
ประยุทธ์มั่นใจไร้ปฏิวัติซ้ำแน่
ประยุทธ์มั่นใจไร้ปฏิวัติซ้ำแน่ ย้ำรบ.มุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ วอนอย่าชุมนุมเรียกร้อง แนะ ปชช.เลือกตั้งครั้งหน้าฟังนโยบายพรรคการเมืองให้ดี เทียนฉายชี้เลือ
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 8 ธ.ค.2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาเตือนรัฐบาลอาจมีการปฏิวัติซ้ำว่า "ผมไม่ปฏิวัติตัวเองหรอก" ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ถ้าคนอื่นปฏิวัติ พลเอกประยุทธ์ กล่าวสวนตอบทันที ว่า ไม่มีหรอก
เมื่อถามต่อว่า มั่นใจเช่นนั้นหรือ พลเอกประยุทธ์ กล่าวตอบว่า ไม่มีหรอก
"ไพบูลย์"เชื่อไม่มีปฏิวัติซ้ำ
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และรองผบ.สส.กล่าวว่า นายกฯตอบไปแล้ว เกี่ยวอะไรกับตน ส่วนจะมีคนอื่นคิดหรือไม่นั้นตนจะไปทราบได้อย่างไร แต่สถานการณ์การเมืองขณะนี้อยู่ในสภาวะปกติ ตนมองว่าการปฏิรูปเริ่มเข้มข้นจะมีคนออกมาให้ความคิดเห็น ไม่ได้ผิดปกติอะไร และขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติอะไร เป็นเพียงแนวความคิด เรื่องความคิดเห็นแตกต่างมีทุกยุค ซึ่งต้องทำความเข้าใจกัน ไม่มีใครได้ในสิ่งที่ตัวเองได้ไปสุดโต่งหรอก การปฏิรูปต้องเดินเข้าหากันและคุยกัน ถ้าคุณได้ไป 90% อีก 10% ก็ไม่ยอมคุณ ดังนั้นต้องคุยกัน อาจจะเหลือ 30 - 40% ก็แล้วแต่สัดส่วน อย่างไรก็ตาม ต้องพบกันในสิ่งที่พอใจ คิดถึงประชาชน อย่าคิดถึงหมู่คณะ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจในกองทัพหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า "ผมมั่นใจตัวนายกฯ นายกฯบอกแล้วไม่มี"
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ส่วนกรณีมีการเสนอให้คสช.ใช้มาตรา 44 ออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น ตนตอบส่วนตัวไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของคสช. ครม.และสนช.ที่ทำงานร่วมกัน แต่นายกฯบอกแล้วว่าอะไรที่เป็นผลประโยชน์กับบ้านเมือง ทุกคนต้องการและเห็นด้วยก็ว่ามา ท่านพร้อมจะดูแลให้
นายกฯวอนอย่าชุมนุมเรียกร้อง
พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 5 หน่วยงานประกอบด้วยกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการประสานความร่วมมือภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานบูรณาการทำงานให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยง่ายสะดวกรวดเร็วและเสมอภาค พร้อมกล่าวมอบนโยบาย ตอนหนึ่ง ว่า รัฐบาลสัญญากับประชาชนว่าจะทำให้บ้านเมืองมีความสุขในทุกๆด้าน แต่ขณะนี้การทำงานค่อนข้างล่าช้า เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ระบบซึ่งทำได้ยากแต่วันนี้รัฐบาลได้เข้ามาดูแลเรื่องลดความเหลื่อมล้ำแล้วด้วยความตั้งใจ และหวังว่าประชาชนจะไม่หนีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเข้าถึงกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้กฎหมายที่ดี ไม่ต้องมาถึงทหารเพราะวันนี้เหนื่อยแล้ว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ากระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญที่ทุกประเทศต้องมีกฎหมายเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งสิ่งที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จากการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมรัฐบาลจะเข้าไปดูแลลดภาระให้ด้วยการตั้งศูนย์ดำรงธรรม ทุกจังหวัดเพื่อเข้าแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมซึ่งจะนำไปสู่การเคลื่อนไหว ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้วในระยะแรก ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบก็จะมีการคุ้มครองทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ได้ แต่ไม่ใช่การล้างหนี้ แต่รัฐบาลจะหาแนวทางในการช่วยเหลือต่อไป
"ขณะนี้เรากำลังเดินหน้าในการปฎิรูป โดย คสช.และรัฐบาลเข้ามาทำงานด้วยความตั้งใจ สร้างความยั่งยืนให้กับประเทศและให้ความสำคัญในทุกเรื่อง แต่เมื่อดำเนินการผ่านไปพบว่ามีปัญหามาก โดยเฉพาะประชาชนที่จะต้องได้รับการดูแล 3 ด้านคือ1.ด้านความมั่นคง ซึ่งรัฐบาลจะอำนวยความยุติธรรมให้ทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม ไม่มีเหตุผลใดใช้กฎหมายเพื่อความเดือดร้อน แต่มีเจตนาเพื่อลดความขัดแย้ง 2.ด้านสังคมจิตวิทยา ซึ่งเจ้าหน้าต้องมีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งรัฐบาลและ คสช. ได้พูดทุกครั้งว่า ทั้งข้าราชการประจำและฝ่ายการเมือง ต้องเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาและต้องแยกให้ได้ว่ามีประชาชนกลุ่มใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ และ3. ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาจะใช้งบประมาณให้คุ้มค่าและหารายได้เข้าประเทศ ทั้งนี้การดำเนินการจะต้องวางระบบให้ฝ่ายบริหารมีธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ทุกอย่างส่งถึงประชาชน อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องและวันนี้ได้วางแผนการใช้งบประมาณปี 2558 แล้ว และรื้องบประมาณปี 2557 มาทำใหม่ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์ประท้วงจึงทำให้งบไม่สามารถใช้จ่ายได้ จึงได้นำมาใช้ในปลายปีนี้ โดยเชื่อว่าในไตรมาสแรกเดือนมกราคมนี้เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น แต่ทุกคนต้องมีจิตสำนึกไม่ทุจริต โดยต้องสร้างทั้งคนและระบบใหม่ อย่ามองเพียงการจับผิดโกงอย่างเดียว และที่ผ่านมามักมีการตั้งเวทีวิจารณ์กัน ซึ่งต้องขอร้องว่าไม่อยากให้มีขึ้นอีก เพราะไม่เกิดประโยชน์ การแสดงความคิดเห็นทำได้แต่อย่าให้เกิดความรุนแรง ทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุดและคิดถึงประเทศชาติเป็นหลัก"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาพยายามพูดและอธิบายมากมีทั้งคนฟังและไม่ฟัง ก็ไม่เป็นไร เพราะตนเองต้องการให้ประชาชนรับรู้ว่าการดำเนินงานเดินหน้าไปอย่างไร และยืนยันว่าที่ คสช. และรัฐบาลทำทุกอย่างไม่ได้ทำเพื่อใค รแต่ทำเพื่อประเทศชาติเป็นหลัก และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน เพราะฉะนั้นคดีที่เกิดก่อน 22พ.ค. ต้องว่าตามขั้นตอนและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราต้องการลดความเหลื่อมล้ำและปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เป็นธรรมและสร้างความเชื่อมั่น อย่างปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนมายังศูนย์ดำรงธรรมกว่า 2 แสนเรื่องล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทั้งสิ้น
"เวลาผมไปต่างประเทศชาวต่างชาติชื่นชมว่าคนไทยโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงทำงานให้กับประเทศชาติและประเทศชาติอย่างประเทศไหนไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งผมน้ำตาจะไหลทุกครั้ง พวกผมเป็นทหารนึกอะไรไม่ออกหรือช่วงทุกข์ทรมาน ก็จะนึกถึงพระองค์ท่าน ก็จะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคไปได้"
พลเอกประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ขอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกสิ่งดีๆ ที่ผ่านมาตนเองก็ไปเลือกตั้งทุกครั้งก็ยังเลือกผิด จึงขอให้ฟังนโยบายการหาเสียงดีๆเช่นกัน ไม่ใช่ฟังนโยบาย ว่าจะได้ 15,000 บาท หรือ 20,000 บาท แล้วก็เลือก สุดท้ายวันนี้ก็ยังใช้หนี้อยู่ ทิ้งหนี้ให้เป็นภาระของตนเอง อย่างไรก็ตามโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ยืนยันว่ารัฐบาลจะยกเลิกเพื่อไม่ให้เกิดการกล่าวหาว่าชุบมือเปิบ ใช้เงินที่รัฐบาลชุดที่แล้วกู้มา โดยการบริหารจัดการน้ำก็จะใช้งบประมาณ ประจำปีแทน
"เราไม่มีโอกาสที่จะฟื้นฟูหรือปฎิรูปเช่นนี้อีกแล้ววันนี้จึงมีความเห็นที่แตกต่างและขัดแย้งกันบ้างก็ไม่มีใครผิดหรือถูก เมื่อเราอยากได้ความสุข ความถูกต้อง ความเป็นธรรมประเทศมีความก้าวหน้า ต้องอดทน เชื่อว่าใช้เวลาไม่นาน ขอให้เราได้ดำเนินการก่อน"พลเอกประยุทธ์ กล่าว
‘เทียนฉาย’ชี้เลือกตรงนายกฯยังไม่ใช่ข้อสรุป
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมาธิการการปฏิรูปการเมือง เสนอให้เลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรง ว่า อย่ากังวลกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของข้อเสนอดังกล่าว เพราะถือว่ายังไม่ใช่ข้อยุติ และต้องขอบคุณที่มีการให้ความเห็นและอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง มีความเห็นที่หลากหลาย เชื่อว่าประชาชนจะไม่สับสนสามารถแยกออกได้ว่า ใครให้ความเห็นหรือข้อสรุป ขณะที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็เปิดโอกาสให้เสนอความเห็นได้ และทุกคนที่เสนอต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ความเห็นสุดท้าย อย่างไรก็ตามตนไม่สามารถให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวได้ เพราะต้องทำหน้าที่ประธานสปช. แม้มีความเห็นส่วนตัวก็ต้องเก็บเอาไว้ ทำให้ต้องระมัดระวัง
สปช.-สนช.ทัวร์จีน10-13 ธ.ค.
นายเทียนฉาย กล่าวถึงกระแสข่าวที่ ตัวแทนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)และสนช.จะเดินทางไปดูงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 10 - 13 ธ.ค.ว่า เรื่องนี้เป็นคำเชิญจากรัฐบาลจีน เข้าใจว่าสานต่อตั้งแต่ครั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนจีน ทางการจีนจึงเชิญตัวแทนรัฐสภาไทยไปดูงานเรื่องปฏิรูปของจีนที่ดำเนินการอยู่ 2-3 เรื่อง ซึ่งคณะผู้แทนจะศึกษาดูงานเฉพาะประเด็น เช่น ปฏิรูปพลังงาน สำหรับตัวแทนสปช.ก่อนหน้านี้มี 4 คน ที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ แต่ปรากฏว่ามี 2 คนถอนตัว เพราะติดภารกิจเสนอความเห็นการปฏิรูปต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะขัดกับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ห้ามข้าราชการเดินทางไปต่างประเทศหรือไม่ นายเทียนฉาย กล่าวว่า เป็นคำเชิญจากรัฐบาลจีนเป็นทางการ และงบประมาณก็ใช้เฉพาะค่าเดินทางเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะสปช.และสนช.ที่จะเดินทางไปประเทศจีน นำคณะโดยพล.อ.ธีรเดช มีเพียร และมีสมาชิกสนช.จำนวน 5 คน และสปช.จำนวน 2 คน ซึ่งมีการใช้งบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สปช.
"ภักดี"เชื่อ"รธน.ใหม่"ไม่เป็นปัญหา
นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยระบุว่าภายในปี2560 อันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI)ของประเทศไทยจะติด 1 ใน 50 อันดับของโลกว่า เป็นเป้าหมายของเรา หาก CPI สูงขึ้น ภาพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งภาพลักษณ์ของการลงทุนก็คงจะดีขึ้น ส่วนค่า CPI ในปีนี้ที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นนั้น (อันดับที่ 85 จากปี 2556 อันดับ 102) ก็ไม่ใช่อะไรที่เราจะด่วนสรุปได้ว่า CPI ในปีต่อไปจะเพิ่มขึ้น เพราะการจัดอันดับ CPI นั้น มีการนำข้อมูลจากหลายส่วนมาประกอบกัน โดยในการจัดอันดับในปีนี้ มี 2 ส่วน ที่นำข้อมูลเก่าจากปี 2556 มาจัดอันดับ และมีอีก 2 ส่วน ที่นำข้อมูลถึงแค่เดือนมีนาคม 2557 มาจัดอันดับ ดังนั้น จึงยังเป็นข้อมูลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่เข้ามาควบคุมอำนาจ และก็มีข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่เป็นข้อมูลปลายปี 2557หลังจากที่ คสช. เข้ามาควบคุมอำนาจแล้ว ดังนั้นคะแนน CPI ในปีนี้ที่ดีขึ้น ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
"ป.ป.ช. และรัฐบาลจะมีการกำหนดแนวทางเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และทำให้ความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น โดยจะมีการประเมินค่าความโปร่งใสของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งทำให้รู้ว่าหน่วยงานไหน มีปัญหาที่ใด และหน่วยงานที่มีค่าความโปร่งใสน้อย ก็จะมีการปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ CPI ของประเทศดีขึ้น" นายภักดี กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการเมืองกลับสู่สภาวะปกติมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง มีความกังวลเกี่ยวกับคะแนน CPI หรือไม่ นายภักดี กล่าวว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง คงเป็นประเด็นในแง่ของเจตนารมณ์ทางการเมือง (Political View) ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จหรือล้มเหลวในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น หากขาดในส่วนนี้ไปก็คงแสดงถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาของฝ่ายรัฐบาล จึงไม่มีการให้การสนับสนุน ทั้งเรื่องของงบประมาณ และอื่น ๆ การขับเคลื่อนของ ป.ป.ช. จึงไม่ส่งผลเท่าที่ควร
"หากมีรัฐธรรมนูญใหม่ ระบบการเลือกตั้งใหม่ หากได้คนที่ดีเข้าบริหารบ้านเมือง ปัญหานี้ก็ไม่ควรที่จะมีอยู่เหมือนเดิม ควรจะดีขึ้น จึงไม่จำเป็นว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องมาก่อปัญหานี้ แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของฝ่ายผู้ที่มีอำนาจรัฐ ว่าต้องการแก้ปัญหานี้จริงจังหรือไม่" นายภักดี กล่าว
ป.ป.ช.มอบรางวัล 4 องค์กรโปร่งใส
ที่สำนักงานป.ป.ช.สนามบินน้ำ นายปานเทพ กล้าณรงรค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลองค์กรโปร่งใส ครั้งที่ 4 ประจำปี 2556 ในการจัดกิจกรรมสัปดาห์"รวมพลังล้างทุจริตให้สิ้นแผ่นดินไทย เพื่อเทิดไท้องค์ราชัน สร้างสังคมคุณธรรมสู่สากล" โดยนายปานเทพ กล่าวว่า การรณรงค์ที่เกิดขึ้นเพื่อต้องการให้เกิดการกระแสต่อต้านทุจริตและปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม ความโปร่งใสให้กลับคืนมาสู่สังคมไทย ในการไม่ยอมจำนนต่อการทุจริต และกล้ายืนหยัดลุกขึ้นต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง ทำให้ปัญหาการทุจริตของสังคมไทยลดน้อยลง หากยังปล่อยให้มีการทุจริตคิดโกงชาติจะพินาศทั้งราษฎร์ รัฐ ดังนั้น ถึงเวลาที่ทุกคนในชาติต้องมองว่า การทุจริตเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และต้องมีทัศนคติรังเกียจการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้ง ผนึกกำลังร่วมมือกับเครือข่ายภาคีทุกภาคส่วน ในการตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตามแนวทางยุทธศาตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 2
นายปานเทพ กล่าวว่า สำหรับรางวัลองค์กรโปร่งใสในปีนี้ ทางผู้จัดงานได้พิจารณาองค์กรต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ของความรับผิดชอบ ,การเคารพต่อนิติธรรม, การเคารพต่อสิทธิมนุษยชน, ความโปร่งใส, การปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม, การเคารพต่อผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการเคารพต่อการปฏิบัติตามแนวทางสากล ซึ่งรางวัลองค์กรโปร่งใส จำนวน 4 หน่วยงาน 1.กรมอนามัย 2.การไฟฟ้านครหลวง 3.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 4.บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
นายปานเทพ กล่าวว่า สำหรับรางวัลชมเชย จำนวน 19 หน่วยงาน ได้แก่ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การประปานครหลวง บริษัท ขนส่ง จำกัด บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ จำกัด บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทยบริติชซีเคียวริตี้พริ้นติ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพรจอมเกล้าพระนครเหนือ โรงเรียนวัดเทพสุธาวาส จังหวัดนครสวรรค์ วิทยาลัยสันตพล จังหวัดอุดรธานี สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ
นายปานเทพ กล่าวว่า นอกจากนี้ ทางป.ป.ช.ยังมีกิจกรรมที่ร่วมรณรงค์ด้วยคือ "บทบาทของป.ป.ช.กับการต่อต้านการทุจริตระหว่างประเทศ" ซึ่งเป็นการแสดงนิทรรศการปละหนังสือรวบรวมผลงานคณะกรรมการป.ป.ช.ด้านการต่างประเทศ กับศูนย์ประสานงานคดีระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีการเปิดตัวเว็บไซต์ TACC (Thailand Anti-Corruption Coordination Center) เพื่อใช้ประโยชน์ในการประสานงานคดีระหว่างประเทศ และการสืบค้นข้อมูลโดยสามารถเข้าใช้บริการได้ที่ เว็บไซต์ของสำนักงานป.ป.ช. www.nacc.go.th หรือหากประชาชนทั่วไปพบเห็นการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถโทรแจ้งได้ที่สายด่วน ป.ป.ช.1205 ได้ทันที



