ข่าว

'มาร์ค'ซัดนโยบายพลังงานสวนทางปฏิรูป

'มาร์ค'ซัดนโยบายพลังงานสวนทางปฏิรูป

08 ธ.ค. 2557

'อภิสิทธิ์' เขียนบทความซัดนโยบายพลังงานของรัฐบาลสวนทางปฏิรูป ราคาตลาดโลกลด แต่ประชาชนซื้อแพง จี้ทบทวน

 
                          8 ธ.ค. 57  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอบทความวิพากษ์นโยบายปฏิรูปพลังงานของรัฐบาล ในหัวข้อ "ปฏิรูปพลังงานแบบไหน ทำไมราคาน้ำมันโลกดิ่ง แต่ประชาชนซื้อก๊าซ-น้ำมันแพง" โดยมีเนื้อหาระบุว่า
 
                          " การปฏิรูปพลังงานเป็นความคาดหวังที่สำคัญของประชาชนในการปฏิรูปประเทศ แต่ที่ผ่านมาประเด็นการปฏิรูปพลังงานยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและสับสน จนถึงขณะนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ ยังไม่ได้กำหนดกรอบความคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปพลังงาน แต่ที่สำคัญรัฐบาลได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายราคาพลังงาน โดยมีแนวทางที่น่าจะขัดแย้งกับข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปพลังงานโดยสิ้นเชิง
 
                          การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปพลังงาน เกิดจากความรู้สึกของประชาชนที่เห็นว่า ธุรกิจพลังงานใช้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของประเทศและประชาชนทุกคน แต่ในปัจจุบันธุรกิจพลังงานซึ่งตกอยู่ในมือของภาคเอกชนหลังจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจกำลังทำกำไรมหาศาล ในขณะที่ภาระต้นทุนของประชาชนในการแบกรับราคาพลังงานไม่ได้ลดน้อยลง
 
                          ตัวอย่างที่ดีที่สุดของนโยบายพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน คือ กรณีของราคาก๊าซหุงต้ม และราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งหากพิจารณาจากข้อเท็จจริงของตลาดโลก และโครงสร้างราคาแล้ว จะพบว่า มิได้เป็นไปตามคำโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งพยายามอ้างว่านโยบายดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของการสะท้อนกลไกตลาด ราคา หรือต้นทุนที่แท้จริง ตลอดจนถึงความเป็นธรรมด้วย
 
                          โดยจากกรณีก๊าซหุงต้มก่อน ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่สำคัญมีอยู่ว่า ก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งถูกนำขึ้นมาสู่โรงแยกเพื่อผลิตก๊าซหุงต้มนั้น มีเพียงพอสำหรับทุกครัวเรือนให้ใช้ในการหุงต้ม โดยไม่จำเป็นจะต้องมีการนำเข้า หรือซื้อเพิ่มเติมจากที่ใด ในอดีตนโยบายของรัฐบาลจนถึงประมาณปี 2556 จึงอยู่บนหลักการที่ว่า ให้ประชาชนใช้ก๊าซหุงต้มในราคาต้นทุน ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ถูกกำหนดให้ใช้ราคาก๊าซหุงต้มที่สะท้อนราคาตลาดโลก ส่วนกรณีของภาคขนส่งนั้น จะให้ใช้ในราคาที่เหมือน หรือใกล้เคียงกับภาคครัวเรือน เพราะการนำก๊าซครัวเรือนไปใช้สามารถกระทำได้ง่าย ดังนั้นราคาก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือน จึงถูกตรึงไว้ที่ประมาณ 18 บาท ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องใช้ก๊าซในราคาประมาณ 30 บาท
 
                          รัฐบาลปัจจุบันต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ โดยเหตุผลหลายประการซึ่งเป็นเท็จ เช่น 1. ประชาชนต้องใช้ก๊าซหุงต้มในราคาแพงขึ้น เพราะต้นทุน และราคาในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่าในห้วงเวลาเดียวกันนี้ รัฐบาลกลับลดราคาก๊าซอุตสาหกรรมลงมา จากกิโลกรัมละ 30 บาท เหลือเพียง 24 บาท ซึ่งสวนทางกับเหตุผลดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏว่า บริษัทปิโตรเคมีบางแห่ง ยังได้รับสิทธิ์ในการซื้อก๊าซหุงต้มในราคาถูกกว่าประชาชน
 
                          2. ประชาชนต้องซื้อก๊าซหุงต้มแพงขึ้น เพราะก๊าซกำลังจะหมดจากประเทศ แต่ในระยะเวลาเดียวกัน รัฐบาลมีนโยบายเปิดเสรีการส่งออกก๊าซหุงต้ม ซึ่งสวนทางกับเหตุผลดังกล่าว ที่สำคัญการใช้ก๊าซหุงต้มของครัวเรือนในการประกอบอาหาร เป็นการใช้ตามความจำเป็น การใช้ในราคาถูกหรือแพง มีผลกระทบน้อยมากต่อปริมาณการใช้
 
                          สำหรับข้ออ้างที่ว่า การปรับนโยบายครั้งนี้ จะเป็นการลดปัญหาการลักลอบ ก็เป็นตรรกะสำหรับนโยบายสาธารณะที่แปลก ที่รัฐลงโทษประชาชนที่ถูกอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้ลักลอบเอาเปรียบ แต่เอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มหลัง
 
                          3. ประชาชนต้องซื้อก๊าซหุงต้มแพงขึ้น เพราะกองทุนน้ำมันไม่สามารถแบกรับภาระได้ แต่ข้อเท็จจริง คือ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันไม่มีภาระในการอุดหนุนการใช้ก๊าซของประชาชนแต่อย่างใด และยังมีการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนจากผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรมด้วย
 
                          4. การขึ้นราคาก๊าซหุงต้มไม่กระทบคนยากจน เพราะมีโครงการให้คูปองผู้มีรายได้น้อยให้สามารถซื้อได้ในราคา 18 บาทตามเดิม แต่ข้อเท็จจริง คือ ประชาชนมีปัญหาในการเข้าถึงคูปอง และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการโดยปัจจุบันครัวเรือนเพียงร้อยละ 1 ถึง 2 เท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้
 
                          แท้ที่จริงแล้ว นโยบายของรัฐบาล เป็นการเปลี่ยนแปลงเหตุผลของการให้ประชาชนใช้ก๊าซของตัวเองในราคาเป็นธรรม มาเป็นการเฉลี่ยต้นทุนของก๊าซในประเทศกับต้นทุนการนำเข้าให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมแบกรับภาระเท่าๆ กัน จึงเท่ากับตอกย้ำความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างราคาพลังงาน และสวนทางกับเหตุผลที่มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโดยสิ้นเชิง
 
                          สำหรับกรณีราคาน้ำมันดีเซลนั้น เดิมจะมีความพยายามตรึงราคาไว้ เพราะน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของกระบวนการผลิต และการขนส่ง ไม่เหมือนกับเบนซิน ซึ่งเป็นการใช้ส่วนบุคคล นโยบายที่หลายรัฐบาลทำไว้ไม่ได้เป็นการเอาเงินภาษี หรือกองทุนน้ำมันเข้าไปชดเชย เพียงแต่ใช้กลไกการกำหนดอัตราภาษี และการเก็บเงินเข้ากองทุน เพื่อให้ราคาน้ำมันดีเซลมีเสถียรภาพสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
 
                          แต่ปรากฏว่าในปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบ ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 40 ตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ไม่ได้นำไปสู่การลดราคาน้ำมันให้แก่ประชาชนด้วย ราคาหน้าโรงกลั่นลดลงเพียงประมาณร้อยละ 20 ขณะที่ผู้ใช้น้ำมันดีเซล ใช้น้ำมันในราคาลดลงเพียงร้อยละ 4 ที่มีการกล่าวอ้างว่า ไม่สามารถลดลงได้ เพราะจะกระทบกับฐานะการเงินของกองทุนน้ำมัน ก็ไม่จริง เพราะในปัจจุบันกองทุนมีเงินสะสมสุทธิประมาณ 7,000 ล้านบาท ส่วนการกล่าวอ้างว่า เก็บภาษีและเงินกองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันทุกประเภทควรจะเท่ากัน ก็ไม่มีหลักเศรษฐศาสตร์ใดๆ รองรับทั้งสิ้น และในข้อเท็จจริง รัฐบาลก็ยังเก็บเงินเข้ากองทุนและภาษีสำหรับน้ำมันแต่ละประเภทไม่เท่ากัน 
 
                          โดยสรุป นโยบายปัจจุบัน ไม่ได้เป็นการสะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดโลก ไม่ได้มีหลักการที่อิงกับต้นทุนที่แท้จริง (จนถึงวันนี้ การที่อ้างว่าต้นทุนก๊าซหน้าโรงกลั่นเท่ากับ 16.54 บาท ก็ยังไม่มีการตรวจสอบ) แต่เป็นเพียงการผลักภาระของภาคอุตสาหกรรมมาให้ประชาชน และความพยายามที่จะทำให้น้ำมันดีเซลแพงเท่าน้ำมันเบนซิน โดยไม่มีเหตุผล 
 
                          นอกจากนโยบายนี้จะสวนทางกับทิศทางการปฏิรูปแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพราะปัญหาหลักของเศรษฐกิจขณะนี้ คือ การขาดกำลังซื้อของประชาชน การซ้ำเติมประชาชนให้ต้องมีต้นทุนในการประกอบหรือซื้ออาหารแพงขึ้นก็ดี หรือการเพิ่มค่าขนส่งหรือไม่ลดค่าขนส่งก็ดี มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวลง ปัญหาแม่ค้าพ่อค้า แท็กซี่ หรือผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ขอขึ้นราคา จะเป็นปมปัญหาความขัดแย้งในการบริหารเศรษฐกิจต่อไป
 
                          ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล และ คสช. ต้องทบทวนนโยบายเรื่องนี้ หรืออย่างน้อยควรเปิดเวทีให้ผู้ที่เห็นต่าง สามารถให้ข้อมูลที่เป็นไปตามความเป็นจริง เพื่อให้มีการกำหนดนโยบายให้ถูกต้อง มิใช่ปล่อยให้ภาคธุรกิจซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้บริหารในภาครัฐ กำหนดนโยบายเพื่อประโยชน์ขององค์กรของตน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และความเป็นธรรมกับประชาชน