
ไมตรีวิวาทะ:เลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง
ไมตรีวิวาทะ:เลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง : ประสาร มฤคพิทักษ์
ประเด็นร้อนช่วงนี้ เป็นเรื่องที่ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ของสปช. เสนอประเด็นโครงสร้างทางการเมืองสู่ คณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีสาระสำคัญคือการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน
ผู้เขียนไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในความบริสุทธิ์ใจของ ดร.สมบัติ ที่นำเสนอรูปแบบใหม่นี้เพื่อต้องการเห็นการเมืองใหม่ที่ไปพ้นจากรูปแบบเดิมซึ่งฉ้อฉล แต่ต้องขอแสดงความเห็นแย้งและได้สงวนความเห็นไว้ในฐานะเสียงข้างน้อยในกรรมาธิการ โดยเตรียมจะโต้แย้งกันในที่ประชุมใหญ่ สปช. ระหว่าง 15-17 ธันวาคมนี้
ผู้เสนอชี้แจงว่า นายกฯ และคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนนั้น
1.สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนเสียตั้งแต่ต้นว่าต้องการให้ใครมาบริหารประเทศชาติ ไม่ต้องรอไปซาวเสียงในสภาตามแบบเดิม
2.จะทำให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพสูง สามารถทำงานต่อเนื่อง อยู่ 4 ปีไปเลยทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องกังวลกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะระบบนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ และนายกฯ ก็ยุบสภาไม่ได้ การตรวจสอบที่สำคัญทำได้อย่างเดียวคือการถอดถอนออกจากตำแหน่ง(Impeachment) และการสอบสวนเพื่อฟ้องคดีอาญาโดยอัยการอิสระ
3.เป็นระบบที่ซื้อเสียงยาก เพราะขอบเขตกว้างใหญ่ทั่วประเทศ
แปลว่าผู้เสนอเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีเสถียรภาพพอ จึงเป็นปัญหาที่ต้องเพิ่มความเข้มแข็งให้ทั้งสองฝ่าย
จริงหรือไม่
ความจริงรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 กำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค เมื่อผนวกกับเงินมหาศาลและการจัดการ ทำให้รัฐบาลยุคหนึ่งสามารถควบรวมพรรคความหวังใหม่ พรรคกิจสังคม พรรคชาติพัฒนา เข้ารวมกับพรรคไทยรักไทยเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด แต่ที่มีอันต้องพ้นไปทั้งสองครั้ง เมื่อ 19 กันยายน 2549 และ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นเพราะดื้อด้านในความฉ้อฉลต่างหาก ไม่ใช่เพราะรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ
เมื่อพูดถึงการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นหลักทั่วไปของการเมืองระบบรัฐสภา อย่าง อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย สภาผู้แทนราษฎร เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ พรรคการเมืองสามารถจับขั้วกันใหม่คว่ำรัฐบาลโกงได้ ตั้งกระทู้ถามได้ ตรวจสอบโดยระบบกรรมาธิการได้ ประเทศเหล่านั้นเดินหน้ามาได้ด้วยดีโดยระบบรัฐสภาที่นายกฯ และ ครม.มาจากสภาผู้แทนราษฎร
แต่ระบบเลือก ครม.โดยตรงนี้ทำไม่ได้ ที่ทำได้คือการถอดถอน และให้อัยการส่งฟ้อง ซึ่งเป็นมาตรการที่บางเบาอย่างยิ่ง
คำถามต่อมาคือประชาชนต้องการให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็งมีเสถียรภาพอย่างยิ่งหรือไม่
ผู้เขียนยอมรับว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยตรงจะทรงอำนาจยิ่งกว่ายุคใดๆ เพราะถือว่าได้ความชอบธรรมโดยตรงจากประชาชน สิ่งที่เรียกว่า "เสียงข้างมากที่ฉ้อฉล" จะยิ่งสำแดงความฉ้อฉลขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด อย่าลืมอมตวาจาของ ลอร์ด แอคตัน ที่เขียนว่า "อำนาจทำให้ฉ้อฉล อำนาจเด็ดขาด ฉ้อฉลเบ็ดเสร็จ" (Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absoluly) ลองนึกดูซิว่าหากพรรคหรือคนคนนั้นได้คะแนนเสียง 20 ล้าน จะกลายเป็นเสือติดปีก จะมีองค์กรอิสระใด หรือแม้กระทั่งศาลสถิตยุติธรรมใดไปทัดทานเขาได้หากเขาฉ้อฉล นายเบนจามิน เนทันยาฮู เป็นนายกฯ อิสราเอลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเมื่อปี 2539 ถูกประณามทั่วโลกทั้งเรื่องโกง เรื่องการปลิ้นปล้อน เรื่องชู้สาว คนอิสราเอลต้องทนอยู่กับเขาตลอดสมัย เดี๋ยวนี้อิสราเอลยกเลิกการเลือกนายกฯ โดยตรงไปแล้ว นายซีมอน โรเด็ด เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน สารภาพกับ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ 1 ธันวาคม 2557 นี้เองว่า ที่ยกเลิกไปก็เพราะ "รัฐบาลมีความเข้มแข็งเกินไป"
ปัญหาต่อมาเรื่องการซื้อเสียง ผู้เสนอชี้ว่าเขตใหญ่ทั่วประเทศทำให้ซื้อเสียงยาก ต้องใช้เงินมหาศาล
จริงหรือไม่
ข้อเท็จจริงมีว่า สังคมไทยกับระบบอุปถัมภ์ที่มีเงินเป็นปัจจัยเกื้อหนุนนั้น เป็นน้ำเนื้อเดียวกันตลอดมา ใช่หรือไม่ว่าการซื้อเสียงเป็นสามัญปฏิบัติของนักการเมืองไทยทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นไปหมดแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้การเลือกตั้ง อบต.นั้นหลายแห่งค่าหัวขึ้นไป
ถึงหัวละ 5,000 บาท
แล้วใครหรือกลุ่มการเมืองใดที่จะมีศักยภาพเสนอชื่อนายกฯ และ ครม. 36 คนต่อประชาชนทั้งประเทศ
ใช่หรือไม่ว่า เขาหรือกลุ่มการเมืองนั้น จะต้องมีทุนมหาศาล ในการหาเสียงเขาจะต้องจ้างคนกี่หมื่นคนช่วย ใช้รถกี่พันคัน ทำโปสเตอร์กี่ล้านแผ่น ทำใบปลิวกี่ล้านใบ ให้ไปทั่วถึงคนไทย 67 ล้านคนสำหรับพื้นที่ราว 8 หมื่นหมู่บ้าน
ใช่หรือไม่ว่า เขาจะต้องมีหรือสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ที่กว้างขวางที่สุดเพื่อเป็นหัวคะแนนให้เป้าหมายของเขา คือ อบจ. เทศบาล อบต. กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ
ใช่หรือไม่ว่าเขาจะต้องมีความสามารถในการซื้อสื่อและใช้สื่ออย่างมีอานุภาพทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ทั้งหลาย เพื่อแพร่ข่าวได้อย่างรวดเร็ว
ใช่หรือไม่ว่าเขาจะต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมีประสิทธิภาพ
ความฝันที่ว่า จะมีคนดีมีความสามารถเข้ามาจัด ครม.ให้ประชาชนเลือก ขอฟันธงว่าจะไม่มีคนแบบนั้น เอาเงินและเอาตนเองเข้ามาคลุกฝุ่นกับเกมการเลือกตั้งที่ต้องอาศัย เงิน ระบบอุปถัมภ์และอิทธิพลเป็นใหญ่ เพราะคาดหมายปลายทางความพ่ายแพ้ได้ล่วงหน้า อาจมีบ้างบางคนที่สมัครเข้ามาแทรกเป็นสีสันการเลือกตั้ง เช่น ลีน่า จัง, วรัญชัย โชคชนะ หรือชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
สรุปแล้ว การเลือกรัฐบาลโดยตรงนี้ ไม่แก้ปัญหาการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่แก้ปัญหาการซื้อเสียง ถ้ารัฐบาลโกงแล้ว เอาออกยาก องค์กรตรวจสอบทั้งหลายจะเป็นง่อยไปหมด แม้กระทั่งศาล ก็ไม่อาจแตะต้องเขาได้ เพราะประชาชนมอบอาญาสิทธิ์ใส่หีบเลือกตั้งให้เขาไปแล้ว
มองโลกในแง่ร้าย หากใช้ระบบนี้จริง จะมีสองพรรคใหญ่แข่งกัน พรรคที่ชนะจะได้คะแนนเสียงจากภาคอีสานบวกภาคเหนือ พรรคที่แพ้จะได้เสียงจากภาคใต้บวก กทม.
แล้วอะไรจะเกิดขึ้น
ใช่หรือไม่ โปรดพิจารณา



