ข่าว

‘นพพร’แจงคดีอุ้มลดหนี้เผยตกเป็นเหยื่อ-ถูกรีดเงิน

‘นพพร’แจงคดีอุ้มลดหนี้เผยตกเป็นเหยื่อ-ถูกรีดเงิน

07 ธ.ค. 2557

‘เสี่ยนพพร’ ร่อนแถลงการณ์แจงคดีอุ้มลดหนี้ เผยตกเป็นเหยื่อ-ถูกรีดเงิน ด้าน ผกก.สน.วัดพระยาไกร ลั่นไม่มีกลั่นแกล้ง ชี้หากบริสุทธิ์ใจให้เข้ามอบตัว

 
                 7 ธันวาคม 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการแชร์ภาพของนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี นักธุรกิจหมื่นล้านที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมในข้อหาหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาเป็นผู้ใช้จ้างวานและข้อหาอื่น ๆ ถือแถลงการณ์ส่งถึงบรรณาธิการข่าวและสื่อมวลชน โดยเนื้อหาของแถลงการณ์ระบุว่า ตกเป็นเหยื่อและถูกใส่ร้ายป้ายสีและขูดรีด จึงอยากให้สื่อมวลชนให้ความยุติธรรมและสื่อสารความจริงสู่สังคมและสาธารณะชน พร้อมกับชี้แจงเป็นข้อ ๆว่า
 
                 สืบเนื่องจากการมีข่าวของกระผม นพพร ศุภพิพัฒน์ เข้าไปเกี่ยวพันกับข่าวการเจรจาหนี้ ที่เป็นคดีสำคัญ และถูกกล่าวหาว่าใช้จ้างวานให้สามพี่น้องอัครพงษ์ปรีชาไปอุ้มตัวนายบัณฑิตมาเพื่อบีบให้ลดหนี้จำนวน 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท จนต่อมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาต่างๆรวมถึงความผิดตาม ม 112 ความตามที่ท่านทราบแล้วนั้น ตามความเป็นจริงแล้ว กระผมคือผู้ตกเป็นเหยื่อผู้ถูกใส่ร้ายป้ายสีและขูดรีด กระผมไม่มีที่พึ่งอื่นใดนอกจากท่านสื่อมวลชนเท่านั้นที่จะให้ความยุติธรรมกับผมได้ และสื่อสารความจริงสู่สังคมและสาธารณชน เพื่อความกระจ่างในคดีนี้ผมใคร่ขอเรียนชี้แจงอย่างไม่กลัวอิทธิพลใดๆดังนี้
 
                 1.กระผมไม่ได้เป็นลูกหนี้นายบัณฑิต ในความเป็นจริงแล้วกระผมถูกขูดรีดจากนายบัณฑิตเสมอมา ความเดิมคือกระผมกับนายบัณฑิต และเพื่อนอีก 2 คนร่วมกันลงในทุนใน บริษัทชื่อ กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง โดยกระผมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 40% ในปี 2543 กระผมได้ยืมเงินจากบริษัทดังกล่าว โดยลงบัญชีเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมบริษัทเป็นเงินประมาณ 17 ล้านบาท แต่ผู้ถือหุ้น 3 คน รวมทั้งบัณฑิตไม่เห็นว่าเป็นการกู้ยืมจึงไปแจ้งความดำเนินคดีกระผมในข้อหายักยอกทรัพย์ กระผมจึงได้ชำระเงินคืนบริษัทฯในรูปของการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ของบริษัทฯ(ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน)จำนวน 8.9 ล้านบาทแทนบริษัทในปี 2547 และในปี 2555 กระผมชำระคืนบริษัทฯอีก 17 ล้านบาท โดยใด้ไปทำยอมความกันที่ศาลฎีกาในเดือนเมษายน 2555 โดยในหนังสือถอนคำร้องทุกข์ระบุชัดเจนว่าผมชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทฯจนครบถ้วนแล้ว และผู้ถือหุ้นอื่นๆต่างก็ไม่ติดใจเอาความอีกต่อไป(หลักฐานปรากฏตามสัญญาประณีประฌอมยอมความ และคำขอถอนคำร้องทุกข์ พร้อมเอกสารประกอบ เดือนเมษายน 2555 ซึ่งมีสำเนาอยู่ที่ทนายความของกระผมสองคนคือ นายวิชานนท์ วิมลสังข์ และนายพิษณุ พานิชสุข ส่วนเอกสารตัวจริงอยู่ที่ศาลฎีกาและสามารถไปคัดถ่ายได้กรณีทนายทำสูญหาย) จึงคงเหลือแต่บัณฑิตซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังไม่ยอมถอนฟ้องกระผมในคดีนี้ ทั้งที่ได้ส่วนแบ่งจากเงิน 17 ล้านดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้นผมจึงมิได้เป็นหนี้ใดๆกับนายบัณฑิตทั้งทางตรงและทางอ้อมตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2555
 
                 2. การขูดรีดครั้งที่ 1 นายบัณทิตเรียกร้องเงิน 100 บาทเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง ในปี 2557 กระผมมีฐานะดีขึ้นและไม่อยากมีคดีติดตัวต่อไป กระผมจึงจึงเปิดการเจรจาโดยส่งข้อความเสนอเงิน 20 ล้านไปให้บัณฑิตเพื่อให้ถอนฟ้องในคดีที่กระผมติดหนี้บริษัทซึ่งผมได้ชดใช้ไปหมดแล้ว แต่ไม่ได้ตอบกลับจากนายบัณทิต จนกระทั่งผมเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ยุโรปในวันที่ 24 พฤษภาคม ต่อมาขณะอยู่ต่างประเทศได้ทราบจากคนรู้จักว่านายบัณฑิตจะเปิดตัวเลขกลับมาที่ 100 ล้านบาท (ซึ่งคงเพราะทราบว่านิตยสารฟอร์บฉบับเดือนมิถุนายนได้ประเมินทรัพย์สินของกระผมที่ 26,000 ล้าน) แต่กระผมคิดว่าน่าจะต่อรองได้ในราคา 50-60 ล้านบาท(ซึ่งเป็นการพบกันครึ่งทาง) ในวันที่ 18 มิถุนายนขณะกระผมอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสจึงให้นายพิษณุ พานิชสุข ส่งสัญญายอมความ 2 ฉบับมาให้ทางอีเมล์ ฉบับหนึ่งระบุตัวเลขเป็นเงิน 50 ล้าน ส่วนอีกฉบับระบุ 60 ล้าน (หลักฐานตามอีเมล์อีกฉบับที่ผมส่งมาพร้อมกันนี้) จากนั้นกระผมปรินท์สัญญาทั้งสองฉบับออกมาเพื่อลงชื่อ และส่งกลับไปให้ทนายในวันเดียวกันทาง DHL (หลักฐานซอง DHL ดังกล่าวเก็บอยู่ที่นายพิษณุ)
 
                 3. นายปริญญา รักวาทิน หรือเสธ เจี๊ยบ  อย่างไรก็ดีเพื่อความมั่นใจว่าเรื่องราวจะได้ข้อยุติ กระผมโทรฯทางไกลมาปรึกษากับนายปริญญา หรือเสธ เจี๊ยบ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บ เรือด่วนเจ้าพระยาฯ (ทางทนายพิษณุเคยแนะนำให้รู้จัก) และชอบอ้างตัวสนิทสนมกับ เสธ คนดัง ว่าสามารถเชิญผู้ใหญ่ที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ได้หรือไม่ มีค่าใช้จ่ายอย่างไร และสามารถทำให้รูปแบบการเจรจาอยู่ในกรอบของกฎหมายตามที่ทนายให้แนวทางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งนายปริญญาก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าสามารถทำได้เพราะตัวเลขที่เสนอถึง 60 ล้านก็เป็นจำนวนมากพอที่น่าจะทำให้นายบัณฑิตยอมตกลงอยู่แล้ว หากเพิ่มบุคคลที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นคนกลางบัณฑิตย่อมไม่กล้าเรียกร้องแบบไร้เหตุผล ที่กระผมต้องพึ่งผู้ใหญ่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะนายบัณทิตเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลภาคใต้ซึ่งทราบกันดีว่าร่ำรวยจากการค้าของเถื่อน
 
                 3. ผมไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อสามพี่น้องอัครพงษ์ปรีชาก่อนเกิดเหตุการณ์วันที่ 23 มิถุนายน  ทางนายปริญญาหรือนายเจี๊ยบแจ้งว่าผู้ใหญเรียกค่าดำเนินการ 30 ล้าน ผมจึงตกลงและจ่ายล่วงหน้าเป็นเงิน 5 ล้าน ส่วนอีก 25 จะจ่ายเมื่อมีการตกลงยอมความกันที่ศาล โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือต้องให้คู่เจรจาคือนาบัณฑิตยอมความโดยสมัครใจหรือเกรงใจเท่านั้น หากไม่สำเร็จกระผมก็จะนำเงิน 25 ล้านนี้ไปเพิ่มยอดให้นายบัณฑิตรวมเป็น 85 ล้านแทน เพื่อให้คดียุติ ผมเชื่อมาโดยตลอดว่า เสธ เจี๊ยบจะไปเชิญ เสธ คนดังซึ่งจะไกล่เกลี่ยแบบผู้ใหญ่มาเป็นคนกลาง แต่ปรากฎข้อเท็จจริงในวันที่ 23 มิถุนายนว่านายปริญญาไปว่าจ้างสามพี่น้องอัครพงษ์ปรีชามากระทำการอุกอาจ และไปบังคับให้บัณฑิตรับเงินแค่ 20 ล้าน ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ ผิดจำนวนเงิน และเงื่อนไขที่ผมให้ไว้อย่างสิ้นเชิง
 
                 4. ผมถูกขูดรีดครั้งที่ 2 เพิ่มเป็น 150 ล้าน หลังเกิดเหตุดังกล่าวย่อมเป็นที่แน่นอนว่าบัณฑิตไม่พอใจอย่างมากนายบัณทิตจึงเพิ่มตัวเลขไปเป็น 150 ล้าน ผมเรียนตรงๆว่าขณะนั้นเข็ดและหดหู่กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่แล้ว จึงแจ้งว่ายินดีจะจบที่ 120 ล้าน โดยจ่ายทันที 80 ล้าน และตีเป็นเช็คล่วงหน้าอีก 40 ล้าน บัณฑิตตกลงโดยมาทำสัญญายอมความที่ศาลในวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา (หลักฐานปรากฏตามสัญญาประณีประฌอมยอมความ และคำขอถอนคำร้องทุกข์ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พร้อมหลักฐานการจ่ายเงิน สำเนาอยู่ที่ทนายความของกระผมสองคนคือ นายวิชานนท์ วิมลสังข์ และนายพิษณุ พานิชสุข ส่วนเอกสารตัวจริงอยู่ที่ศาลฎีกาและสามารถไปคัดถ่ายได้กรณีทนายทำสูญหาย) โดยขณะไปยอมความที่ศาลกระผมก็ยังอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสโดยเดินกลับกรุงเทพประมาณวันที่ 20 กรกฎาคม
 
                 5. ถูกนายเจี๊ยบหรือ นายปริญญาขูดรีดอีก 25 ล้านบาท ต่อมานายปริญญากลับมาขอเงิน 25 ล้านกับผมอีก ผมตอบไปว่านายปริญญาไปทำเสียหายจนผมต้องจ่ายเงินเกินกว่าที่ควรแล้วยังจะมาขอเงิน 25 ล้านอีกหรือ นายปริญญาเพียงตอบสั้นๆว่าอยากมีเรื่องกับ…(หมายถึงสามพี่น้องฯ)หรือ ผมกลัวจะไม่ปลอดภัยเลยต้องให้เงิน 25 ล้านไป โดยนัดให้มารับเงินสดที่สำนักงานใหญ่บริษัท WEH ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาที่ผ่านมา
 
                 6. ตำรวจ สน.วัดพระยาไกรปิดบังหลักฐานและจงใจให้ผมตกเป็นเหยื่อ  พนักงานสอบสวน สน วัดพระยาไกรที่รู้จักกับนายปริญญา ชื่อผู้กองอรุณได้ติดต่อผ่านทนายพิษณุให้กระผมเข้ามาให้ปากคำ ผมจึงได้เข้าไปให้ปากคำเมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยได้มีบันทึกข้อความการให้ปากคำไว้เป็นหลักฐาน แต่ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากในตอนท้ายพนักงานสอบสวนชื่อสารวัตรชูศักดิ์ถามผมว่ารู้จัก ”เจี๊ยบ”หรือไม่ ผมเห็นว่าทั้งทนาย และพนักงานสอบสวนคือผู้กองอรุณที่ร่วมสอบสวนอยู่ด้วยเป็นเพื่อนกับนายปริญญา จึงรู้สึกไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่ยืนยันว่าจะกลับมาให้การเพิ่ม จนวันรุ่งขึ้น(วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน) ผมโทรศัพท์หาสารวัตรชูศักดิ์เพื่อขอนัดเข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติม และนำหลักฐานต่างๆไปส่ง แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยง และแจ้งกับกระผมว่ารู้แล้วว่าเจี๊ยบคือใครไม่ต้องมาหรอก ผมเห็นเป็นพิรุธ ประกอบกับมีการประโคมข่าวเรื่องลดหนี้(ทั้งๆที่ทางตำรวจก็มีเอกสารสำเนาการยอมความที่ศาลข้างต้นทั้งสองชุดเป็นหลักฐาน) ผมเกรงว่าคงไม่ได้ประกันตัวและถูกปิดปากในเรือนจำจึงมีจำเป็นต้องหลบหนีออกนอกประเทศมาตั้งหลักเพื่อทำหนังสือฉบับนี้เพื่อแถลงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนได้รับทราบในสิ่งที่เกิดขึ้น ผมจึงใคร่ขอเรียนแจ้งให้ทราบจากปากคำของผมเอง และขอขอบพระคุณท่านบรรณาธิการข่าวและสื่อมวลชนหากจะกรุณาให้ความยุติธรรมนำเสนอข่าว และร่วมต่อสู้กับกระบวนการอยุติธรรมที่ทำให้บุคคลผู้บริสุทธิ์ตกเป็นแพะ และเป็นเหยื่อคนแล้วคนเล่า 
 
 
ขอแสดงความนับถือ 
นายนพพร ศุภพิพัฒน์
 
 
 
ผกก.สน.วัดพระยาไกร ลั่นไม่มีกลั่นแกล้ง ‘นพพร’ ชี้บริสุทธิ์ใจให้เข้ามอบตัว
 
 
                 จากกรณี น.ท.ปริญญา รักวาทิน หรือเจี๊ยบ อายุ 52 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด หนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร ที่ 139/57 ลงวันที่ 3 ธ.ค. 57 ข้อหาแอบอ้างเบื้องสูง อุ้มเหยื่อไปเจรจาขอลดหนี้จาก 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท เหตุเกิดพื้นที่ สน.วัดพระยาไกร เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ก่อนมีการสอบปากคำยอมรับว่ารู้จักกับ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี เศรษฐีหมื่นล้านผู้จ้างวานตามหมายจับศาลทหารที่ 138/57 ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทเบื้องสูง ที่กำลังหลบหนีออกนอกประเทศ และนายชากานต์ ภาคภูมิ ผู้ต้องหาคดีเดียวกันที่ถูกจับกุมแล้ว หลังสอบปากคำควบคุมตัว น.ท.ปริญญา ส่งพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร เพื่อฝากขังศาลทหารในวันจันทร์ ที่ 8 ธ.ค.นี้
 
                 ล่าสุดเมื่อเวลา12.30 น. วันที่ 7 ธ.ค. พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร เปิดเผยว่า หลังจากที่เมื่อวาน (6 ธ.ค.) น.ท.ปริญญา ผู้ต้องหาตามหมายจับ มามอบตัวที่ บช.น. และมีการสอบปากคำเสร็จ มีการควบคุมตัวผู้ต้องหามาที่ สน.วัดพระยาไกร พร้อมสั่งการกำชับให้เจ้าหน้าตำรวจคอยตรวจตราดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ช.ม. และกล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันการทำร้ายตัวเอง ผู้ต้องหามีภาวะค่อนข้างเครียด แต่นอนหลับปกติ โดยตลอดทั้งคืนถึงช่วงเช้านี้ ยังไม่มีผู้มาติดต่อขอเยี่ยม ก่อนที่จะควบคุมตัวฝากขังศาลทหารในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ ( 8 ธ.ค. )
 
                 ผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีที่ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ เศรษฐีหมื่นล้านที่ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร มีการทำหนังสือชี้แจงมาจากต่างประเทศ พร้อมเผยแพร่กับภาพถ่ายยืนถือหนังสือฉบับดังกล่าว โดยมีการกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร ปิดบังหลักฐานและจงใจให้ตนตกเป็นเหยื่อ พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เปิดเผยว่า ขอยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวที่ นายนพพร กล่าวอ้างไม่เป็นความจริง ซึ่งพนักงานสอบสวนเคยเชิญขอความร่วมมือเข้าให้ข้อมูล 1 ครั้ง แต่ขณะนั้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ โดยคดีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามกระบวนการความยุติธรรมของกฎหมาย ไม่มีการกลั่นแกล้ง การแจ้งข้อหาเป็นไปตามหลักฐานจึงมีการออกหมายจับศาลทหาร หากผู้ต้องหาจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ สามารถติดต่อขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอรับรองว่าคดีจะเป็นไปตามความยุติธรรม
 
                 ขณะที่พ.ต.ท.ชูศักดิ์ คำทราย พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ และหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนายนพพล  ได้ออกมาขี้แจงว่า ตนเห็นแถลงการณ์ดังกล่าวแล้่วผ่านเวปไซต์ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาจะไปคิดอะไรเลย กำลังอยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว
 
                 "เรื่องที่นายนพพร ชี้แจงผ่านแถลงการณ์นั้น มันคนละเรื่องกันเลย อาจจะมีการอ้างไปได้เรื่อย ตอนนี้กำลังสอบปากคำ " พ.ต.ท.ชูศักดิ์ กล่าวชี้แจงสั้น ๆก่อนที่จะวางสายไปทันที
 
                 รายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้นได้มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยมี พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าชุด พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5ฐานะรองหัวหน้าดูแลคดีอุ้มเหยื่อเจรจาขอลดหนี้ 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท ในพื้นที่ สน.วัดพระยาไกร