที่เปิดโอกาสให้นักโทษได้คืนสู่สังคม เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องโทษคดีอาญาและสังคมมักจะปฏิเสธ ทำให้โอกาสมีงานทำเป็นไปได้ยาก จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานกระทรวงแรงงานต้องนำไปศึกษาแนวทางก่อนจะนำไปสู่การปฏิบัติอันแท้จริง

              แนวทางดังกล่าวคาดว่าจะมีการนำร่องในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ในต้นปี 2558 ซึ่งมีผู้ต้องขังที่มีอายุ 18-25 ปี จำนวน 176 คน ขณะนี้อยู่ในการสำรวจและสัมภาษณ์นักโทษถึงความสมัครใจในการทำงาน

              กระนั้นก็ดี ภาคเอกชนในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลาซึ่งมีการทำอุตสาหกรรมประมงเป็นหลักและสร้างรายได้ภาคเศรษฐกิจปีละหลายพันล้านบาท พลวัตเชิงความคิดจึงมีเสียงสะท้อนออกมาในลักษณ์อันแหลมคม หลากมุมมอง 
 
              ประพร เอกอุรุ นายกสมาคมประมงสงขลา มองว่า แนวคิดนี้เป็นเรื่องที่ดีในการเข้ามาแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลน แต่ยังมีความเป็นห่วงในทางปฏิบัติที่ค่อนข้างทำได้ยาก เนื่องจากการทำประมงต้องอาศัยเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อที่มีผลต่อการตัดสินใจ คือ 1.ประสบการณ์ในการทำงานบนเรือที่จะต้องเจอกับคลื่นกลางทะเลที่ทำให้สามารถเมาเรือได้ตลอดเวลา อีกทั้งต้องทนกับความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยทั้งแดด ฝนและคลื่น 

              2.ความสมัครใจที่แรงงานต้องเต็มใจทำเอง เนื่องจากเมื่อตัดสินใจทำงานเรือจะต้องทำงานอยู่กลางทะเลนานครั้งละ 3-6 เดือนจึงได้มีโอกาสขึ้นฝั่งอีกครั้ง ดังนั้น สภาพร่างกายต้องแข็งแกร่ง

              ด้วยเงื่อนไข 2 ข้อดังกล่าวทำให้แรงงานไทยปฏิเสธการทำงานบนเรือประมง เปิดช่องทางให้ทางการของบังกลาเทศ ศรีลังกา เวียดนาม อินโดนีเซีย ต่างก็สอบถามความคืบหน้าในกรณีจะจัดส่งแรงงานประมงเข้ามาทำงานในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย !

              ประพร ขยายความว่า ที่ผ่านมาภาคประมงส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวทั้ง พม่า และกัมพูชา เพราะแรงงานเหล่านี้มีประสบการณ์ทำงานในเรือประมงมาแล้วทั้งสิ้น ประกอบกับโดยพื้นฐานการทำงานบนเรือประมงนั้นมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนคน เช่น เรือประมง 1 ลำมีลูกเรือประมาณ 20 คน สามารถมีลูกเรือประมงใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ได้ประมาณ 2-3 คนเท่านั้นหากเกินกว่านี้จะทำให้ระบบการทำงานบนเรือมีปัญหาทันที

              "ผมไม่คาดหวังว่าแนวคิดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาแรงงานภาคประมงได้ทันที เพราะเชื่อว่าพื้นฐานแรงงานไทยไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดร้อยละ 80 ไม่นิยมทำงานหนัก ประกอบกับปัจจุบันในเรือนจำแต่ละแห่งมีการฝึกอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะงานฝีมือซึ่งเป็นงานที่ไม่หนักให้ผู้ต้องขังนำไปประกอบอาชีพหลังพ้นโทษอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเทียบกับงานเรือต่างกันมากจึงไม่เชื่อว่าจะมีผู้ต้องขังที่พ้นโทษจะสนใจและเดินเข้าสู่แรงงานภาคประมง" นายประพร กล่าว

              ประเด็นที่น่าสนใจและไม่อาจมองข้ามได้จากมุมมองของนายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลาคือ ปัญหายาเสพติดที่ห่วงว่าจะมากับแรงงานที่เพิ่งพ้นคดี ที่เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติด ก็ยิ่งจะกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เข้าสู่แรงงานประมง จึงเป็นเรื่องต้องระวัง
 
              นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของค่าแรงที่อาจต้องเพิ่มแรงจูงใจด้วยการเพิ่มค่าแรงปกติจากวันละ 300 บาทที่อยู่บนฝั่งให้เป็น 400-500 บาท ในการทำงานกลางทะเลที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย
 
              เช่นเดียวกับ กฤติน เรืองสงฆ์ เจ้าของท่าเรือสะพานเหล็ก (เงิน-ทอง)และ ท่าเรือเค.เอ็ม.เอ็น.มารีนกรุ๊ป จ.สงขลา ชี้ว่า แนวคิดนี้หากสามารถทำได้ก็จะเป็นเรื่องดีมาก เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมประมงขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะที่ จ.สงขลา มีความต้องการแรงงานอีกกว่า 6,000-7,000 อัตราแต่ถามว่ามีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่บอกได้เลยว่าค่อนข้างยาก

              พร้อมยอมรับว่า เรื่องแรงงานเป็นปัญหาเรื้อรังที่ภาคอุตสาหกรรมประมงเผชิญมาตลอด 15 ปี ซึ่งผู้ประกอบการพยายามดิ้นรนและแก้ไขปัญหาเองลำพังมาโดยตลอด ทั้งนี้หากหน่วยงานรัฐจะเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนจัดหาแรงงานให้เข้ามาในภาคประมงอย่างเป็นรูปธรรมได้จริงก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระวังในการคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่การทำงาน

              อย่างไรก็ตาม บุคคลเป้าหมายดังกล่าวมีประวัติที่ไม่ได้ดีนัก ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขทางความรู้สึกและข้อควรระวังกรณีทำงานบนเรือที่ต้องอยู่กับคนหมู่มากที่อาจกลายเป็นความสุ่มเสี่ยงในการทำงานบนเรือที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย

              "ขอบคุณกระทรวงแรงงานที่มีแนวคิดนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจประมงที่นับวันอยู่ในสภาพทรงกับทรุด และขอบคุณมากหากจะสามารถผลักดันไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม" นายกฤติน  กล่าว

              แนวทางการทำนักโทษชั้นดีเข้าสู่วิถีประมงไม่ใช่แนวคิดใหม่ สมัยก่อนเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ประเทศอังกฤษก็เคยใช้นโยบายนำนักโทษอาญาที่พ้นโทษแล้วมาฝึกอาชีพเป็นลูกเรือประมง เพื่อแก้ปัญหาลูกเรือประมงขาดแคลนจนประสบความสำเร็จแล้ว 

              หากแต่เมืองไทยก็เคยมีการจุดพลุแนวทางนี้เช่นกันแต่ไม่ได้รับการขาดรับเท่าที่ควร เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและล่อแหลม !

              ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีความชัดเจนทั้งในเรื่องของสัญญาจ้าง ค่าตอบแทน หนังสือเดินทางและสมุดประจำคนเรือประมงถูกต้อง สวัสดิการรักษาพยาบาล คุ้มครองการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต เพื่อให้คุ้มค่ากับงานที่หนักและเสี่ยง

              ธเนศ สนิทวาที จัดหางานจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเพียงแนวคิดที่คาดว่าจะเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาแรงงานในภาคประมงเท่านั้น โดยเบื้องต้นจะศึกษาความชัดเจนจากจังหวัดนำร่องก่อน เพื่อให้ได้โมเดลหรือกรอบการทำงานที่ชัดเจนก่อนขยายไปยังพื้นที่ต่อๆ ไป

              กระนั้น เงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ คงต้องพิจารณากันอีกหลายขั้นตอนทั้ง เรื่องประสบการณ์และความสมัครใจ รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ที่จะต้องมีการหารือกับผู้ประกอบการเพื่อกำหนดทิศทาง หลักการและเหตุผลที่ต้องสอดรับกันและร่วมกันแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนในภาคประมงได้อย่างแท้จริง

              โดยเฉพาะการได้รับความร่วมมือจากผู้พ้นโทษในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำงานที่เสนอให้ โดยมีหน่วยงานรัฐเป็นผู้ที่เข้ามาดูแลเรื่องของสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ

              ท้ายสุดประเด็นร้อนนี้ไม่ใช่เรื่องที่มโนเอาเอง แต่อาจขยายผลไปถึงการจัดตั้งบริษัทเพื่อรองรับผู้พ้นโทษเหมือนประเทศต้นแบบอย่างอังกฤษ ทำให้เดิมมีผู้ที่พ้นโทษร้อยละ 60 กลับไปทำผิดซ้ำลดลง เหลือเพียงร้อยละ 10 จึงถือเป็นแนวทางที่ดีที่จะนำมาปรับใช้กับประเทศไทย !