ข่าว

มองคนละหมัด

มองคนละหมัด

09 ธ.ค. 2557

มองคนละหมัด : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

               ความหมายคือ การถกเถียงเพื่อหาแนวทางออกสำหรับบางปัญหา เช่น การกำกับ ดูแลกันเอง กลายเป็นการวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานของความเชื่ออย่างสุดโต่ง แทนที่จะเป็นการแสวงหาทางออกร่วมกันด้วยความเข้าใจ และยอมรับความจริงบางด้านของสังคมไทยที่ยังไม่อาจก้าวข้ามไปได้ ดังนั้น  จึงกลายเป็นความเห็น และการวิพากษ์วิจารณ์ในเขาวงกตที่ผู้วิจารณ์ก็หาคำตอบไม่ได้
    
               ผมสัมผัสบรรยากาศเช่นนี้มานานนับสิบปี นักวิชาการบางคน นักวิชาชีพไม่มากนัก มองตา ก็รู้ใจว่าจะกล่าวถ้อยคำใด จะต้องตอบคำถามซ้ำๆ ว่าองค์กรกำกับไม่มีน้ำยา เป็นเสือกระดาษ คุมใครไม่ได้ เมื่อมีการตรวจสอบพฤติกรรมขององค์กรสมาชิก จนเขาไม่พอใจก็ลาออกไป ไม่สามารถทำอะไรได้

               แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหา แต่มันไม่ได้แย่ถึงขนาดไม่สามารถกำกับดูแลกันได้เลย หลายคนไม่รู้ว่าในแต่ละปีคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งสัดส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลภายนอกมีมากกว่ากรรมการจากสายวิชาชีพ ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ที่สามารถสร้างความพอใจให้แก่ผู้ร้อง จากการที่องค์กรสมาชิกยอมรับความผิดพลาด และมีหนังสือไปถึงผู้ร้อง
  
               หรือการที่ผู้บริหารระดับสูงของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่บางฉบับ รับคำท้วงติงในการเสนอภาพและข่าวที่ละเมิด และยอมแก้ไข

               ผมไม่คิดว่าจะมีสูตรสำเร็จใด เช่นการให้มีองค์กรกำกับที่มีอำนาจตามกฎหมาย การจดและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ควรจะมีหลายวิธีการ หลายรูปแบบประกอบกัน โดยหลักการคือต้องปฏิเสธการใช้อำนาจรัฐในทุกกรณี ขณะเดียวกันก็ต้องสนับสนุนให้องค์กรผู้บริโภคมีความเข้มแข็ง ในการจัดการกับสื่อที่ละเมิด
  
               ถ้าจะฝันไปถึงการล้มครืนของนิวส์ออฟเดอะเวิลด์ แทบลอยด์ อายุ 168 ปีของอังกฤษ ด้วยพลังของผู้บริโภค หลังจากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ละเมิดจริยธรรมด้วยการดักฟัง ก็อยากจะฝันถึง แต่คงต้องให้เวลาผู้บริโภคของไทยที่จะตื่นรู้ จนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นได้

               แม้จะมีเจ้าประจำที่ชมชอบเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่ใส่ใจรายละเอียดอยู่บ้าง แต่ก็น่ายินดีที่มีข้อเสนอในเชิงสร้างสรรค์สำหรับองค์กรกำกับ เท่าที่ผมได้เห็นคือแนวทางปฏิรูปด้านข้อมูลข่าวสาร ของ ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต และ ศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ แห่งคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รวมทั้งข้อเสนอของ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ทั้งสองสถาบันมีทั้งส่วนที่คล้ายกับข้อเสนอของพวกเรา และมีที่แตกต่าง
  
               นิด้า เสนอว่ารัฐควรกำหนดเป็นกฎหมายว่า องค์กรสื่อ รวมทั้งบุคลากรที่ทำอาชีพเกี่ยวกับสื่อมวลชนประเภทข่าวสารทุกประเภท ต้องสังกัดเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพเสมอ ไม่สามารถอยู่เอกเทศ โดยไร้การกำกับ ควบคุม ดังนี้ วิทยุ โทรทัศน์-สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สื่อสิ่งพิมพ์-สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สื่อออนไลน์-สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
   
               ในขณะที่ทีดีอาร์ไอให้ตัวอย่างการกำกับดูแลกันเองในต่างประเทศที่น่าสนใจ เช่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ เป็นการควบคุมภาคสมัครใจ เช่นเดียวกับประเทศไทย ลักเซมเบิร์ก ภาคบังคับ ซึ่งก็น่าคิดว่า ถ้ามีกฎหมายมากำหนดให้องค์กรสื่อ คนทำงานสื่อ สังกัดองค์กรวิชาชีพที่มีมาตรฐานทางจริยธรรม จะเป็นการกำกับภาคบังคับซึ่งผิดเจตนารมณ์ตั้งแต่แรกเกิดองค์กรวิชาชีพหรือไม่

               รูปแบบกำกับของนิด้าโมเดล คือ กรณีมีการนำเสนอข่าวที่ไม่เหมาะสม ประชาชนหรือหน่วยงาน สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนในกรณีต่างๆ ต่อองค์กรวิชาชีพ ซึ่งองค์กรวิชาชีพจะต้องสร้างช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ และรัฐต้องให้การสนับสนุนด้านงบประมาณที่พอเพียงในการดำเนินงาน หากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดี สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนไปได้ที่สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

               ผมมีความเห็นแย้งในทั้งสองกรณีนี้ เพราะรัฐไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งในการสนับสนุนด้านงบประมาณ และไม่ควรมีบทบาทในการวินิจฉัยเรื่องศีลธรรมหรือวัฒนธรรม เพราะเป็นเรื่องเดียวกับจริยธรรมนั่นเอง
 
               คงมีบางประเด็นที่ต้องแสวงหาทางออกร่วมกัน ด้วยใจที่เปิดกว้าง เราจะเปิดเวทีใหญ่ 9 มกราคม ปีหน้า เพื่อถกเถียงเรื่องนี้กันโดยเฉพาะ